กลยุทธ์ SEO

Entity-Based SEO เทคนิคจัด Topic Cluster แทนการดัน Keyword ทีละคำ

Entity Based SEO คืออะไร วิธีหา entity หลักของธุรกิจ จัด topic cluster รอบ entity เขียนหน้า pillar กับหน้าลูกให้ไม่ทับกัน และตรวจว่าคลัสเตอร์ทำงานหรือยัง

ทีม NOAH · เผยแพร่ 20 กันยายน 2569 · อัปเดต 20 กันยายน 2569 · อ่าน 15 นาที

แผนผังเส้นเชื่อมโยงหัวข้อเข้าด้วยกันบนพื้นโต๊ะทำงาน สื่อถึงการจัดกลุ่มเนื้อหาแบบคลัสเตอร์

สรุปสั้น

  • Entity Based SEO คือการวางเนื้อหารอบสิ่งที่มีตัวตนชัดเจน เช่น สินค้า บริการ สถานที่ หรือวิธีการ แทนการทำหน้าแยกต่อคำค้นหนึ่งคำ เพราะระบบค้นหาปัจจุบันจับคู่ความหมายของเรื่อง ไม่ได้จับคู่ตัวอักษรของคำ
  • เว็บหนึ่งเว็บไม่ควรมี entity หลักเกิน 5-8 ตัว ถ้าเกินกว่านั้นแปลว่าธุรกิจพยายามเป็นทุกอย่างพร้อมกัน และเนื้อหาจะกระจายจนไม่มีเรื่องไหนที่เว็บดูรู้จริง
  • Topic cluster ที่ใช้ได้จริงประกอบด้วยหน้า pillar หนึ่งหน้าต่อหนึ่ง entity และหน้าลูก 5-12 หน้าที่แต่ละหน้าตอบหนึ่งคุณสมบัติหรือหนึ่งความสัมพันธ์ของ entity นั้น โดยหน้าลูกทุกหน้าต้องลิงก์กลับ pillar
  • สัญญาณที่บอกว่าเว็บรู้จัก entity หนึ่งจริงคือมีการระบุคำนิยาม คุณสมบัติที่วัดได้ ความสัมพันธ์กับ entity อื่น และกรณีที่ใช้ไม่ได้ ครบทั้งสี่อย่าง ไม่ใช่แค่พูดถึงชื่อนั้นบ่อย ๆ
  • การเปลี่ยนมาทำแบบ entity ไม่ได้ทำให้อันดับขึ้นทันที และไม่มีตัวเลขสาธารณะยืนยันว่าต้องใช้เวลานานเท่าไร สิ่งที่วัดได้ก่อนคือจำนวนคำค้นต่อหน้าที่กว้างขึ้นและจำนวนหน้าที่ซ้ำกันเองที่ลดลง

ทีมการตลาดของโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์แห่งหนึ่งทำตามคู่มือ SEO เป๊ะ ๆ คือหาคำค้นมาสองร้อยคำ แล้วเขียนหนึ่งหน้าต่อหนึ่งคำ ผลคือเว็บมีหน้าชื่อ “กล่องกระดาษลูกฟูกราคาถูก” “กล่องลูกฟูกสั่งทำ” “โรงงานกล่องลูกฟูก” และ “กล่องลูกฟูก 3 ชั้น ราคา” ซึ่งเนื้อหาข้างในเกือบเหมือนกันทั้งสี่หน้า ต่างกันแค่คำในหัวเรื่องกับสองสามประโยคที่สลับที่กัน นี่คือจุดที่คนเริ่มหันมาสนใจ Entity Based SEO กันมากขึ้น

วิธีนี้เคยได้ผลในยุคที่ระบบค้นหาจับคู่ตัวอักษร แต่ตอนนี้ระบบเข้าใจว่าสี่คำนั้นหมายถึงเรื่องเดียวกัน และเมื่อคำตอบถูกสรุปโดย AI ก่อนแสดงลิงก์ การมีสี่หน้าที่ตอบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ยิ่งเสียเปรียบหน้าเดียวที่ตอบครบ Entity Based SEO คือการกลับด้านวิธีคิด จากการไล่ดันคำทีละคำ มาเป็นการทำให้เว็บดูรู้จริงเรื่องสิ่งหนึ่งอย่างครบถ้วน บทความนี้จะลงรายละเอียดว่าหา entity อย่างไร จัด topic cluster อย่างไร และเขียนแต่ละหน้าให้ไม่ทับกันอย่างไร ถ้าอยากเห็นภาพรวมของการจัดโครงหน้าเว็บทั้งระบบ อ่านคู่กับ โครงสร้างเนื้อหาสำหรับ AIO

