SEO พื้นฐาน

Image SEO และ Video SEO — ทำอย่างไรให้ Google เข้าใจสื่อในหน้าเว็บ

แนวทางทำ Image SEO และ Video SEO ตั้งแต่ alt text ชื่อไฟล์ การบีบอัดภาพ ไปจนถึง structured data สำหรับรูปภาพและวิดีโอตามที่ Google แนะนำ

ทีม NOAH · เผยแพร่ 2 กันยายน 2569 · อัปเดต 2 กันยายน 2569 · อ่าน 12 นาที

เปิดเว็บไซต์บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ

สรุปสั้น

  • Image SEO และ Video SEO คือการทำให้ Google เข้าใจว่ารูปภาพและวิดีโอในหน้าเว็บคืออะไร ผ่านข้อความและ structured data ประกอบ
  • alt text ต้องบรรยายภาพจริงและช่วยผู้ใช้ที่ใช้โปรแกรมอ่านหน้าจอ ไม่ใช่ที่ยัดคีย์เวิร์ด
  • การบีบอัดไฟล์ภาพและวิดีโอมีผลต่อความเร็วเว็บ ซึ่งเชื่อมโยงกับ Core Web Vitals โดยตรง
  • VideoObject schema ช่วยให้ Google เข้าใจรายละเอียดวิดีโอ เช่น ความยาวและวันที่เผยแพร่

หลายเว็บให้ความสำคัญกับข้อความในหน้าเว็บมาก แต่ปล่อยให้รูปภาพและวิดีโอเป็นแค่ของตกแต่ง ทั้งที่ Google มีหน้าผลการค้นหาแยกสำหรับรูปภาพและวิดีโอโดยเฉพาะ และคำค้นหาจำนวนไม่น้อยก็มี Image Pack หรือ Video Results แทรกอยู่ในหน้าค้นหาปกติด้วย

บทความนี้รวมแนวทางพื้นฐานของ Image SEO และ Video SEO ที่ทำให้ Google เข้าใจสื่อในหน้าเว็บได้ถูกต้องมากขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่จุดเริ่มต้นอย่างการตั้งชื่อไฟล์ ไปจนถึงวิธีตรวจสอบด้วยตัวเองว่าสิ่งที่ทำไปมีผลจริงหรือไม่ พร้อมตัวอย่างสมมติที่ทำตามได้ทันที

Image SEO และ Video SEO คืออะไร

Image SEO และ Video SEO คืออะไร

Image SEO และ Video SEO คือการปรับแต่งรูปภาพและวิดีโอในหน้าเว็บให้ Google เข้าใจเนื้อหาของสื่อเหล่านั้นได้ถูกต้อง ครอบคลุมตั้งแต่การตั้งชื่อไฟล์ การใส่ alt text ที่บรรยายภาพจริง การบีบอัดไฟล์ให้โหลดเร็ว ไปจนถึงการใส่ structured data อย่าง ImageObject หรือ VideoObject เพื่อให้มีโอกาสปรากฏใน Image Pack, Video Results หรือ Rich Results ที่เกี่ยวข้อง

งานส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งของภาพรวม SEO ที่มักถูกมองข้าม ทั้งที่ SERP Features หลายแบบเกี่ยวข้องกับรูปภาพและวิดีโอโดยตรง สาเหตุที่หลายเว็บมองข้ามส่วนนี้เพราะดูเหมือนเป็นเรื่องรอง ไม่ใช่เนื้อหาหลักของหน้า แต่ในความเป็นจริง Google อ่านหน้าเว็บทั้งหน้ารวมถึงสื่อประกอบ ไม่ได้อ่านเฉพาะข้อความล้วน ๆ

