On-page SEO

Anchor Text คืออะไร เขียนข้อความลิงก์ยังไงให้ช่วย SEO จริง

อธิบาย anchor text ว่าคืออะไร ทำไมข้อความลิงก์ที่ดีช่วยทั้งผู้อ่านและ Google และวิธีเลี่ยงคำที่ไม่บอกอะไรอย่าง คลิกที่นี่

ทีม NOAH · เผยแพร่ 2 กันยายน 2569 · อัปเดต 2 กันยายน 2569 · อ่าน 16 นาที

โซ่คล้องต่อกันแทนการเชื่อมโยงลิงก์

สรุปสั้น

  • Anchor text คือข้อความที่คลิกได้ของลิงก์ ทำหน้าที่บอกทั้งผู้อ่านและ Google ว่าคลิกแล้วจะไปเจออะไร
  • Google แนะนำให้เขียนข้อความลิงก์แบบบรรยาย สั้น กระชับ และหลีกเลี่ยงคำที่ไม่บอกอะไรอย่าง คลิกที่นี่
  • การใช้คีย์เวิร์ดเดียวกันเป๊ะเป็น anchor text ซ้ำทุกลิงก์เสี่ยงดูไม่เป็นธรรมชาติ ควรสลับคำให้หลากหลาย
  • Anchor text มีผลทั้งกับลิงก์ภายในเว็บตัวเองและลิงก์ที่เว็บอื่นทำมาหาเรา แต่ควบคุมได้เฉพาะลิงก์ภายในเท่านั้น
  • วิธีที่ง่ายที่สุดในการเขียน anchor text ที่ดีคือลองอ่านแค่ข้อความลิงก์อย่างเดียวโดยตัดบริบทรอบข้างออก แล้วถามว่ายังเข้าใจได้ไหมว่าคลิกแล้วจะไปเจออะไร

ลองอ่านบทความสักบทความโดยข้ามข้อความรอบ ๆ ไปเลย มองแค่คำที่เป็นลิงก์สีฟ้าขีดเส้นใต้ ถ้าอ่านคำเหล่านั้นต่อกันแล้วยังเดาไม่ออกว่าคลิกแล้วจะไปเจออะไร นั่นคือสัญญาณว่า anchor text ของเว็บนั้นทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ ทั้งกับผู้อ่านจริงและกับ Google ที่ใช้ข้อความนี้เป็นเบาะแสว่าหน้าปลายทางพูดเรื่องอะไร

หลายคนรู้จัก anchor text แค่ในมุมของการทำ backlink จากเว็บอื่น แต่จริง ๆ แล้วเรื่องนี้สำคัญไม่แพ้กันกับลิงก์ภายในเว็บของตัวเอง ซึ่งเป็นจุดที่ควบคุมได้เต็มที่

บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่ความหมายของ anchor text ไปจนถึงวิธีเขียนให้หลากหลายและเป็นธรรมชาติ พร้อมตัวอย่างที่เห็นภาพชัด สำหรับเจ้าของธุรกิจที่เขียนบทความเองหรือดูแลเว็บด้วยทีมเล็ก ๆ เรื่องนี้เป็นจุดที่ปรับปรุงได้เองโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษเลย แค่กลับไปอ่านบทความเก่าแล้วดูว่าลิงก์แต่ละจุดเขียนไว้อย่างไร

Anchor Text คืออะไร

Anchor Text คืออะไร

Anchor text คือข้อความที่มองเห็นและคลิกได้ของลิงก์ มักปรากฏเป็นตัวอักษรสีต่างหรือมีขีดเส้นใต้ในเนื้อหา ทำหน้าที่บอกทั้งผู้อ่านและ Google ว่าเมื่อคลิกแล้วจะพาไปยังหน้าที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร Google ใช้ anchor text เป็นหนึ่งในสัญญาณที่ช่วยทำความเข้าใจบริบทของหน้าปลายทาง โดยเฉพาะเมื่อมาจากหลายแหล่งที่ใช้ข้อความคล้ายกัน