Entity Based SEO คืออะไร และต่างจากการทำคีย์เวิร์ดทีละคำอย่างไร

Entity Based SEO คืออะไร

Entity Based SEO คือการวางโครงเนื้อหารอบ entity หรือสิ่งที่มีตัวตนและนิยามชัดเจน เช่น สินค้าหนึ่งชนิด บริการหนึ่งอย่าง สถานที่ หรือวิธีการทำงาน แล้วเขียนหน้าเว็บให้ครอบคลุมคุณสมบัติและความสัมพันธ์ของสิ่งนั้นจนครบ แทนการสร้างหน้าแยกต่อคำค้นแต่ละคำ เหตุผลคือระบบค้นหาปัจจุบันจับคู่ความหมายของเรื่อง ไม่ได้จับคู่ตัวอักษร คำค้นหลายสิบคำที่หมายถึงเรื่องเดียวกันจึงควรมีหน้าเจ้าของหน้าเดียว

คำว่า entity ในที่นี้ไม่ใช่ศัพท์ลึกลับ ให้คิดง่าย ๆ ว่าถ้าอธิบายสิ่งนั้นให้คนที่ไม่รู้จักฟังได้ในประโยคเดียวว่ามันคืออะไร ทำอะไรได้ และต่างจากของใกล้เคียงตรงไหน สิ่งนั้นก็เป็น entity แล้ว เช่น กล่องลูกฟูกสามชั้น เป็น entity ส่วนคำว่า กล่องลูกฟูกราคาถูก ไม่ใช่ เพราะมันคือคำค้นที่บอกความต้องการของคนหา ไม่ใช่ชื่อของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ประเด็นทำคีย์เวิร์ดทีละคำทำแบบ Entity Based SEO
หน่วยของการวางแผนหนึ่งคำค้น เท่ากับ หนึ่งหน้าหนึ่ง entity เท่ากับ หนึ่งคลัสเตอร์ ที่มี pillar หนึ่งหน้าและหน้าลูกหลายหน้า
สิ่งที่ตัดสินว่าหน้าดีพอหรือยังความถี่ของคำหลักและความยาวของหน้าครอบคลุมนิยาม คุณสมบัติ ความสัมพันธ์ และข้อจำกัดของสิ่งนั้นครบหรือยัง
ผลเมื่อมีคำค้นใหม่เกิดขึ้นต้องเขียนหน้าใหม่ทุกครั้ง จำนวนหน้าโตไม่หยุดส่วนใหญ่เติมหัวข้อในหน้าที่มีอยู่ได้เลย เพราะคำใหม่มักเป็นคุณสมบัติของ entity เดิม
ความเสี่ยงหน้าซ้ำกันเองสูงมาก เพราะคำที่ความหมายใกล้กันถูกแยกเป็นคนละหน้าต่ำ เพราะคำที่ความหมายเดียวกันถูกยุบเข้าหน้าเดียวตั้งแต่ขั้นวางแผน
ความง่ายในการถูกยกไปเป็นคำตอบยาก เพราะแต่ละหน้าตอบไม่ครบและขัดกันเองได้ง่ายกว่า เพราะมีหน้าที่นิยามและอธิบายสิ่งนั้นครบในที่เดียว
วิธีคิดแบบคีย์เวิร์ดทีละคำ เทียบกับวิธีคิดแบบ entity
  • ทดสอบว่าเป็น entity หรือไม่ ด้วยการถามว่าสิ่งนี้มีอยู่จริงแม้ไม่มีใครค้นหามันหรือเปล่า ถ้าใช่ แปลว่าเป็น entity ถ้าไม่ แปลว่าเป็นแค่คำค้น
  • คำที่มีคำขยายบอกความต้องการ เช่น ราคาถูก ใกล้ฉัน ที่ไหนดี ไม่ใช่ entity แต่เป็นสัญญาณว่าคนถามอะไรกับ entity นั้น ให้เอาไปเป็นหัวข้อย่อยแทนการทำหน้าใหม่
  • ชื่อแบรนด์ ชื่อรุ่น และชื่อมาตรฐาน เป็น entity ที่ชัดที่สุด เพราะมีนิยามตายตัวและมีคนอ้างถึงจากที่อื่นได้
  • คำที่กว้างเกินไปอย่างคำว่าธุรกิจหรือการตลาด ไม่เหมาะเป็น entity หลักของเว็บเล็ก เพราะครอบคลุมไม่ไหวและไม่มีทางดูรู้จริงได้

