Keyword Research

Google Keyword Planner คืออะไร และทำไมตัวเลขที่เห็นมักเป็นแค่ช่วงกว้าง ๆ

อธิบาย Google Keyword Planner ตั้งแต่ที่มา วิธีใช้จริง ไปจนถึงเหตุผลที่บัญชีไม่มีการใช้จ่ายโฆษณามักเห็นตัวเลขเป็นช่วงแทนตัวเลขแม่นยำ

ทีม NOAH · เผยแพร่ 2 กันยายน 2569 · อัปเดต 2 กันยายน 2569 · อ่าน 15 นาที

เช็กลิสต์แผนงานบนคลิปบอร์ด

สรุปสั้น

  • Google Keyword Planner เป็นเครื่องมือในบัญชี Google Ads ที่แสดงปริมาณค้นหาและไอเดียคีย์เวิร์ดใหม่ ๆ จากข้อมูลจริงของ Google
  • บัญชีที่ไม่มีการใช้จ่ายโฆษณาอยู่มักเห็นปริมาณค้นหาเป็นช่วงกว้าง (bucketed range) เช่น 1K-10K แทนตัวเลขที่ชี้เฉพาะ
  • คอลัมน์ Competition ใน Keyword Planner วัดการแข่งขันของโฆษณา ไม่ใช่ความยากในการทำอันดับ SEO
  • ควรใช้ Keyword Planner คู่กับการเช็ค SERP จริงและข้อมูลทิศทางจาก Google Trends เพื่อให้เห็นภาพครบทั้งขนาดตลาดและแนวโน้ม
  • NOAH ดึงปริมาณค้นหาจริงของคำไทยผ่าน DataForSEO ให้ตัวเลขที่ละเอียดกว่าช่วงกว้างที่เห็นในบัญชีไม่มีการใช้จ่าย

หลายคนเปิด Google Keyword Planner ครั้งแรกแล้วผิดหวัง เพราะคาดหวังว่าจะเห็นตัวเลขปริมาณค้นหาที่ชัดเจนของทุกคำ แต่กลับเจอแค่ช่วงกว้าง ๆ อย่าง '1K-10K ต่อเดือน' ทั้งที่ในใจอยากรู้ตัวเลขแม่นยำกว่านั้น คำถามคือทำไมถึงเป็นแบบนั้น และควรใช้เครื่องมือนี้อย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

บทความนี้จะอธิบาย Google Keyword Planner ตั้งแต่ที่มา วิธีเข้าถึง ไปจนถึงเหตุผลเรื่องช่วงตัวเลข และวิธีอ่านคอลัมน์ต่าง ๆ ให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เอาข้อมูลที่ออกแบบมาสำหรับโฆษณาไปตีความผิดสำหรับงาน SEO

สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ที่เพิ่งเริ่มทำ SEO เอง เครื่องมือนี้มักเป็นจุดแรกที่ได้ยินชื่อ เพราะเป็นของฟรีจาก Google โดยตรงและไม่ต้องสมัครบริการเสริมใด ๆ แต่การใช้งานให้ได้ประโยชน์เต็มที่ต้องเข้าใจก่อนว่าเครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อใคร เพราะจะช่วยให้ตีความตัวเลขที่เห็นได้ถูกต้องมากขึ้น

Google Keyword Planner คืออะไร

Google Keyword Planner คืออะไร

Google Keyword Planner คือเครื่องมือฟรีภายในบัญชี Google Ads ที่ใช้หาไอเดียคีย์เวิร์ดและดูปริมาณค้นหาโดยประมาณ ออกแบบมาเพื่อช่วยวางแผนแคมเปญโฆษณาเป็นหลัก แต่คนทำ SEO นิยมใช้ดูขนาดตลาดของคำค้นด้วย ข้อควรรู้คือบัญชีที่ไม่มีประวัติการใช้จ่ายโฆษณามักเห็นปริมาณค้นหาเป็นช่วงกว้างแทนตัวเลขที่ชี้เฉพาะ ต่างจาก Google Trends ที่แสดงค่าความสนใจแบบสัมพัทธ์ ไม่ใช่ปริมาณจริง