เหตุผลที่ต้องแยกพูดถึง Image SEO และ Video SEO ทั้งที่เป็นเรื่องเดียวกันในภาพรวมคือ ทั้งสองมีรายละเอียดทางเทคนิคต่างกันพอสมควร รูปภาพเน้นเรื่องไฟล์และข้อความประกอบ ส่วนวิดีโอเน้นเรื่อง structured data และบริบทรอบข้างมากกว่า การเข้าใจความต่างนี้ช่วยให้ไล่แก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่าการทำตามเช็กลิสต์รวม ๆ

รายงานกราฟและตัวเลขบนโต๊ะทำงาน

พื้นฐานของ Image SEO

  • ใส่ Alt Text ที่บรรยายสิ่งที่อยู่ในภาพจริง ไม่ใช่ยัดคีย์เวิร์ดซ้ำ ๆ
  • ตั้งชื่อไฟล์ภาพให้สื่อความหมาย เช่น sofa-fabric-grey.jpg แทน IMG_0231.jpg
  • บีบอัดไฟล์ภาพให้มีขนาดเล็กลงโดยไม่เสียคุณภาพมากเกินไป เพื่อลดเวลาโหลดหน้า
  • เลือกฟอร์แมตไฟล์ที่เหมาะกับเนื้อหา เช่น ภาพถ่ายทั่วไปกับภาพที่ต้องการพื้นหลังโปร่งใส
  • ใส่ภาพในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับข้อความรอบข้าง เพราะ Google ใช้บริบทข้อความช่วยทำความเข้าใจภาพด้วย
ฟอร์แมตไฟล์ข้อดีเหมาะกับ
JPEGไฟล์เล็ก รองรับทุกเบราว์เซอร์และทุกระบบเก่าใหม่ภาพถ่ายทั่วไป เช่น ภาพสินค้า ภาพบรรยากาศร้าน
PNGรองรับพื้นหลังโปร่งใส คุณภาพสูงแต่ไฟล์ใหญ่กว่า JPEGโลโก้ ไอคอน ภาพกราฟิกที่ต้องการความคมชัด
WebPไฟล์เล็กกว่า JPEG/PNG ที่คุณภาพใกล้เคียงกันเว็บที่ต้องการความเร็วโหลดสูง และเบราว์เซอร์ส่วนใหญ่รองรับแล้ว
AVIFบีบอัดได้เล็กที่สุดในกลุ่มนี้ แต่ยังไม่รองรับในทุกระบบเว็บที่เน้นความเร็วสูงสุดและยอมทดสอบความเข้ากันได้ก่อนใช้จริง

ไม่มีฟอร์แมตไหน 'ดีที่สุด' ตายตัว ขึ้นกับว่าภาพนั้นต้องการอะไรเป็นหลัก เว็บอีคอมเมิร์ซที่มีภาพสินค้าจำนวนมากมักได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนไปใช้ WebP เพราะไฟล์เล็กลงชัดเจนโดยคุณภาพแทบไม่ต่างจากเดิม

ตัวอย่าง: alt text ที่ยัดคีย์เวิร์ดกับ alt text ที่บรรยายภาพจริง

สมมติเป็นภาพโซฟาผ้ากำมะหยี่สีเขียวในร้านเฟอร์นิเจอร์ alt text แบบยัดคีย์เวิร์ดอาจเขียนว่า 'โซฟา โซฟาผ้า โซฟาราคาถูก ซื้อโซฟา' ซึ่งไม่บรรยายภาพจริงเลยและอ่านแล้วสะดุด ส่วน alt text ที่บรรยายภาพจริงควรเขียนว่า 'โซฟาสามที่นั่งผ้ากำมะหยี่สีเขียวเข้ม ขาไม้สีน้ำตาล วางในห้องนั่งเล่นสไตล์มินิมอล' ซึ่งบอกทั้งวัสดุ สี และบริบทของภาพ ทำให้ทั้งผู้ใช้โปรแกรมอ่านหน้าจอและ Google เข้าใจภาพได้ตรงกัน