ยังต้องทำ keyword research อยู่ไหม

ยังต้องทำ แต่เปลี่ยนวัตถุประสงค์ จากเดิมที่ใช้คำค้นเป็นตัวกำหนดจำนวนหน้า มาเป็นใช้คำค้นเป็นหลักฐานว่าคนสงสัยเรื่องอะไรของ entity นั้นบ้าง แล้วเอาไปเป็นหัวข้อย่อยในหน้า วิธีอ่านข้อมูลคำค้นเมื่อผลการค้นหาเปลี่ยนไป ดูเพิ่มที่ ทำไม Keyword Research แบบเดิมถึงไม่พอ

หา entity หลักของธุรกิจให้เจอก่อน

entity หลักของธุรกิจคือสิ่งที่ลูกค้าต้องเข้าใจก่อนจึงจะตัดสินใจซื้อได้ วิธีหาที่เร็วที่สุดคือเปิดใบเสนอราคาหรือใบสั่งซื้อย้อนหลังสามเดือน แล้วดูว่ามีคำนามอะไรซ้ำอยู่บ้าง คำนามเหล่านั้นคือ entity ที่ธุรกิจทำเงินได้จริง ไม่ใช่คำที่ทีมการตลาดคิดว่าน่าจะดี

ข้อควรระวังคืออย่าเอาทุกคำนามมาเป็น entity หลัก เว็บที่มี entity หลักเกินแปดตัวมักเป็นเว็บที่พยายามครอบคลุมทุกอย่างแล้วไม่ลึกสักเรื่อง ให้เลือกมาห้าถึงแปดตัวที่สร้างรายได้มากที่สุด ส่วนที่เหลือให้เป็น entity รองที่อยู่เป็นหัวข้อในคลัสเตอร์ของตัวหลัก

ประเภท entityตัวอย่างหน้าที่ควรมีรองรับ
สินค้าหรือวัสดุกล่องลูกฟูกสามชั้น ผ้าคอตตอนคอมพ์ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์หน้า pillar อธิบายสเปก การใช้งาน ข้อจำกัด และเทียบกับวัสดุใกล้เคียง
บริการหรือกระบวนการติดตั้งระบบไฟฟ้าโรงงาน ตรวจสอบบัญชีประจำปี ล้างแอร์แบบถอดล้างหน้า pillar เล่าขั้นตอน ระยะเวลา สิ่งที่ลูกค้าต้องเตรียม และเกณฑ์วัดว่างานเสร็จดี
ปัญหาหรืออาการหลังคารั่วตามรอยต่อ ผนังขึ้นรา เครื่องจักรสั่นผิดปกติหน้า pillar ไล่สาเหตุที่เป็นไปได้ วิธีแยกแยะ และจุดที่ต้องเรียกช่าง
มาตรฐานหรือข้อกำหนดมาตรฐาน มอก. ที่เกี่ยวข้อง ข้อกำหนดของอาคารสูง เอกสารที่ราชการต้องการหน้า pillar สรุปว่าข้อกำหนดครอบคลุมอะไร ใครต้องทำ และไม่ทำแล้วเกิดอะไร
พื้นที่ให้บริการเขตนิคมอุตสาหกรรมที่ให้บริการ จังหวัดที่ส่งของถึงภายในวันเดียวหน้าเฉพาะพื้นที่ที่ระบุเงื่อนไขจริง ไม่ใช่หน้าที่เปลี่ยนแค่ชื่อจังหวัด
ประเภทของ entity ที่มักเจอในเว็บธุรกิจไทย พร้อมตัวอย่าง

หน้าเปลี่ยนแค่ชื่อจังหวัดคือกับดักคลาสสิก

การทำหน้าเจ็ดสิบเจ็ดจังหวัดด้วยเนื้อหาชุดเดียวแล้วแทนที่ชื่อจังหวัด เป็นวิธีที่ดูเหมือนขยายคลัสเตอร์แต่จริง ๆ คือการสร้างหน้าซ้ำจำนวนมาก ถ้าจะทำหน้าเชิงพื้นที่ ต้องมีข้อมูลที่ต่างกันจริง เช่น เวลาเดินทาง ค่าขนส่ง หรือหน้างานที่เคยทำในพื้นที่นั้น วิธีจัดการเนื้อหาที่คล้ายกันหลายบริบทอ่านต่อได้ที่ การจัดการ Duplicate Content ในยุค AI