การเข้าถึง Keyword Planner ต้องมีบัญชี Google Ads ก่อน ไม่จำเป็นต้องรันแคมเปญจริงก็เข้าใช้งานฟีเจอร์ค้นหาคีย์เวิร์ดได้ แต่รายละเอียดของตัวเลขที่เห็นจะต่างกันไปตามสถานะบัญชี

ตัวอย่างสมมติ: ร้านขายอุปกรณ์ตั้งแคมป์ออนไลน์

สมมติเจ้าของร้าน 'แคมป์เปอร์ไทย' เปิดบัญชี Google Ads ใหม่แล้วเข้าไปค้นคำว่า 'เต็นท์ 2 คน' ในเมนู Discover new keywords ระบบขึ้นช่วงปริมาณค้นหามาว่า 1K-10K ต่อเดือน เจ้าของร้านอาจสงสัยว่าคำนี้มีคนค้นหาเยอะจริงแค่ไหนกันแน่ 1,500 ครั้งหรือ 9,000 ครั้งต่อเดือนต่างกันมากในการตัดสินใจว่าคุ้มที่จะลงทุนเขียนบทความหรือไม่ นี่คือข้อจำกัดที่พบบ่อยที่สุดของบัญชีที่ยังไม่มีประวัติใช้จ่ายโฆษณา

เช็กลิสต์แผนงานบนคลิปบอร์ด

ทำไมตัวเลขถึงเป็นช่วงกว้าง ไม่ใช่ตัวเลขแม่นยำ

นี่คือจุดที่คนใหม่มักงงที่สุด บัญชี Google Ads ที่ยังไม่มีการใช้จ่ายโฆษณาต่อเนื่อง มักเห็นปริมาณค้นหาแสดงเป็นช่วง เช่น 100-1K หรือ 1K-10K แทนตัวเลขเจาะจง พฤติกรรมนี้เป็นการทำงานของระบบตามสถานะบัญชี ไม่ใช่ข้อจำกัดที่แก้ด้วยการตั้งค่าอย่างอื่น การอ่านช่วงตัวเลขนี้ยังพอบอกขนาดคร่าว ๆ ของตลาดได้ แต่ไม่เหมาะกับการเปรียบเทียบคำที่ตัวเลขอยู่ในช่วงเดียวกันว่าคำไหนมากกว่ากันจริง

สิ่งที่บอกได้สิ่งที่บอกไม่ได้
ช่วงปริมาณค้นหาโดยประมาณรายเดือนตัวเลขปริมาณค้นหาที่แม่นยำ ในบัญชีที่ไม่มีการใช้จ่ายโฆษณา
ไอเดียคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องจากฐานข้อมูล Googleความยากในการทำอันดับ SEO ของแต่ละคำ
แนวโน้มปริมาณค้นหารายเดือนแบบกราฟเจตนาของผู้ค้นหา (search intent) ต้องตีความเอง
ระดับการแข่งขันของโฆษณา (Competition)ระดับการแข่งขันของหน้าผลลัพธ์ธรรมชาติ (organic)
สิ่งที่ Keyword Planner บอกได้ กับสิ่งที่บอกไม่ได้

หลายคนเข้าใจผิดว่าถ้าเพิ่มงบให้บัญชีหรือปรับการตั้งค่าบางอย่างจะทำให้ตัวเลขแม่นยำขึ้นทันที แต่ในทางปฏิบัติสิ่งที่ทำให้ Google เปิดเผยตัวเลขแม่นยำมากขึ้นคือประวัติการใช้จ่ายโฆษณาจริงต่อเนื่องในบัญชีนั้น ซึ่งหมายความว่าเจ้าของธุรกิจที่ไม่มีแผนจะรันโฆษณา Google Ads เลย ก็มีแนวโน้มที่จะเห็นตัวเลขเป็นช่วงกว้างต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะพยายามปรับตั้งค่าอย่างไรก็ตาม