โครงสร้างไฟล์และ Sitemap สำหรับรูปภาพ

เว็บไซต์ที่มีรูปภาพจำนวนมาก เช่น เว็บอีคอมเมิร์ซ ควรตรวจสอบให้ URL ของรูปภาพเข้าถึงได้โดยตรงและไม่ถูกบล็อกใน robots.txt เพราะถ้า Google เข้าไม่ถึงไฟล์ภาพ ต่อให้ใส่ alt text ดีแค่ไหนก็ไม่มีโอกาสปรากฏใน Google Images

สำหรับเว็บที่มีภาพจำนวนมากจริง ๆ เช่น หน้าสินค้าเป็นพัน ๆ รายการ การใส่ image sitemap แยกต่างหาก หรือใส่ข้อมูลภาพไว้ใน sitemap ปกติที่มีอยู่แล้ว ช่วยให้ Google ค้นพบภาพได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะภาพที่อยู่ลึกในโครงสร้างเว็บซึ่งอาจไม่ถูกไล่เก็บผ่านการคลิกลิงก์ตามปกติ

พื้นฐานของ Video SEO

วิดีโอมีเงื่อนไขคล้ายกับรูปภาพแต่มีรายละเอียดเพิ่มเติม เพราะ Google ต้องเข้าใจทั้งเนื้อหาและบริบทของวิดีโอ

  • ใส่ VideoObject structured data ที่ระบุชื่อเรื่อง คำอธิบาย ภาพหน้าปก และวันที่เผยแพร่
  • เขียนคำอธิบายวิดีโอที่สรุปเนื้อหาให้ครบถ้วน ไม่ใช่แค่ชื่อสั้น ๆ
  • ใส่ transcript หรือคำบรรยาย เพื่อช่วยให้ระบบเข้าใจเนื้อหาที่พูดในวิดีโอ
  • วางวิดีโอในหน้าที่มีเนื้อหาข้อความเกี่ยวข้องแวดล้อมอยู่ด้วย ไม่ใช่หน้าที่มีวิดีโอเดี่ยว ๆ โดยไม่มีบริบท

เกี่ยวข้องกับ Core Web Vitals

ไฟล์ภาพและวิดีโอที่มีขนาดใหญ่เกินไปเป็นสาเหตุหลักของหน้าเว็บโหลดช้า อ่านเพิ่มเติมเรื่องผลกระทบต่อประสิทธิภาพเว็บได้ที่ web.dev/articles/vitals

ตัวอย่าง: คำอธิบายวิดีโอที่ยังบางกับคำอธิบายที่ให้ข้อมูลครบ

สมมติเป็นวิดีโอสอนติดตั้งสินค้าประเภทชั้นวางของ คำอธิบายแบบสั้นเกินไปอาจเขียนแค่ 'วิธีติดตั้งชั้นวาง' ซึ่งไม่บอกอะไรกับทั้ง Google และผู้ชม คำอธิบายที่ให้ข้อมูลครบควรบอกว่าเป็นชั้นวางรุ่นไหน ใช้เวลาติดตั้งกี่นาที ต้องใช้เครื่องมืออะไรบ้าง และวิดีโอครอบคลุมขั้นตอนอะไรบ้างตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะรายละเอียดเหล่านี้คือสิ่งที่ Google ใช้ทำความเข้าใจว่าวิดีโอนี้ตอบคำถามอะไรของผู้ใช้

ทำไม transcript ถึงสำคัญกับ Video SEO

Google ไม่สามารถ 'ฟัง' วิดีโอได้เหมือนคนดู แต่สามารถอ่านข้อความประกอบได้ transcript หรือคำบรรยายจึงเป็นสะพานที่ช่วยให้ระบบเข้าใจเนื้อหาที่พูดในวิดีโอทั้งหมด ไม่ใช่แค่ชื่อเรื่องกับคำอธิบายสั้น ๆ นอกจากนี้ transcript ยังช่วยผู้ใช้ที่ดูวิดีโอในที่ที่เปิดเสียงไม่ได้ หรือผู้ใช้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินด้วย ถือเป็นจุดที่ได้ประโยชน์ทั้งฝั่งผู้ใช้และฝั่งการค้นหาไปพร้อมกัน

