AI Share of Voice คืออะไร วัดสัดส่วนที่แบรนด์ถูกพูดถึงใน AI อย่างไร
อธิบาย AI Share of Voice ว่าต่างจาก Share of Voice บน Google อย่างไร อะไรนับเป็นการถูกพูดถึง และวิธีเริ่มวัดด้วยตัวเองแบบไม่ต้องพึ่งเครื่องมืออัตโนมัติ
ทีม NOAH · เผยแพร่ 2 กันยายน 2569 · อัปเดต 2 กันยายน 2569 · อ่าน 14 นาที

สรุปสั้น
- ✓AI Share of Voice คือสัดส่วนที่แบรนด์ถูกเอ่ยถึงในคำตอบของ AI เมื่อเทียบกับคู่แข่งในหัวข้อเดียวกัน
- ✓ต่างจาก Share of Voice บน Google ตรงที่ไม่มีตำแหน่งอันดับให้วัด มีแค่ถูกเอ่ยถึงหรือไม่ถูกเอ่ยถึงในแต่ละครั้งที่ถาม
- ✓การถูกพูดถึงมีหลายระดับ ตั้งแต่เอ่ยชื่อตรง ๆ เอ่ยชื่อพร้อมลิงก์ ไปจนถึงเอ่ยแค่หมวดหมู่โดยไม่เอ่ยชื่อแบรนด์
- ✓NOAH ไม่มีฟีเจอร์ติดตาม AI Share of Voice หรือ AI visibility วิธีเริ่มต้นที่ทำได้จริงตอนนี้คือถามคำถามสำคัญกับ AI ด้วยตัวเองซ้ำเป็นระยะแล้วบันทึกผล
- ✓ผลลัพธ์ของ AI ไม่คงที่ในแต่ละครั้งที่ถามแม้เป็นคำถามเดียวกัน จึงต้องเก็บข้อมูลหลายครั้งก่อนสรุปแนวโน้ม
เมื่อคนเริ่มถาม AI แทนการค้นหาบน Google มากขึ้น คำถามที่เจ้าของธุรกิจเริ่มถามตามมาคือแบรนด์ของตัวเองถูกเอ่ยถึงในคำตอบของ AI บ่อยแค่ไหนเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แนวคิดนี้เรียกว่า AI Share of Voice
บทความนี้อธิบายว่า AI Share of Voice คืออะไร ต่างจาก Share of Voice แบบดั้งเดิมอย่างไร อะไรนับเป็นการถูกพูดถึงบ้าง พร้อมวิธีเริ่มวัดด้วยตัวเองและตัวอย่างสมมติที่ช่วยให้เห็นภาพ เนื้อหานี้อยู่ในหมวดAI Search
AI Share of Voice คืออะไร
AI Share of Voice คืออะไร
AI Share of Voice คือสัดส่วนที่แบรนด์หนึ่งถูกเอ่ยถึงในคำตอบของ AI เมื่อเทียบกับคู่แข่งในกลุ่มคำถามเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าถามคำถามเกี่ยวกับสินค้าประเภทหนึ่ง 10 คำถามที่ใกล้เคียงกัน แล้วแบรนด์ของเราถูกเอ่ยถึงใน 3 คำถามในขณะที่คู่แข่งถูกเอ่ยถึงใน 7 คำถาม แสดงว่าคู่แข่งมี AI Share of Voice สูงกว่าในหัวข้อนั้น

ต่างจาก Share of Voice บน Google อย่างไร
- Share of Voice บน Google วัดจากตำแหน่งอันดับที่ชัดเจน แต่ AI Share of Voice มีแค่ถูกเอ่ยถึงหรือไม่ถูกเอ่ยถึงในแต่ละครั้งที่ถาม ไม่มีตำแหน่งตายตัว
- ผลลัพธ์บน Google ค่อนข้างคงที่สำหรับคำค้นเดียวกันในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่คำตอบของ AI อาจเปลี่ยนไปในแต่ละครั้งที่ถามแม้เป็นคำถามเดียวกัน