ทีมงานประชุมหน้ากระดานที่มีการจัดกลุ่มหัวข้อเนื้อหาเป็นกลุ่มย่อยหลายกลุ่ม

จัด Topic Cluster รอบ entity ทีละตัว

topic cluster ที่ยึด entity เป็นศูนย์กลางมีสามชั้น ชั้นแรกคือหน้า pillar ที่ตอบว่าสิ่งนี้คืออะไรและใช้อย่างไรจนครบ ชั้นที่สองคือหน้าลูกที่แต่ละหน้าเจาะหนึ่งคุณสมบัติหรือหนึ่งความสัมพันธ์ ชั้นที่สามคือหน้าปลายทางเชิงพาณิชย์อย่างหน้าสินค้าหรือหน้าขอใบเสนอราคาที่คลัสเตอร์นี้ส่งคนไป

จำนวนหน้าลูกที่เหมาะสมสำหรับ entity หนึ่งตัวอยู่ราวห้าถึงสิบสองหน้า น้อยกว่าห้ามักยังไม่พอให้เว็บดูรู้จริง ส่วนมากกว่าสิบสองมักเริ่มมีหน้าที่ซ้ำกันเอง ตัวเลขนี้เป็นแนวปฏิบัติสำหรับคุมขอบเขตงาน ไม่ใช่เกณฑ์ที่ระบบค้นหาประกาศไว้

ขั้นตอนสร้าง topic cluster หนึ่งชุดจาก entity หนึ่งตัว

  1. 1

    เขียนนิยามของ entity ให้จบในสามประโยค

    ระบุว่ามันคืออะไร ใช้ทำอะไร และต่างจากของที่ใกล้เคียงที่สุดตรงไหน ถ้าเขียนสามประโยคนี้ไม่ได้ แปลว่ายังไม่ควรทำคลัสเตอร์ เพราะทีมเองยังนิยามไม่ตรงกัน

  2. 2

    แตกคุณสมบัติและความสัมพันธ์ออกเป็นรายการ

    ไล่ว่าสิ่งนี้มีคุณสมบัติอะไรที่วัดได้ เช่น ขนาด น้ำหนัก อายุการใช้งาน ราคา และสัมพันธ์กับอะไรบ้าง เช่น ใช้คู่กับอะไร ทดแทนอะไรได้ ต้องมีมาตรฐานอะไรกำกับ แต่ละข้อคือผู้สมัครเป็นหน้าลูก

  3. 3

    เอาข้อมูลคำค้นและคำถามจริงมาตรวจรายการ

    เปิดรายงานคำค้นของ Search Console และคำถามที่ทีมขายถูกถามซ้ำ แล้วทำเครื่องหมายว่าข้อไหนมีคนถามจริง ข้อที่ไม่มีใครถามเลยให้ลดชั้นลงไปเป็นหัวข้อย่อยในหน้าอื่น แทนที่จะทำเป็นหน้าเดี่ยว

  4. 4

    ตัดสินว่าอะไรอยู่ใน pillar อะไรแยกเป็นหน้าลูก

    ใช้เกณฑ์ว่าเรื่องที่อธิบายจบได้ในสามถึงห้าย่อหน้าให้อยู่ใน pillar ส่วนเรื่องที่ต้องมีตาราง ขั้นตอน หรือเงื่อนไขหลายชั้นให้แยกเป็นหน้าลูก แล้วใน pillar เหลือไว้เป็นสรุปย่อพร้อมลิงก์

  5. 5

    กำหนดคำถามเจ้าของของแต่ละหน้าลูกให้ไม่ซ้ำกัน

    เขียนคำถามหนึ่งข้อต่อหนึ่งหน้าลูก แล้วอ่านทั้งชุดรวดเดียว ถ้าเจอสองข้อที่คนทั่วไปจะตอบเหมือนกัน ให้ยุบเป็นข้อเดียวทันทีตั้งแต่ตอนนี้ ถูกกว่าการมารู้ตอนเขียนเสร็จแล้ว

  6. 6

    วางลิงก์สองทางก่อนเริ่มเขียน

    หน้าลูกทุกหน้าต้องลิงก์กลับ pillar ด้วยข้อความที่บอกว่า pillar ตอบอะไร และ pillar ต้องลิงก์ออกไปหาหน้าลูกทุกหน้าจากย่อหน้าสรุปของเรื่องนั้น ไม่ใช่กองลิงก์ไว้ท้ายหน้า

เขียนหน้า pillar กับหน้าลูกให้ต่างกันจริง

ปัญหาที่ทำให้คลัสเตอร์ล้มเหลวบ่อยที่สุดคือหน้า pillar เขียนละเอียดเกินไปจนกินเนื้อหาของหน้าลูกทั้งหมด พอคนอ่าน pillar จบก็ไม่เหลือเหตุผลให้กดต่อ และเมื่อมีหน้าที่พูดเรื่องเดียวกันสองหน้า ระบบก็เลือกไม่ถูกว่าจะอ้างอิงหน้าไหน