ขั้นตอนตรวจสอบ Image SEO และ Video SEO ในหน้าเว็บ

  1. 1

    ไล่ตรวจ alt text ของภาพหลักในหน้าที่มีทราฟฟิกสูง

    เปิดดูว่า alt text ปัจจุบันบรรยายภาพจริงหรือแค่ใส่คีย์เวิร์ดซ้ำ แล้วแก้ให้ตรงกับภาพ

  2. 2

    ตรวจขนาดไฟล์ภาพและวิดีโอ

    ใช้เครื่องมืออย่าง PageSpeed Insights ดูว่ามีไฟล์สื่อที่ใหญ่เกินความจำเป็นหรือไม่

  3. 3

    เพิ่ม structured data ที่ยังขาด

    ตรวจว่าหน้าที่มีวิดีโอใส่ VideoObject ครบหรือยัง และหน้าสินค้าใส่ ImageObject ที่เกี่ยวข้องหรือไม่

  4. 4

    ตรวจว่า Google เข้าถึงไฟล์สื่อได้จริง

    เปิดไฟล์ภาพหรือวิดีโอผ่าน URL ตรง ๆ และตรวจว่าโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์ไม่ถูกบล็อกใน robots.txt

  5. 5

    ทดสอบผลลัพธ์ด้วย Rich Results Test

    ใส่ URL หน้าที่มีวิดีโอเข้าไปใน Google Rich Results Test เพื่อดูว่า VideoObject ถูกอ่านและแสดงผลถูกต้องหรือไม่

รายงานกราฟและตัวเลขบนโต๊ะทำงาน

ตัวอย่าง: ปรับหน้าสินค้าให้ผ่านเกณฑ์ Image SEO และ Video SEO

สมมติร้านค้าออนไลน์แห่งหนึ่งขายเครื่องครัว มีหน้าสินค้าที่ใส่ภาพสินค้า 5 ภาพและวิดีโอสาธิตการใช้งาน 1 คลิป แต่ก่อนปรับปรุง หน้านี้มีปัญหาหลายจุด ได้แก่ ชื่อไฟล์ภาพเป็นรหัสตัวเลขจากกล้อง alt text ว่างเปล่าทุกภาพ วิดีโอฝังจาก YouTube โดยไม่มีคำอธิบายในหน้าเว็บ และไฟล์ภาพมีขนาดใหญ่เกิน 2 MB ต่อภาพ

สิ่งที่แก้ไข

  1. 1เปลี่ยนชื่อไฟล์ภาพทั้ง 5 ภาพให้สื่อความหมาย เช่น pan-nonstick-28cm-front.jpg
  2. 2เขียน alt text แยกแต่ละภาพตามมุมที่ถ่าย เช่น ภาพด้านหน้า ภาพด้านข้าง ภาพขณะใช้งานจริง
  3. 3บีบอัดไฟล์ภาพให้เหลือประมาณ 150-300 KB โดยยังคงความคมชัดเพียงพอสำหรับการดูบนหน้าเว็บ
  4. 4เพิ่มคำอธิบายวิดีโอในหน้าเว็บ สรุปว่าวิดีโอสาธิตอะไรบ้าง ใช้เวลากี่นาที
  5. 5ใส่ VideoObject structured data ที่ระบุชื่อ คำอธิบาย ภาพหน้าปก และวันที่เผยแพร่ของวิดีโอ