ในทางเทคนิค anchor text คือส่วนของโค้ด HTML ที่อยู่ระหว่างแท็ก <a href="..."> กับ </a> เช่น ถ้าเขียนว่า <a href="/keyword-research">หาคีย์เวิร์ดด้วย search volume</a> คำว่า 'หาคีย์เวิร์ดด้วย search volume' คือ anchor text ของลิงก์นั้น ไม่ใช่ URL หรือชื่อหน้าเว็บที่ปลายทาง แต่คือข้อความที่ผู้อ่านมองเห็นและตัดสินใจว่าจะคลิกหรือไม่

คำว่า 'anchor' ในภาษาอังกฤษแปลว่าสมอเรือ สื่อถึงจุดยึดที่เชื่อมสองสิ่งเข้าด้วยกัน ในที่นี้คือการเชื่อมหน้าเว็บสองหน้าเข้าด้วยกันผ่านข้อความที่คลิกได้ ยิ่งข้อความนั้นสื่อความหมายชัดเจนมากเท่าไร จุดเชื่อมนั้นก็ยิ่งแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น ทั้งในแง่ที่ผู้อ่านเข้าใจและในแง่ที่ Google เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสองหน้านั้น

โซ่คล้องต่อกันแทนการเชื่อมโยงลิงก์

ทำไม Anchor Text ที่ดีช่วยทั้งผู้อ่านและ Google

สำหรับผู้อ่าน anchor text ที่บอกใจความชัดเจนช่วยให้ตัดสินใจได้ทันทีว่าอยากคลิกตามไปอ่านต่อหรือไม่ โดยไม่ต้องอ่านประโยครอบข้างทั้งหมด สำหรับ Google, developers.google.com/search/docs แนะนำให้เขียนข้อความลิงก์ที่บรรยายเนื้อหาปลายทางอย่างกระชับ เพราะช่วยทั้งผู้ใช้ที่ใช้โปรแกรมอ่านหน้าจอ และช่วยระบบทำความเข้าใจโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างหน้าต่าง ๆ ในเว็บ

ลิงก์ภายในที่มี anchor text สอดคล้องกับหัวข้อของหน้าปลายทางอย่างสม่ำเสมอ ยังช่วยให้ทั้งเว็บมีโครงสร้างที่ Google อ่านเข้าใจง่ายขึ้นโดยรวม อ่านเพิ่มเติมเรื่องการจัดลิงก์ภายในทั้งระบบได้ที่ Internal Linking คืออะไร

ตัวอย่างสมมติ: เปรียบเทียบสองแบบในบทความเดียวกัน

สมมติบทความเรื่อง 'วิธีเลือกปุ๋ยสำหรับต้นไม้ในบ้าน' มีจุดที่ต้องลิงก์ไปหน้า 'ปุ๋ยสูตรเร่งดอก' สองแบบที่เขียนได้คือ แบบแรก '...ถ้าอยากให้ต้นไม้ออกดอกเร็วขึ้น คลิกที่นี่' กับแบบที่สอง '...ถ้าอยากให้ต้นไม้ออกดอกเร็วขึ้น ลองอ่านเรื่องปุ๋ยสูตรเร่งดอกที่เหมาะกับไม้กระถาง' แบบที่สองทำให้ทั้งผู้อ่านและ Google รู้ทันทีว่าลิงก์นี้พาไปเจอเรื่องอะไร ในขณะที่แบบแรกต้องอ่านประโยคก่อนหน้าทั้งหมดถึงจะเข้าใจ และถ้าเอาคำว่า 'คลิกที่นี่' ไปวางไว้เดี่ยว ๆ นอกบริบทจะไม่สื่อความหมายอะไรเลย