วิธีใช้ Google Keyword Planner สำหรับงาน SEO

ขั้นตอนใช้ Keyword Planner หาคีย์เวิร์ดสำหรับ SEO

  1. 1

    เข้าเมนู Discover new keywords

    ใส่คำเริ่มต้น (seed keyword) หรือ URL หน้าคู่แข่งเพื่อให้ระบบแนะนำคำที่เกี่ยวข้อง อ่านเพิ่มเติมเรื่องการเลือกคำเริ่มต้นได้ที่บทความ Seed Keyword

  2. 2

    ตั้งค่าตำแหน่งและภาษาเป็นไทย

    เลือกประเทศไทยและภาษาไทยให้ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นตัวเลขที่เห็นจะรวมปริมาณค้นหาจากประเทศหรือภาษาอื่นปนเข้ามาด้วย

  3. 3

    ดูช่วงปริมาณค้นหาและแนวโน้มรายเดือน

    สังเกตกราฟแนวโน้มรายเดือนประกอบช่วงตัวเลข เพื่อดูว่าคำนั้นมีความผันผวนตามฤดูกาลหรือทรงตัวตลอดปี

  4. 4

    แยกคำตาม search intent ก่อนนำไปวางแผน

    คำที่ได้มาจำนวนมากต้องแยกตามความตั้งใจของผู้ค้นหาก่อน เพื่อไม่ให้ปนคำที่ใกล้การตัดสินใจซื้อกับคำที่เป็นแค่การหาข้อมูลทั่วไป

  5. 5

    ส่งต่อรายการคำให้ทีมทำ Keyword Mapping

    เมื่อได้ลิสต์ที่จัดกลุ่มแล้ว ส่งต่อเข้าสู่ขั้นตอนจับคู่คำกับหน้าเว็บที่มีอยู่หรือหน้าที่ต้องสร้างใหม่

อ่านคอลัมน์ Competition ให้ถูก

Competition ใน Keyword Planner ไม่ใช่ Keyword Difficulty

คอลัมน์ Competition วัดว่าผู้ลงโฆษณากี่รายแข่งกันประมูลคำนั้น เป็นข้อมูลสำหรับฝั่งโฆษณาโดยตรง ไม่ได้บอกว่าการทำอันดับ SEO แบบธรรมชาติของคำนั้นยากหรือง่าย คำที่ Competition ต่ำในฝั่งโฆษณาอาจมีเว็บใหญ่ครองอันดับ SEO อยู่เต็มหน้าแรกก็ได้ ต้องเช็คแยกกันอีกที

การเช็คความยากของ SEO จริง ๆ ต้องดูจากหน้าที่ติดอันดับอยู่ในผลการค้นหาธรรมชาติ ผ่านการทำ SERP Analysis หรือดูว่ามีคู่แข่งกี่เจ้าที่ครองพื้นที่คำนั้นอยู่แล้ว

ตัวอย่างที่เห็นบ่อยคือคำที่ Competition ในฝั่งโฆษณาแสดงว่า 'ต่ำ' เพราะไม่ค่อยมีใครยอมจ่ายเงินประมูลโฆษณาสำหรับคำนั้น แต่พอไปเปิดดูหน้าผลการค้นหาจริงกลับพบว่ามีเว็บใหญ่ระดับประเทศติดอันดับต้น ๆ อยู่ครบทุกตำแหน่ง เพราะคำนั้นเป็นคำที่มีมูลค่าทาง SEO สูงแม้จะไม่มีใครลงโฆษณา ความต่างนี้คือเหตุผลที่ต้องแยกการตีความสองส่วนออกจากกันให้ชัดเจน

เช็กลิสต์แผนงานบนคลิปบอร์ด

ใช้ Keyword Planner ร่วมกับเครื่องมืออื่นอย่างไรให้เห็นภาพครบ

เพราะ Keyword Planner มีข้อจำกัดเรื่องความละเอียดของตัวเลข การใช้เครื่องมือนี้เพียงตัวเดียวจึงมักไม่พอสำหรับตัดสินใจวางแผนคอนเทนต์อย่างมั่นใจ แนวทางที่ทำงานได้ดีคือใช้ Keyword Planner หาไอเดียคำและดูขนาดตลาดคร่าว ๆ ก่อน แล้วนำคำที่น่าสนใจไปเช็คแนวโน้มตามฤดูกาลผ่าน Google Trends และดูหน้าเว็บที่ติดอันดับจริงผ่านการค้นหาด้วยตัวเอง เพื่อประเมินว่าคู่แข่งเป็นเว็บระดับไหน