ผลลัพธ์ในตัวอย่างสมมตินี้คือหน้าเว็บโหลดเร็วขึ้นเพราะไฟล์ภาพเล็กลง และมีโอกาสมากขึ้นที่ภาพสินค้าจะปรากฏใน Google Images กับวิดีโอจะปรากฏใน Video Results เนื่องจากข้อมูลประกอบครบถ้วนขึ้น อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างนี้เป็นกรณีสมมติเพื่ออธิบายแนวทางเท่านั้น ผลลัพธ์จริงของแต่ละเว็บขึ้นกับปัจจัยอื่นประกอบด้วย เช่น คุณภาพเนื้อหาโดยรวมของหน้าและความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์

วิธีตรวจสอบว่า Google เห็นสื่อในหน้าเว็บจริงหรือไม่

การทำ Image SEO และ Video SEO แล้วไม่ตรวจสอบผลลัพธ์ ทำให้ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำไปมีผลจริงหรือไม่ วิธีตรวจสอบที่ทำได้ด้วยตัวเองมีดังนี้

  • ค้นหาชื่อร้านหรือชื่อสินค้าใน Google Images แล้วดูว่าภาพของเว็บปรากฏหรือไม่
  • ใช้ Search Console ดูรายงาน Performance แล้วกรองตาม Search type เป็น Image เพื่อดูว่าหน้าไหนได้คลิกจาก Google Images บ้าง
  • ใช้ Rich Results Test ตรวจหน้าที่มีวิดีโอเพื่อดูว่า VideoObject schema ถูกอ่านถูกต้องหรือไม่
  • เปิด URL ของไฟล์ภาพโดยตรงในเบราว์เซอร์ที่ไม่ได้ล็อกอิน เพื่อยืนยันว่าไม่ได้ถูกบล็อกจากภายนอก

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

  • ใส่ alt text เป็นคีย์เวิร์ดซ้ำกันทุกภาพในหน้าเดียว ทำให้ไม่สื่อความหมายจริง
  • อัปโหลดภาพขนาดใหญ่เกินความจำเป็นโดยไม่บีบอัด ทำให้หน้าเว็บโหลดช้า
  • ฝังวิดีโอจากแพลตฟอร์มภายนอกโดยไม่มีข้อความอธิบายเนื้อหาในหน้าเว็บเลย
  • ตั้งชื่อไฟล์ภาพเป็นรหัสตัวเลขจากกล้องหรือมือถือโดยไม่เปลี่ยนให้สื่อความหมาย
  • ลืมอัปเดต alt text หลังเปลี่ยนภาพสินค้า ทำให้ alt text อธิบายภาพเก่าที่ไม่ตรงกับภาพปัจจุบัน
  • ใส่ VideoObject schema แต่ข้อมูลในนั้นไม่ตรงกับเนื้อหาวิดีโอจริง เช่น ระบุความยาวผิด

เช็กลิสต์ก่อนเผยแพร่หน้าที่มีรูปภาพหรือวิดีโอ

  • ชื่อไฟล์ภาพและวิดีโอสื่อความหมาย ไม่ใช่รหัสตัวเลขจากกล้องหรือมือถือ
  • alt text ของทุกภาพบรรยายภาพจริง ไม่ซ้ำกันแบบยัดคีย์เวิร์ด
  • ไฟล์ภาพผ่านการบีบอัดแล้ว ไม่มีไฟล์ไหนใหญ่เกินความจำเป็น
  • หน้าที่มีวิดีโอมีคำอธิบายเนื้อหาเป็นข้อความประกอบอยู่ในหน้าเว็บ
  • ใส่ VideoObject หรือ ImageObject structured data ในหน้าที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลตรงกับเนื้อหาจริง
  • URL ของไฟล์ภาพและวิดีโอไม่ถูกบล็อกใน robots.txt

คำถามที่พบบ่อย

alt text ควรยาวแค่ไหน+

ควรสั้นกระชับพอที่จะบรรยายสิ่งที่อยู่ในภาพจริง ปกติหนึ่งถึงสองประโยคก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องยาวหรือใส่คีย์เวิร์ดหลายคำซ้ำกัน