- การวัด Share of Voice บน Google มีเครื่องมือ rank tracking ที่เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว แต่การวัด AI Share of Voice ยังไม่มีเครื่องมือมาตรฐานที่ยืนยันความแม่นยำได้เต็มที่
- Share of Voice บน Google นับจากผลการค้นหาที่ทุกคนเห็นเหมือนกันเป็นส่วนใหญ่ แต่คำตอบของ AI อาจปรับตามบริบทของผู้ถามแต่ละคน ทำให้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกันเสมอไป
อะไรที่นับเป็นการถูกพูดถึงใน AI
การถูกพูดถึงมีหลายระดับ ไม่ใช่แค่เอ่ยชื่อแบรนด์ตรง ๆ เท่านั้น การเข้าใจระดับต่าง ๆ ช่วยให้ประเมินผลลัพธ์ได้ละเอียดขึ้น
| ระดับ | ลักษณะ |
|---|---|
| เอ่ยชื่อตรง ๆ พร้อมลิงก์ | AI เอ่ยชื่อแบรนด์และแสดงลิงก์ไปยังเว็บของแบรนด์ด้วย ถือเป็นระดับที่มีมูลค่าสูงที่สุด |
| เอ่ยชื่อตรง ๆ แต่ไม่มีลิงก์ | AI พูดถึงชื่อแบรนด์ในคำตอบแต่ไม่ได้แสดงลิงก์อ้างอิง ผู้ใช้ต้องค้นหาต่อเองถ้าอยากรู้จักเพิ่ม |
| เอ่ยหมวดหมู่แต่ไม่เอ่ยชื่อแบรนด์ | AI ตอบในเชิงแนะนำประเภทสินค้าหรือบริการโดยไม่ระบุชื่อแบรนด์ใดเป็นการเฉพาะ |
| เอ่ยชื่อคู่แข่งแทน | AI ตอบคำถามในหัวข้อเดียวกันแต่เลือกเอ่ยถึงคู่แข่งแทนแบรนด์ของเรา |

วิธีเริ่มวัด AI Share of Voice ด้วยตัวเอง
วัด AI Share of Voice เบื้องต้นแบบไม่ต้องพึ่งเครื่องมืออัตโนมัติ
- 1
รวบรวมคำถามสำคัญที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายน่าจะถาม
เลือกคำถามที่ใกล้เคียงกับการตัดสินใจซื้อ เช่นคำถามเชิงเปรียบเทียบหรือคำถามแนะนำตัวเลือก
- 2
ถามคำถามเดียวกันหลายครั้งในหลายวัน
เพราะคำตอบของ AI ไม่คงที่ ควรถามซ้ำหลายรอบเพื่อดูแนวโน้มแทนที่จะสรุปจากการถามครั้งเดียว
- 3
บันทึกว่าแบรนด์ถูกเอ่ยถึงในระดับไหน
จดว่าเป็นการเอ่ยชื่อตรง เอ่ยพร้อมลิงก์ หรือไม่ถูกเอ่ยถึงเลยในแต่ละครั้งที่ถาม
- 4
เปรียบเทียบกับคู่แข่งในคำถามเดียวกัน
ดูว่าคู่แข่งถูกเอ่ยถึงบ่อยกว่าหรือน้อยกว่าในชุดคำถามเดียวกัน เพื่อประเมินตำแหน่งของแบรนด์เทียบกับตลาด
- 5
ทำซ้ำเป็นรอบทุกเดือนหรือทุกไตรมาส
เก็บข้อมูลต่อเนื่องเพื่อดูแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่วัดครั้งเดียวแล้วจบ
NOAH ไม่มีฟีเจอร์วัด AI Share of Voice
NOAH เน้นงาน keyword research, content gap, เขียนบทความ SEO ด้วย AI ตามแนวทาง AEO/GEO และรายงานผลผ่าน Search Console หากต้องการวัด AI Share of Voice อย่างเป็นระบบต้องทำเองตามขั้นตอนข้างต้น หรือรอเครื่องมือเฉพาะทางที่มีความแม่นยำมากขึ้นในอนาคต
ข้อจำกัดที่ต้องยอมรับก่อนเริ่ม