สำหรับธุรกิจที่ต้องการตัวเลขปริมาณค้นหาที่ละเอียดกว่าช่วงกว้างโดยไม่ต้องพึ่งบัญชี Google Ads ที่มีประวัติใช้จ่ายเยอะ อาจพิจารณาใช้เครื่องมือบุคคลที่สามที่ดึงข้อมูลจากผู้ให้บริการข้อมูลอื่นแทน ซึ่งมักให้ตัวเลขที่เจาะจงกว่าและยังมาพร้อมข้อมูลเสริม เช่นระดับความยากของ SEO ที่ Keyword Planner ไม่มี

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยเมื่อใช้ Keyword Planner

ต่อไปนี้เป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อนำ Keyword Planner มาใช้งานด้าน SEO ซึ่งเกิดจากการเข้าใจผิดว่าเครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่องาน SEO โดยตรง ทั้งที่จริงแล้วออกแบบมาเพื่อโฆษณาเป็นหลัก

  • เอาช่วงตัวเลขปริมาณค้นหามาเทียบละเอียดว่าคำไหนมากกว่ากัน ทั้งที่ทั้งสองคำอยู่ในช่วงเดียวกัน
  • ไม่ตั้งค่าตำแหน่งเป็นประเทศไทย ทำให้ตัวเลขที่เห็นปนกับปริมาณค้นหาจากประเทศอื่น
  • เข้าใจว่า Competition ต่ำแปลว่าทำ SEO ง่าย ทั้งที่เป็นข้อมูลของฝั่งโฆษณาคนละส่วนกัน
  • ใช้ Keyword Planner อย่างเดียวโดยไม่เช็คแนวโน้มจาก Google Trends หรือดูหน้าเว็บที่ติดอันดับจริงประกอบ
  • คาดหวังว่าเพิ่มงบโฆษณาเพียงครั้งเดียวจะทำให้ตัวเลขแม่นยำขึ้นทันที ทั้งที่ต้องมีประวัติการใช้จ่ายต่อเนื่องระยะหนึ่ง

เช็กลิสต์สรุปก่อนนำตัวเลขจาก Keyword Planner ไปใช้งาน

สิ่งที่ต้องเช็คทำไมต้องเช็ค
ตั้งค่าประเทศและภาษาเป็นไทยแล้วหรือยังป้องกันตัวเลขปนจากปริมาณค้นหาต่างประเทศ
เทียบตัวเลขเฉพาะคำที่อยู่คนละช่วงเท่านั้นป้องกันการตีความผิดว่าคำไหนมากกว่ากันในช่วงเดียวกัน
เช็ค SERP จริงประกอบ ไม่ใช้ Competition อย่างเดียวCompetition วัดการแข่งขันโฆษณา ไม่ใช่ความยาก SEO
ดูกราฟแนวโน้มรายเดือนประกอบช่วยเห็นว่าคำมีฤดูกาลหรือทรงตัวตลอดปี
เช็กลิสต์ก่อนสรุปผลจาก Keyword Planner

คำถามที่พบบ่อย

ทำไม Google Keyword Planner ถึงแสดงปริมาณค้นหาเป็นช่วง+

บัญชี Google Ads ที่ไม่มีประวัติการใช้จ่ายโฆษณาต่อเนื่อง มักเห็นปริมาณค้นหาแสดงเป็นช่วงกว้าง เช่น 1K-10K แทนตัวเลขที่ชี้เฉพาะ เป็นพฤติกรรมของระบบตามสถานะบัญชี

ต้องรันโฆษณาจริงถึงจะใช้ Keyword Planner ได้ไหม+

ไม่จำเป็นต้องรันแคมเปญจริง แค่มีบัญชี Google Ads ก็เข้าใช้งานฟีเจอร์ค้นหาคีย์เวิร์ดได้ แต่รายละเอียดตัวเลขที่เห็นจะต่างกันไปตามสถานะการใช้จ่ายของบัญชี