ประเด็นหน้า pillarหน้าลูก
คำถามที่รับผิดชอบสิ่งนี้คืออะไร ใช้เมื่อไร มีประเด็นอะไรที่ต้องรู้บ้างประเด็นหนึ่งประเด็นนั้นตอบอย่างไรให้ครบจนลงมือทำได้
ความลึกของแต่ละหัวข้อหัวข้อละ 3-5 ย่อหน้า แล้วลิงก์ไปหน้าลูกที่ลงลึกทั้งหน้าอยู่กับเรื่องเดียว มีตาราง ขั้นตอน หรือเงื่อนไขประกอบ
ความยาวโดยประมาณยาวกว่าหน้าลูก เพราะต้องครอบคลุมทุกหัวข้อในระดับสรุปสั้นกว่าได้ แต่ต้องตอบคำถามของตัวเองจนจบโดยไม่ต้องกลับไปอ่าน pillar
ทิศทางลิงก์ลิงก์ออกไปหาหน้าลูกทุกหน้า และลิงก์ไปหน้าปลายทางเชิงพาณิชย์ลิงก์กลับ pillar หนึ่งลิงก์ และลิงก์ข้างเคียงไปหน้าลูกที่เกี่ยวข้อง 1-2 ลิงก์
สิ่งที่ต้องอัปเดตบ่อยรายการหัวข้อและลิงก์ เมื่อมีหน้าลูกใหม่เพิ่มตัวเลข เงื่อนไข และมาตรฐานที่เปลี่ยนตามเวลา
แบ่งหน้าที่ระหว่างหน้า pillar กับหน้าลูกในคลัสเตอร์เดียวกัน

ตัวอย่างสมมติของ entity ชื่อ ล้างแอร์แบบถอดล้าง หน้า pillar จะตอบว่าคืออะไร ต่างจากล้างแบบไม่ถอดอย่างไร ควรทำถี่แค่ไหน และมีประเด็นอะไรบ้างที่คนมักถาม ส่วนหน้าลูกจะแยกเป็น ราคาล้างแอร์แบบถอดล้างคิดอย่างไร ขั้นตอนทำงานกี่ชั่วโมงและเจ้าของบ้านต้องเตรียมอะไร อาการแบบไหนที่ล้างแล้วไม่หาย และเลือกช่างอย่างไรไม่ให้เจอการเปลี่ยนอะไหล่เกินจำเป็น สี่หน้านี้ไม่ทับกันเพราะแต่ละหน้าตอบคนละคำถาม

ทำให้ระบบ AI เห็นว่าเว็บคุณรู้จัก entity นี้จริง

ต้องเขียนอะไรบ้าง AI ถึงจะเห็นว่าเว็บเรารู้จริงเรื่องหนึ่ง

ต้องมีองค์ประกอบสี่อย่างในคลัสเตอร์ หนึ่งคือคำนิยามที่ชัดว่าสิ่งนั้นคืออะไรและไม่ใช่อะไร สองคือคุณสมบัติที่ระบุเป็นตัวเลขหรือเกณฑ์ที่ตรวจสอบได้ สามคือความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น เช่น ใช้คู่กับอะไร ทดแทนอะไร อยู่ใต้มาตรฐานไหน สี่คือข้อจำกัดและกรณีที่ใช้ไม่ได้ เว็บที่มีครบสี่อย่างจะถูกยกไปอ้างง่ายกว่าเว็บที่พูดถึงชื่อนั้นบ่อยแต่ไม่เคยนิยามให้ชัด

  • เขียนนิยามไว้ในย่อหน้าต้นของหน้า pillar เป็นประโยคเต็มที่ยกไปใช้ได้ทั้งก้อน ไม่ใช่ซ่อนอยู่กลางหน้า
  • ใส่คุณสมบัติเป็นตารางที่มีหน่วยกำกับชัด เช่น มิลลิเมตร กิโลกรัม ปี หรือบาทต่อหน่วย เพราะตัวเลขที่มีหน่วยถูกดึงไปอ้างได้ตรงกว่าคำบรรยาย
  • ระบุความสัมพันธ์อย่างตรงไปตรงมา เช่น ใช้แทนกันได้ในกรณีใด และใช้แทนกันไม่ได้ในกรณีใด แทนการเขียนว่าแต่ละแบบมีข้อดีต่างกัน
  • บอกข้อจำกัดของสิ่งนั้นตามจริง เว็บที่กล้าบอกว่าเมื่อไรไม่ควรใช้สินค้าของตัวเองมักได้ความเชื่อถือกลับมามากกว่าที่เสียไป
  • ใช้ชื่อเรียกให้คงที่ทั้งเว็บ ถ้าเรียกว่าแบบถอดล้างก็ใช้คำนี้ทุกที่ อย่าสลับไปมาระหว่างคำเรียกสามสี่แบบในหน้าต่าง ๆ
  • ใส่ structured data ให้ตรงกับประเภทของหน้า เช่น หน้าคำถามใช้ FAQPage และหน้าขั้นตอนใช้ HowTo วิธีเลือกใส่ดูที่ เทคนิคอัปเดต Structured Data