การวัด AI Share of Voice ด้วยมือมีข้อจำกัดที่ต้องยอมรับตั้งแต่ต้น คำตอบของ AI ขึ้นกับหลายปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ทั้งหมด เช่นบริบทของบทสนทนาก่อนหน้า ตำแหน่งที่ตั้งของผู้ถาม และเวอร์ชันของโมเดลที่ใช้งานอยู่ในขณะนั้น ตัวเลขที่ได้จากการวัดด้วยมือจึงเป็นค่าประมาณแนวโน้ม ไม่ใช่ตัวเลขที่แม่นยำแบบสัมบูรณ์ ควรใช้เพื่อดูทิศทางการเปลี่ยนแปลงมากกว่านำไปเทียบเป็นตัวเลข KPI ตายตัว

ตัวอย่างสมมติ: ธุรกิจขายเครื่องใช้ไฟฟ้าทดลองวัด AI Share of Voice
ตัวอย่างนี้เป็นสถานการณ์สมมติเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่เคสลูกค้าจริง — ธุรกิจขายเครื่องใช้ไฟฟ้าออนไลน์รายหนึ่งอยากรู้ว่าแบรนด์ตัวเองถูกเอ่ยถึงใน AI มากแค่ไหนเมื่อเทียบกับคู่แข่งหลักสามราย ทีมงานรวบรวมคำถามที่ลูกค้าน่าจะถาม เช่น "เครื่องซักผ้าฝาบนรุ่นไหนคุ้มค่าที่สุดสำหรับครอบครัว" แล้วถามคำถามเดียวกันกับ AI สิบครั้งในช่วงสองสัปดาห์
ผลที่พบคือแบรนด์ของธุรกิจถูกเอ่ยถึงประมาณสามในสิบครั้ง ในขณะที่คู่แข่งรายใหญ่ที่สุดถูกเอ่ยถึงเกือบทุกครั้ง ทีมงานสังเกตว่าคำตอบที่เอ่ยถึงคู่แข่งรายนั้นมักอ้างอิงบทความรีวิวจากเว็บไซต์บุคคลที่สามที่มีรายละเอียดเปรียบเทียบสินค้าอย่างละเอียด ขณะที่แบรนด์ของตัวเองแทบไม่มีบทความรีวิวลักษณะนี้จากแหล่งภายนอกเลย ทีมจึงเริ่มวางแผนสร้างความร่วมมือกับเว็บรีวิวเพื่อเพิ่มโอกาสถูกอ้างอิงในอนาคต กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการวัด AI Share of Voice ด้วยมือช่วยให้เห็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปปรับกลยุทธ์ต่อได้ แม้จะไม่ใช่ตัวเลขที่แม่นยำสมบูรณ์แบบ
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- สรุปผลจากการถามคำถามเพียงครั้งเดียว ทั้งที่คำตอบของ AI เปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละครั้งที่ถาม
- เปรียบเทียบตัวเลขที่วัดเองกับตัวเลขที่อ้างจากแหล่งอื่นโดยไม่รู้ว่าวิธีเก็บข้อมูลต่างกันแค่ไหน
- มองว่าการไม่ถูกเอ่ยชื่อคือความล้มเหลวเสมอ ทั้งที่บางครั้ง AI เอ่ยแค่หมวดหมู่โดยไม่ระบุแบรนด์ใดเลย ไม่ใช่แค่แบรนด์ของเรา
- ใช้คำถามที่กว้างเกินไปจนไม่สะท้อนพฤติกรรมการถามจริงของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย
- หยุดวัดหลังทำครั้งเดียว ทั้งที่ต้องติดตามต่อเนื่องเพื่อเห็นแนวโน้มที่แท้จริง
เช็กลิสต์ก่อนเริ่มวัด AI Share of Voice
- มีลิสต์คำถามสำคัญที่สะท้อนพฤติกรรมการถามจริงของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายแล้ว
- เตรียมถามคำถามเดียวกันซ้ำหลายครั้งในหลายวัน ไม่ใช่สรุปจากครั้งเดียว
- มีตารางบันทึกระดับการถูกเอ่ยถึงที่ชัดเจน แยกเอ่ยชื่อพร้อมลิงก์ เอ่ยชื่ออย่างเดียว และไม่ถูกเอ่ยถึง