Anchor Text แบบไหนที่ควรเลี่ยง

  • คำที่ไม่บอกอะไร เช่น “คลิกที่นี่” “อ่านต่อ” “ลิงก์นี้” ซึ่งไม่มีความหมายถ้าแยกออกจากประโยครอบข้าง
  • URL ดิบทั้งเส้นวางเป็น anchor text โดยไม่มีคำอธิบาย ทำให้อ่านยากโดยเฉพาะบนมือถือ
  • ใช้คีย์เวิร์ดเป้าหมายเดียวกันเป๊ะซ้ำทุกครั้งที่ลิงก์ไปหน้าเดียวกัน ซึ่งดูไม่เป็นธรรมชาติและอาจถูกมองว่าจงใจเกินไป
  • anchor text ยาวเกินไปจนกลายเป็นทั้งประโยค แทนที่จะเป็นวลีสั้นที่ชี้เฉพาะจุด
  • ใช้คำทั่วไปที่ใช้ได้กับทุกลิงก์ เช่น 'ดูเพิ่มเติม' ซ้ำทั้งบทความจนแยกไม่ออกว่าลิงก์ไหนพาไปเจออะไร

ระวังการใช้คีย์เวิร์ดเป๊ะซ้ำมากเกินไป

โดยเฉพาะกับลิงก์จากเว็บภายนอกที่ชี้เข้ามาหาเรา (backlink) การมี anchor text ที่เป็นคีย์เวิร์ดเป้าหมายเดียวกันเป๊ะในสัดส่วนสูงผิดปกติ เป็นรูปแบบที่ดูเหมือนความพยายามปั่นอันดับมากกว่าลิงก์ตามธรรมชาติ ควรมีความหลากหลายทั้งชื่อแบรนด์ วลีทั่วไป และคำบรรยายเนื้อหา

วิธีเขียน Anchor Text ที่หลากหลายและเป็นธรรมชาติ

  1. 1เขียนวลีสั้นที่บอกใจความของหน้าปลายทาง เช่น ใช้ชื่อหัวข้อจริงแทนคำกว้าง ๆ
  2. 2สลับรูปแบบระหว่างคีย์เวิร์ดตรง คีย์เวิร์ดบางส่วน ชื่อแบรนด์ และวลีบรรยายทั่วไป ไม่ใช้แบบเดียวซ้ำทุกลิงก์
  3. 3วางลิงก์ให้กลมกลืนกับประโยค อ่านแล้วลื่นไหลเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหา ไม่ใช่แปะทิ้งไว้ท้ายประโยค
  4. 4ตรวจสอบว่า anchor text ตรงกับเนื้อหาจริงของหน้าปลายทาง ไม่ใช้คำที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดว่าจะเจออะไร
ประเภทตัวอย่างควรใช้สัดส่วนแบบไหน
คีย์เวิร์ดตรง (exact match)“keyword research”ใช้บ้าง ไม่ใช้ซ้ำทุกลิงก์
คีย์เวิร์ดบางส่วน (partial match)“วิธีหาคีย์เวิร์ดที่ใช่”ใช้ได้บ่อย อ่านเป็นธรรมชาติ
ชื่อแบรนด์“NOAH”ใช้เมื่อกล่าวถึงแบรนด์โดยตรง
ทั่วไป (generic)“อ่านเพิ่มเติมที่นี่”หลีกเลี่ยงถ้าเป็นไปได้
ตัวอย่างประเภท anchor text
โซ่คล้องต่อกันแทนการเชื่อมโยงลิงก์

Anchor Text ของลิงก์ภายนอกที่พาคนออกจากเว็บ

หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับลิงก์ที่พาผู้อ่านออกไปเว็บอื่นด้วย เช่น การอ้างอิงแหล่งข้อมูล หรือลิงก์ไปหน้าทางการของ Google เอง ควรเขียนข้อความให้บอกชัดว่ากำลังลิงก์ไปที่ไหน เช่น เขียนว่า 'อ่านแนวทางฉบับเต็มที่เอกสารของ Google' แทนที่จะเขียนว่า 'อ่านที่นี่' เฉย ๆ เพราะผู้อ่านควรรู้ล่วงหน้าว่ากำลังจะออกจากเว็บไปที่อื่น ไม่ใช่ประหลาดใจทีหลัง