ต้องมี VideoObject schema ทุกวิดีโอไหม+

แนะนำให้ใส่ในหน้าที่มีวิดีโอเป็นเนื้อหาหลักหรือสำคัญต่อหน้านั้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้ Google เข้าใจและแสดงผลใน Video Results ได้ถูกต้อง

รูปภาพที่บล็อกใน robots.txt มีผลอย่างไร+

ถ้า Googlebot เข้าถึงไฟล์ภาพไม่ได้ ภาพนั้นจะไม่ปรากฏใน Google Images และอาจไม่ถูกใช้ประกอบ Rich Result ด้วย ควรตรวจสอบว่าโฟลเดอร์รูปภาพไม่ถูกบล็อกโดยไม่ตั้งใจ

ไฟล์ WebP ดีกว่า JPEG สำหรับ SEO ไหม+

ขึ้นอยู่กับกรณีใช้งาน โดยทั่วไป WebP มักให้ขนาดไฟล์เล็กกว่าที่คุณภาพใกล้เคียงกัน ซึ่งช่วยเรื่องความเร็วโหลดหน้า แต่ควรทดสอบกับภาพจริงของเว็บก่อนตัดสินใจเปลี่ยนทั้งหมด

ไม่มีเวลาแก้ทีละภาพ ควรเริ่มตรงไหนก่อน+

เริ่มจากหน้าที่มีทราฟฟิกสูงสุดหรือหน้าสินค้าที่ทำยอดขายหลักก่อน เพราะได้ผลตอบแทนต่อเวลาที่ใช้สูงกว่าการไล่แก้ทุกหน้าพร้อมกัน

สรุป

Image SEO และ Video SEO ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นการสื่อสารกับ Google ให้เข้าใจสื่อในหน้าเว็บผ่านข้อความประกอบและ structured data การใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้ช่วยเพิ่มโอกาสปรากฏในหน้าผลการค้นหาหลายรูปแบบ เริ่มจากหน้าที่สำคัญที่สุดก่อน แล้วค่อยขยายไปทั้งเว็บ จะเห็นผลชัดกว่าการพยายามแก้ทุกหน้าพร้อมกันจนไม่มีหน้าไหนแก้เสร็จจริง

อยากให้ทุกหน้าเว็บมีพื้นฐาน SEO ครบถ้วน

NOAH ช่วยวางแผนเนื้อหาและตรวจสถานะเว็บไซต์ในที่เดียว ให้ทำงานด้านนี้เป็นระบบมากขึ้น

ดูเครื่องมือทั้งหมด

อ่านต่อ

SEO พื้นฐาน

Google Algorithm Update คืออะไร เข้าใจ Core Update และ Spam Update ก่อนตื่นตระหนก

อธิบาย Google Algorithm Update ตามที่ Google ระบุไว้จริง ทั้ง Core Update, Spam Update และระบบ Helpful Content พร้อมแนวทางรับมือเมื่ออันดับเปลี่ยนแปลง

SEO พื้นฐาน

Google Discover SEO — ทำอย่างไรให้เนื้อหามีโอกาสขึ้นฟีดแนะนำ

อธิบาย Google Discover ว่าคืออะไร ต่างจากการค้นหาปกติอย่างไร และแนวทางที่ Google แนะนำให้เนื้อหามีโอกาสปรากฏในฟีดนี้มากขึ้น

SEO พื้นฐาน

Organic Search คืออะไร ทำไมยังเป็นช่องทางที่ธุรกิจไทยพึ่งพามากที่สุด

อธิบาย Organic Search ว่าคืออะไร ต่างจากผลการค้นหาแบบเสียเงินอย่างไร วัดผลยังไงให้แม่นยำ และปัจจัยอะไรที่ทำให้เว็บติดอันดับในผลลัพธ์กลุ่มนี้ได้จริง