- รู้แล้วว่าคู่แข่งหลักในหัวข้อเดียวกันคือใคร เพื่อใช้เปรียบเทียบ
- กำหนดรอบวัดผลซ้ำที่ชัดเจน เช่นทุกเดือนหรือทุกไตรมาส
ปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสถูกเอ่ยถึงในคำตอบ AI
จากการสังเกตพฤติกรรมของ AI ทั่วไป มีปัจจัยหลายอย่างที่ดูเหมือนจะมีผลต่อโอกาสที่แบรนด์หนึ่งจะถูกเอ่ยถึงในคำตอบ แม้จะยังไม่มีสูตรตายตัวที่ยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ปัจจัยแรกคือการถูกอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลหลายแห่งที่มีความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่แค่เว็บของแบรนด์เอง ปัจจัยที่สองคือความชัดเจนของข้อมูล เช่นราคา คุณสมบัติ หรือจุดเด่นที่ระบุไว้อย่างเจาะจง แทนที่จะเขียนกว้าง ๆ ที่ AI ยากจะดึงมาใช้ตอบคำถามเฉพาะเจาะจงได้
ปัจจัยที่สามคือความสม่ำเสมอของข้อมูลในหลายแหล่ง หากชื่อแบรนด์ คุณสมบัติสินค้า หรือข้อมูลติดต่อไม่ตรงกันระหว่างเว็บของตัวเองกับแหล่งอ้างอิงภายนอก อาจทำให้ AI ไม่มั่นใจพอที่จะเอ่ยถึงแบรนด์นั้นในคำตอบ การตรวจสอบว่าข้อมูลสำคัญตรงกันในทุกแหล่งที่ควบคุมได้จึงเป็นงานพื้นฐานที่ควรทำควบคู่กับการวัด AI Share of Voice
คำถามที่พบบ่อย
ต้องเป็นแบรนด์ใหญ่เท่านั้นถึงจะมี AI Share of Voice ได้ไหม+
ไม่จำเป็น แบรนด์ขนาดเล็กก็มีโอกาสถูกเอ่ยถึงได้ในหัวข้อเฉพาะทางที่ตัวเองมีความเชี่ยวชาญสูง โดยเฉพาะคำถามที่แคบและเจาะจง ซึ่งแบรนด์เล็กที่มีเนื้อหาละเอียดในหัวข้อนั้นอาจมีโอกาสถูกเอ่ยถึงมากกว่าแบรนด์ใหญ่ที่ไม่มีเนื้อหาเจาะลึกเรื่องนั้นโดยเฉพาะ
AI Share of Voice ต่างจาก AI Visibility อย่างไร+
สองคำนี้มักถูกใช้ใกล้เคียงกัน แต่ AI Share of Voice เน้นการเปรียบเทียบสัดส่วนกับคู่แข่งในหัวข้อเดียวกัน ส่วน AI Visibility เน้นภาพรวมว่าแบรนด์ถูกมองเห็นหรือถูกเอ่ยถึงใน AI มากน้อยแค่ไหนโดยรวม อ่านเพิ่มเติมได้ที่ AI Visibility คืออะไร
มีเครื่องมืออัตโนมัติวัด AI Share of Voice ไหม+
มีเครื่องมือบางตัวในตลาดที่เริ่มพัฒนาฟีเจอร์นี้ แต่ยังไม่มีมาตรฐานที่ยืนยันความแม่นยำได้เต็มที่ เพราะคำตอบของ AI เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา วิธีที่น่าเชื่อถือที่สุดตอนนี้ยังเป็นการถามและบันทึกผลด้วยตัวเอง
ทำไมแบรนด์ที่มีเว็บไซต์ดีอยู่แล้วยังไม่ถูกเอ่ยถึงใน AI+
เพราะ AI มักรวบรวมคำตอบจากหลายแหล่งข้อมูล ไม่ใช่แค่เว็บไซต์ของแบรนด์เอง หากไม่มีการถูกอ้างอิงจากแหล่งภายนอก เช่นบทความรีวิวหรือสื่อ โอกาสถูกเอ่ยถึงก็จะน้อยลงแม้เว็บไซต์ของตัวเองจะทำ SEO ได้ดี