สิ่งที่หลายทีมมองข้ามคือความสม่ำเสมอของข้อมูลระหว่างหน้า ถ้าหน้า pillar บอกว่าอายุการใช้งานเฉลี่ยห้าถึงเจ็ดปี แต่หน้าลูกเขียนว่าสิบปี ความขัดแย้งนี้ทำให้ทั้งคนอ่านและระบบที่ดึงข้อมูลไปสรุปเลือกไม่ถูกว่าจะเชื่อตัวเลขไหน ทางแก้ที่ใช้แรงน้อยที่สุดคือเก็บตัวเลขสำคัญของแต่ละ entity ไว้ในไฟล์กลางหนึ่งไฟล์ แล้วให้คนเขียนทุกคนอ้างอิงจากไฟล์นั้นที่เดียว เวลาตัวเลขเปลี่ยนจะได้รู้ว่าต้องไปแก้หน้าไหนบ้าง

คนกำลังพิมพ์งานบนแล็ปท็อปพร้อมสมุดจดรายการหัวข้อย่อยของบทความที่ต้องเขียน

ย้ายจากโครงเดิมมาเป็นคลัสเตอร์โดยไม่พังของที่มีอยู่

เว็บที่มีหน้าเก่าอยู่หลายสิบหน้าไม่ควรรื้อทั้งหมดพร้อมกัน วิธีที่เสี่ยงน้อยที่สุดคือทำทีละคลัสเตอร์ เริ่มจาก entity ที่สร้างรายได้สูงสุดหนึ่งตัว ทำให้เสร็จทั้งชุด ดูผลสองถึงสามเดือน แล้วค่อยทำตัวถัดไป วิธีนี้ทำให้ถ้าเกิดผลลบ จะรู้ว่าเกิดจากอะไรและย้อนกลับได้

  1. 1เลือก entity หนึ่งตัว แล้วรวบรวม URL ทุกหน้าที่พูดถึงเรื่องนั้นอยู่แล้วมาไว้ในตารางเดียว
  2. 2ทำเครื่องหมายว่าหน้าไหนมีลิงก์จากเว็บอื่นเข้ามาหรือมียอดเข้าชมจากการค้นหาอยู่ หน้าเหล่านี้ห้ามลบและควรถูกเลือกเป็นหน้าหลักถ้าเนื้อหาไม่แย่เกินไป
  3. 3เลือกหนึ่งหน้าเป็น pillar แล้วเขียนใหม่ให้ครอบคลุมทุกหัวข้อในระดับสรุป โดยเก็บ URL เดิมไว้ถ้าเป็นไปได้
  4. 4หน้าที่ซ้ำกับ pillar ให้ยุบแล้วทำ redirect มาที่ pillar ส่วนหน้าที่เนื้อหาต่างพอจะยืนเองได้ให้ปรับเป็นหน้าลูกโดยตัดส่วนที่ทับกับ pillar ออก
  5. 5ใส่ลิงก์สองทางให้ครบทุกหน้าในคลัสเตอร์ แล้วบันทึกวันที่เปลี่ยนไว้ เพื่อใช้เทียบข้อมูลก่อนหลัง
  6. 6รออย่างน้อยสองถึงสามเดือนก่อนตัดสินผล เพราะการเปลี่ยนโครงสร้างต้องใช้เวลาให้ระบบเก็บข้อมูลหน้าใหม่และปรับการจัดกลุ่มเอง

ตัวชี้วัดที่ดูก่อนอันดับ

ก่อนจะดูอันดับ ให้ดูสองตัวเลขนี้ก่อนเพราะตอบสนองเร็วกว่า หนึ่งคือจำนวนคำค้นที่หน้า pillar หนึ่งหน้าได้รับ ถ้าคลัสเตอร์ทำงาน หน้าเดียวจะเริ่มรับคำค้นที่หลากหลายขึ้นแทนที่จะรับคำเดียว สองคือจำนวนกรณีที่สองหน้าของเราขึ้นสลับกันในคำค้นเดียว ซึ่งควรลดลงเรื่อย ๆ