วิธีตรวจสอบ Anchor Text ของเว็บตัวเอง

เช็คลิงก์ในเว็บตัวเองว่า anchor text ใช้ได้ดีแค่ไหน

  1. 1

    เปิดบทความที่มีคนเข้าชมสูงสุดสัก 5-10 บทความ

    เริ่มจากบทความสำคัญก่อน เพราะมีผลต่อ SEO มากกว่าบทความที่ไม่ค่อยมีคนเข้า

  2. 2

    ไล่ดูทุกลิงก์ในบทความนั้นทีละจุด

    จดไว้ว่าแต่ละลิงก์ใช้ข้อความอะไร แล้วดูว่าอ่านแล้วเข้าใจทันทีไหมว่าคลิกแล้วจะไปเจออะไร

  3. 3

    ค้นหาคำว่า 'คลิกที่นี่' หรือ 'อ่านต่อ' ทั้งเว็บ

    ใช้ฟีเจอร์ค้นหาในระบบจัดการเนื้อหาเพื่อหาจุดที่ยังใช้คำกว้าง ๆ เหล่านี้อยู่ แล้วไล่แก้เป็นข้อความบรรยาย

  4. 4

    เช็คว่าลิงก์ไปหน้าเดียวกันใช้คำซ้ำเป๊ะทุกจุดหรือไม่

    ถ้าพบว่าใช้คำเดียวกันซ้ำมากกว่า 5-6 จุด ให้เริ่มสลับเป็นวลีอื่นที่ยังสื่อความหมายเดิม

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

ปัญหาเรื่อง anchor text ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจทำผิด แต่เกิดจากความเร่งรีบตอนเขียนบทความแล้วใช้คำง่าย ๆ ไปก่อน โดยไม่ได้กลับมาแก้ไขทีหลัง ต่อไปนี้คือรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด

  • ลิงก์คำว่า “คลิกที่นี่” ซ้ำหลายจุดในบทความเดียวกัน
  • ใช้ anchor text เดียวกันเป๊ะทุกครั้งที่ลิงก์กลับไปหน้าเดียวกัน แม้บริบทรอบข้างจะต่างกัน
  • ลิงก์ anchor text ที่บอกเรื่องหนึ่ง แต่หน้าปลายทางพูดอีกเรื่องหนึ่ง ทำให้ผู้อ่านรู้สึกถูกหลอก
  • ลืมใส่ anchor text ให้ลิงก์สำคัญ ปล่อยให้จมอยู่กลางย่อหน้ายาวจนผู้อ่านมองข้าม
  • เขียน anchor text ยาวเกินไปจนครอบคลุมทั้งประโยค ทำให้ไม่รู้ว่าจุดไหนคือลิงก์จริง ๆ

เช็กลิสต์สรุป

รายการผ่านเกณฑ์เมื่อ
ความหมายในตัวเองอ่านแค่ข้อความลิงก์แล้วเข้าใจว่าจะไปเจออะไร
ความยาวเป็นวลีสั้น ไม่ใช่ทั้งประโยคหรือคำเดียวที่ไม่สื่อความหมาย
ความหลากหลายไม่ใช้คำเดียวกันเป๊ะซ้ำทุกลิงก์ที่ไปหน้าเดียวกัน
ความตรงประเด็นเนื้อหาปลายทางตรงกับสิ่งที่ anchor text บอกไว้จริง
เช็ก anchor text ก่อนเผยแพร่บทความ

คำถามที่พบบ่อย

Anchor Text มีผลต่ออันดับ Google โดยตรงไหม+

เป็นหนึ่งในสัญญาณที่ Google ใช้ทำความเข้าใจบริบทของหน้าปลายทาง แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดอันดับ คุณภาพเนื้อหาของหน้าปลายทางยังคงสำคัญกว่า