ควรวัด AI Share of Voice บ่อยแค่ไหน+
แนะนำอย่างน้อยทุกเดือนสำหรับหัวข้อสำคัญ เพราะคำตอบของ AI เปลี่ยนแปลงได้ตามข้อมูลใหม่ที่ระบบเรียนรู้เพิ่มขึ้น การวัดสม่ำเสมอช่วยให้เห็นแนวโน้มที่ชัดเจนกว่าการวัดครั้งเดียว
ถ้าคู่แข่งถูกเอ่ยถึงบ่อยกว่ามาก ควรทำอะไรก่อน+
ควรตรวจสอบว่าคู่แข่งถูกอ้างอิงจากแหล่งไหนบ่อยที่สุด เช่นบทความรีวิวหรือสื่อเฉพาะทาง แล้วพิจารณาสร้างความร่วมมือกับแหล่งลักษณะเดียวกัน ควบคู่กับการพัฒนาเนื้อหาบนเว็บของตัวเองให้ตอบคำถามกลุ่มนั้นได้ครบถ้วนมากขึ้น
เก็บผลการวัดอย่างเป็นระบบด้วยตารางง่าย ๆ
ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือซับซ้อนในการเริ่มเก็บข้อมูล AI Share of Voice ทีมสามารถเริ่มจากสเปรดชีตธรรมดาที่มีคอลัมน์บันทึกวันที่ถาม คำถามที่ใช้ ผลลัพธ์ว่าแบรนด์ถูกเอ่ยถึงหรือไม่ในระดับไหน และชื่อคู่แข่งที่ถูกเอ่ยถึงในคำตอบเดียวกัน การเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอในรูปแบบเดียวกันทุกครั้งช่วยให้เปรียบเทียบแนวโน้มระหว่างเดือนได้ง่ายกว่าการจดบันทึกแบบไม่มีโครงสร้าง
เมื่อเก็บข้อมูลไปสักระยะ ทีมจะเริ่มเห็นแพทเทิร์นที่มีประโยชน์ เช่นคำถามกลุ่มไหนที่แบรนด์มีโอกาสถูกเอ่ยถึงสูงอยู่แล้วและควรรักษาไว้ หรือคำถามกลุ่มไหนที่แบรนด์แทบไม่เคยถูกเอ่ยถึงเลยและควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการปรับปรุงเนื้อหาและสร้างสัญญาณความน่าเชื่อถือจากภายนอกเพิ่มเติม
อย่าตกใจถ้าตัวเลขเปลี่ยนแปลงมากในแต่ละรอบวัด
เพราะคำตอบของ AI ไม่คงที่ ผลการวัด AI Share of Voice ในแต่ละรอบอาจแกว่งขึ้นลงได้มากกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะถ้าจำนวนครั้งที่ถามในแต่ละรอบยังน้อยเกินไป ทีมควรมองผลลัพธ์เป็นแนวโน้มระยะยาวหลายเดือนมากกว่าตัดสินจากรอบใดรอบหนึ่ง และควรเพิ่มจำนวนครั้งที่ถามต่อรอบให้มากพอสมควรเพื่อลดความคลาดเคลื่อนจากการสุ่มคำตอบที่ต่างกันในแต่ละครั้ง
สรุป
AI Share of Voice เป็นแนวคิดใหม่ที่ยังไม่มีเครื่องมือมาตรฐานวัดได้แม่นยำเต็มที่ วิธีที่ทำได้จริงตอนนี้คือถามคำถามสำคัญกับ AI ด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอและบันทึกแนวโน้มไว้เปรียบเทียบ อ่านแนวคิดที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ที่ AI Search, LLM SEO และ ทำอย่างไรให้ AI แนะนำแบรนด์
อยากให้เนื้อหาของแบรนด์มีโอกาสถูก AI อ้างอิงมากขึ้น
NOAH ช่วยหาคีย์เวิร์ดและเขียนบทความที่จัดโครงสร้างตามแนวทาง AEO/GEO เพื่อเพิ่มโอกาสที่เนื้อหาของแบรนด์จะถูกนำไปใช้ตอบคำถาม
ดูหน้า AI Search