สิ่งที่ไม่ควรทำเวลาทำ Entity Based SEO

ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือการเปลี่ยนแค่ชื่อเรียกวิธีทำงาน จากเดิมเรียกว่าทำคีย์เวิร์ด เปลี่ยนมาเรียกว่าทำ entity แต่เนื้อในยังเป็นการผลิตหน้าจำนวนมากเหมือนเดิม อีกแบบคือทำถูกครึ่งเดียว คือจัดกลุ่มสวยงามในไฟล์แต่บนเว็บจริงไม่มีลิงก์เชื่อมกันเลย

  • ยัดชื่อ entity ซ้ำทุกย่อหน้าเพราะคิดว่ายิ่งพูดถึงบ่อยยิ่งดี ผลคืออ่านแล้วสะดุดและไม่ได้ช่วยให้ระบบเข้าใจมากขึ้น
  • ทำคลัสเตอร์พร้อมกันสิบเรื่องด้วยทีมสองคน สุดท้ายได้ pillar สิบหน้าที่ไม่มีหน้าลูกสักหน้า ซึ่งแย่กว่าตอนเริ่ม
  • เขียนหน้าลูกโดยเริ่มจากทำสำเนา pillar แล้วขยายหัวข้อเดียว ทำให้ครึ่งหน้าแรกของทุกหน้าลูกเหมือนกันหมด
  • เลือก entity จากปริมาณการค้นหาอย่างเดียวโดยไม่ดูว่าธุรกิจขายของนั้นจริงหรือไม่ ได้ทราฟฟิกที่ไม่กลายเป็นลูกค้า
  • ใส่ structured data ที่ไม่ตรงกับเนื้อหาบนหน้า เช่น ประกาศว่าเป็นหน้าขั้นตอนทั้งที่ในหน้าไม่มีขั้นตอน ซึ่งเสี่ยงถูกมองว่าจงใจให้ข้อมูลผิด
  • ลบหน้าเก่าที่มีลิงก์จากเว็บอื่นเข้ามาเพราะเห็นว่าซ้ำ โดยไม่ทำ redirect ทำให้เสียสิ่งที่สะสมมาหลายปีในวันเดียว

คลัสเตอร์ที่ไม่มีลิงก์คือคลัสเตอร์ที่มีอยู่แค่ในไฟล์

การจัดกลุ่มหัวข้อในสเปรดชีตไม่ได้ทำให้เกิดโครงสร้างบนเว็บ สิ่งที่คนอ่านและระบบเก็บข้อมูลเห็นคือลิงก์จริงระหว่างหน้าเท่านั้น ถ้าทำคลัสเตอร์แล้วไม่มีเวลาทำอย่างอื่น ให้เลือกทำลิงก์สองทางระหว่าง pillar กับหน้าลูกก่อนเป็นอันดับแรก

ธุรกิจเล็กที่มีบริการเดียว จะทำ entity cluster ได้ไหมหรือของน้อยเกินไป+

ทำได้และเหมาะกว่าด้วยซ้ำ เพราะโฟกัสชัด ให้แตก entity เดียวนั้นออกเป็นมุมย่อย เช่น ขั้นตอนทำงาน โครงสร้างราคา กรณีที่บริการนี้ไม่เหมาะ อุปกรณ์หรือวัสดุที่ใช้ และสิ่งที่ลูกค้าต้องเตรียม จะได้หน้าลูกห้าถึงแปดหน้าที่ไม่ซ้ำกัน ซึ่งเพียงพอสำหรับคลัสเตอร์แรกแล้ว

ถ้าสินค้าของเรามีชื่อเรียกหลายแบบในตลาด ควรใช้คำไหนเป็นหลัก+

เลือกคำที่ลูกค้าใช้เรียกบ่อยที่สุดเป็นคำหลักทั้งเว็บ แล้วระบุคำเรียกอื่นไว้หนึ่งครั้งในย่อหน้านิยามของหน้า pillar ว่าบางคนเรียกว่าอะไรบ้าง วิธีนี้ทำให้คนที่ค้นด้วยคำอื่นยังหาเจอ โดยไม่ต้องทำหน้าแยกต่อคำเรียกแต่ละแบบซึ่งจะกลายเป็นหน้าซ้ำ