ควรใช้คีย์เวิร์ดเป้าหมายเป็น Anchor Text ทุกครั้งไหม+

ไม่ควร ควรสลับกับคำบรรยายอื่น ชื่อแบรนด์ หรือวลีที่เกี่ยวข้อง เพราะการใช้คำเดียวกันเป๊ะซ้ำทุกลิงก์ดูไม่เป็นธรรมชาติและอาจถูกมองว่าจงใจปั่นอันดับ

ใช้ Anchor Text แบบเดียวกับ URL ดิบได้ไหม+

ได้ในบางบริบท เช่น การอ้างอิงลิงก์แบบเป็นทางการ แต่ไม่แนะนำในเนื้อหาทั่วไป เพราะ URL ดิบอ่านยากและไม่บอกใจความให้ผู้อ่านทราบก่อนคลิก

แก้ไข Anchor Text ของลิงก์ภายในเก่าย้อนหลังได้ไหม+

ทำได้และควรทำเป็นระยะ โดยเฉพาะเมื่อพบว่าข้อความลิงก์เดิมไม่สื่อความหมายชัดเจน หรือหน้าปลายทางมีการเปลี่ยนเนื้อหาไปจากตอนที่ลิงก์ครั้งแรก

ลิงก์ในบทความหนึ่ง ควรมีกี่จุดถึงจะเหมาะสม+

ไม่มีตัวเลขตายตัว ให้ยึดหลักว่าลิงก์ไปเมื่อมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องจริงและช่วยผู้อ่านได้ ไม่ใช่ใส่ให้ครบจำนวนโดยไม่มีเหตุผล บทความยาวที่มีหลายหัวข้ออาจมีลิงก์ภายในหลายจุดได้ตามธรรมชาติ

สรุป

เขียน anchor text เหมือนกำลังบอกเพื่อนว่าลิงก์นี้พาไปเจออะไร สั้น ชัดเจน และหลากหลายพอที่จะไม่ซ้ำจำเจ วิธีนี้ได้ผลดีทั้งกับผู้อ่านจริงและกับสัญญาณที่ Google ใช้ทำความเข้าใจเว็บ ดูหัวข้อ on-page อื่นเพิ่มเติมได้ที่ /on-page-seo

ถ้ายังไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ให้เริ่มจากบทความที่มีคนเข้าชมสูงสุดก่อน ไล่ดูทุกลิงก์ในนั้นแล้วถามตัวเองว่าถ้าตัดบริบทรอบข้างออก ยังพอเข้าใจไหมว่าคลิกแล้วจะไปเจออะไร วิธีง่าย ๆ แบบนี้ใช้ได้จริงโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องมือพิเศษเลย

เมื่อเขียนบทความใหม่ทุกครั้งต่อจากนี้ ให้ติดนิสัยกลับมาอ่านทวนลิงก์ที่ใส่ไว้อีกรอบก่อนกดเผยแพร่ ถามตัวเองว่าถ้ามีคนอ่านแค่ข้อความลิงก์อย่างเดียวโดยไม่อ่านอะไรรอบข้างเลย เขาจะรู้ไหมว่าคลิกแล้วจะไปเจออะไร ถ้าคำตอบคือไม่แน่ใจ ให้แก้ไขก่อนเผยแพร่เสมอ เพราะการแก้ตอนเขียนใหม่ง่ายกว่าการย้อนกลับมาไล่แก้ทีหลังเมื่อบทความมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ

อ่านต่อให้ครบชุด: On-page SEO เป็นหน้าตั้งต้นของกลุ่มนี้ ส่วนรายละเอียดที่ต่อยอดได้ทันทีอยู่ที่ External Link SEO คือ ลิงก์ออกนอกเว็บทำให้เสียอันดับจริงไหม

เริ่มจัดระเบียบลิงก์ภายในและเนื้อหาให้เป็นระบบ

NOAH ช่วยวางแผนคอนเทนต์ทั้งคลัสเตอร์ ทำให้เห็นภาพว่าแต่ละบทความควรลิงก์หากันตรงไหนบ้าง

สร้างบัญชี

อ่านต่อ