Competition ใน Keyword Planner ใช้แทน Keyword Difficulty ของ SEO ได้ไหม+

ใช้แทนกันไม่ได้ Competition วัดการแข่งขันของโฆษณา ส่วนความยากของ SEO ต้องดูจากหน้าที่ติดอันดับในผลการค้นหาธรรมชาติจริงแยกต่างหาก

มีทางไหนที่ได้ตัวเลขปริมาณค้นหาที่ละเอียดกว่าช่วงกว้างไหม+

มีเครื่องมือบุคคลที่สามที่ดึงข้อมูลปริมาณค้นหาผ่านผู้ให้บริการข้อมูลอื่น เช่นที่ NOAH ใช้ DataForSEO ดึงตัวเลขปริมาณค้นหาจริงของคำไทยมาแสดงแทนช่วงกว้างที่เห็นในบัญชีไม่มีการใช้จ่าย

ควรใช้ Keyword Planner หาไอเดียคีย์เวิร์ดกี่คำต่อครั้งจึงจะพอ+

ไม่มีจำนวนตายตัว แต่แนะนำให้เริ่มจากคำเริ่มต้นสัก 3-5 คำที่ใกล้เคียงธุรกิจที่สุด แล้วดูคำแนะนำที่ระบบเสนอมา จากนั้นคัดกรองเฉพาะคำที่ตรงกับ search intent ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจริง ๆ ก่อนนำไปวางแผนคอนเทนต์ต่อ

สรุป

Google Keyword Planner เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับหาไอเดียคีย์เวิร์ดและดูขนาดตลาดคร่าว ๆ แต่ต้องเข้าใจข้อจำกัดเรื่องช่วงตัวเลขและความหมายของคอลัมน์ Competition ให้ถูก ก่อนนำไปใช้ร่วมกับการทำ Keyword Research แบบเป็นระบบ

หากเป้าหมายคือการวางแผนคอนเทนต์ SEO ระยะยาวที่ต้องการความแม่นยำมากกว่าช่วงกว้าง การผสมผสานระหว่าง Keyword Planner สำหรับหาไอเดียเบื้องต้น กับเครื่องมือที่ให้ตัวเลขจริงของคำไทยโดยเฉพาะ จะช่วยให้ตัดสินใจได้มั่นใจขึ้นว่าคำไหนควรลงทุนเขียนบทความก่อนหลัง

ดูปริมาณค้นหาจริงของคำไทย ไม่ใช่แค่ช่วงกว้าง

NOAH ดึง search volume จริงผ่าน DataForSEO มาประกอบการตัดสินใจ พร้อมจัดกลุ่มคีย์เวิร์ดให้พร้อมวางแผนคอนเทนต์

ลองใช้เครื่องมือ Keyword Research

อ่านต่อ

Keyword Research

หา Keyword คู่แข่ง: ดูว่าคู่แข่งติดอันดับคำไหนบ้างที่เว็บเรายังไม่มี

วิธีหา Keyword คู่แข่งแบบทำได้จริง ตั้งแต่เลือกคู่แข่งตัวจริง ไล่ดูคำที่เขาติดแต่เราไม่ติด ไปจนถึงแปลงเป็นแผนเขียนบทความ

Keyword Research

Google Trends Keyword: อ่านกราฟ Interest ให้ถูก ก่อนเอาไปตัดสินใจเขียนบทความ

Google Trends แสดงค่าความสนใจแบบสัมพัทธ์ ไม่ใช่ตัวเลข search volume จริง บทความนี้อธิบายวิธีอ่านกราฟให้ถูก และใช้ร่วมกับข้อมูลปริมาณค้นหาจริงอย่างไร

Keyword Research

Keyword Cannibalization คืออะไร เมื่อหน้าเว็บของตัวเองแย่งอันดับกันเอง

อธิบาย keyword cannibalization ว่าคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร วิธีตรวจจับว่าเว็บมีหน้าไหนแย่งอันดับกันเอง และวิธีแก้ไขแต่ละกรณี