ต้องมีหน้า pillar เป็นหน้าบทความ หรือใช้หน้าบริการเป็น pillar ได้+

ใช้หน้าบริการเป็น pillar ได้ถ้าหน้านั้นอธิบายเรื่องนั้นครบจริง ไม่ใช่มีแค่ข้อความขายกับปุ่มติดต่อ ข้อดีคือคนที่อ่านจบอยู่ใกล้การติดต่อแล้ว ข้อเสียคือหน้าบริการมักถูกจำกัดด้วยดีไซน์จนใส่เนื้อหายาวไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นให้ทำ pillar เป็นบทความแล้วลิงก์เข้าหน้าบริการแทน

คลัสเตอร์สองชุดมีหัวข้อที่เกี่ยวข้องกัน ควรเขียนซ้ำในทั้งสองชุดไหม+

ไม่ควรเขียนซ้ำ ให้เลือกว่าหัวข้อนั้นเป็นของคลัสเตอร์ไหนมากกว่า แล้วอีกคลัสเตอร์ใช้วิธีสรุปสองถึงสามประโยคพร้อมลิงก์ข้ามไป การมีเนื้อหาเดียวกันสองที่จะทำให้ทั้งคนอ่านและระบบไม่รู้ว่าหน้าไหนเป็นหน้าหลักของเรื่องนั้น

ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผลหลังจัดคลัสเตอร์ใหม่+

ไม่มีตัวเลขสาธารณะที่ยืนยันได้ และผลขึ้นกับขนาดเว็บ ความถี่ที่ระบบเข้ามาเก็บข้อมูล และการแข่งขันในหัวข้อนั้น สิ่งที่ทำได้คือบันทึกวันที่เปลี่ยนไว้ แล้วเทียบข้อมูลช่วงก่อนและหลังเป็นรายเดือน โดยดูตัวชี้วัดที่ตอบสนองเร็วอย่างจำนวนคำค้นต่อหน้าก่อน แทนที่จะรอดูอันดับอย่างเดียว

จำเป็นต้องมีหน้า glossary หรือหน้ารวมคำศัพท์ในคลัสเตอร์ไหม+

ไม่จำเป็นเสมอไป จะมีประโยชน์เมื่อธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีศัพท์เฉพาะเยอะจนลูกค้าใหม่อ่านหน้าอื่นไม่รู้เรื่อง เช่น งานพิมพ์ งานก่อสร้าง หรืองานประกัน ถ้าจะทำ ให้แต่ละคำมีคำอธิบายสองถึงสามประโยคที่อ่านแล้วเข้าใจจริง ไม่ใช่รายการคำที่ลอกนิยามกว้าง ๆ มาวางเรียงกัน

วางคลัสเตอร์แล้ว เหลือแค่ลงมือเขียนให้ครบ

NOAH ช่วยวางโครงบทความภาษาไทยจากหัวข้อที่คุณกำหนด ทั้งลำดับหัวข้อย่อยและชุดคำถามท้ายบทความ เหมาะกับตอนต้องเขียนหน้าลูกหลายหน้าในคลัสเตอร์เดียวโดยให้แต่ละหน้าตอบคนละคำถาม

เริ่มฟรี 3 บทความ

อ่านต่อ

คอนเทนต์ SEO

วิธีวางโครงสร้าง Content Matrix ให้ AI เข้าใจง่ายและดึงข้อมูลไปจัดอันดับ

วิธีทำ Content Matrix SEO ตั้งแต่เลือกสองแกนของเมทริกซ์ วางช่องเนื้อหา เขียนหน้าให้ไม่ทับกัน ไปจนถึงการวางลิงก์ภายในให้ AI ดึงไปตอบได้ทั้งชุด

คอนเทนต์ SEO

วิธีเขียนหน้าเว็บสไตล์ Q&A เพื่อตอบโจทย์ Long-tail Intent ของลูกค้ายุคใหม่

คู่มือทำหน้าเว็บแบบ Q&A ตั้งแต่เก็บคำถาม long-tail จากของจริง วางโครงคำถามและคำตอบ จัดลำดับทั้งหน้า เกณฑ์ตรวจก่อนเผยแพร่ และวิธีวัดผลที่ทำได้จริง

Technical SEO

เทคนิคอัปเดต Structured Data (Schema Markup) ฉบับสมบูรณ์สำหรับทำ AIO

คู่มือ Structured Data AIO ตั้งแต่เลือก schema type ตามประเภทเว็บ ติดตั้ง JSON-LD ให้ถูกครั้งแรก เชื่อม entity ด้วย @id ไปจนถึงวิธีตรวจ error และรอบการดูแล