หา Keyword คู่แข่ง: ดูว่าคู่แข่งติดอันดับคำไหนบ้างที่เว็บเรายังไม่มี
วิธีหา Keyword คู่แข่งแบบทำได้จริง ตั้งแต่เลือกคู่แข่งตัวจริง ไล่ดูคำที่เขาติดแต่เราไม่ติด ไปจนถึงแปลงเป็นแผนเขียนบทความ
ทีม NOAH · เผยแพร่ 2 กันยายน 2569 · อัปเดต 3 กันยายน 2569 · อ่าน 17 นาที

สรุปสั้น
- ✓หา Keyword คู่แข่งคือการดูว่าหน้าเว็บของคู่แข่งติดอันดับในคำค้นไหนบ้าง โดยเฉพาะคำที่เว็บเรายังไม่มีหน้ารองรับเลย
- ✓คู่แข่งที่ต้องดูคือคู่แข่งใน SERP ไม่ใช่คู่แข่งทางธุรกิจเสมอไป เพราะบางครั้งเว็บที่ติดอันดับเป็นกระทู้หรือเว็บข่าว
- ✓วิธีทำด้วยมือคือพิมพ์คำค้นแล้วไล่ดูว่าเว็บไหนติดอันดับซ้ำ ๆ ในหลายคำ นั่นคือคู่แข่งตัวจริงที่ควรตามดู
- ✓ผลลัพธ์ที่ใช้ได้จริงต้องแยกออกเป็นคำที่เรายังไม่มีหน้าเลย กับคำที่เรามีหน้าแต่ยังไม่ติดอันดับ เพราะสองแบบนี้แก้ต่างวิธีกัน
- ✓การหา keyword คู่แข่งควรจบด้วยรายการคำที่จัดกลุ่มแล้วว่าจะสร้างหน้าใหม่หรือแก้หน้าเดิม ไม่ใช่แค่ลิสต์คำเปล่า ๆ
หลายคนรู้จักคู่แข่งทางธุรกิจของตัวเองดีมาก รู้ว่าขายอะไร ราคาประมาณไหน จุดขายคืออะไร แต่พอถามว่าเว็บของคู่แข่งเจ้านั้นติดอันดับ Google ในคำค้นไหนบ้างที่เว็บเรายังไม่มีหน้ารองรับเลย ส่วนใหญ่ตอบไม่ได้ ทั้งที่คำตอบของคำถามนี้มีค่ากว่าการรู้จักคู่แข่งเชิงธุรกิจมากในแง่ของ SEO
การหา keyword คู่แข่งไม่ใช่การไปสอดแนมใคร แต่เป็นการอ่านสิ่งที่ Google บอกอยู่แล้วบนหน้าจอทุกวัน ว่าคำค้นไหนที่คนถามหาอยู่ แล้วมีเว็บไหนได้รับความไว้วางใจให้ตอบ บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่นิยาม วิธีเลือกคู่แข่งตัวจริง ไปจนถึงขั้นตอนดึงคำมาใช้งานจริง สำหรับ SME ที่ทำ SEO ไม่ยากอย่างที่คิด นี่คืองานที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือแพงก็เริ่มได้ทันที
หา Keyword คู่แข่ง คืออะไร
หา Keyword คู่แข่ง คืออะไร
หา Keyword คู่แข่งคือกระบวนการตรวจสอบว่าหน้าเว็บของคู่แข่งติดอันดับ Google ในคำค้นหาใดบ้าง แล้วนำมาเทียบกับคำที่เว็บของเราติดอันดับอยู่ เป้าหมายคือหาคำที่คู่แข่งได้ traffic แต่เว็บเรายังไม่มีหน้ารองรับ หรือมีแต่ยังไม่ติดอันดับ เพื่อนำไปวางแผนสร้างหรือปรับปรุงเนื้อหาต่อไป งานนี้เป็นจุดเริ่มต้นของ Keyword Gap Analysis ที่ทำให้ทีมรู้ว่าควรเขียนเรื่องอะไรก่อน
จุดที่ทำให้หลายคนสับสนคือคิดว่าต้องหาคำจากเว็บคู่แข่งทางธุรกิจเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติเว็บที่ติดอันดับคำค้นของคุณอาจเป็นเว็บข่าว กระทู้ หรือบล็อกรีวิวที่ไม่ได้ขายสินค้าเดียวกันเลยก็ได้ สิ่งที่ควรดูคือเว็บที่แย่งพื้นที่หน้าแรกจริง ไม่ใช่รายชื่อที่ฝ่ายขายเขียนไว้
ทำไม SME ควรเริ่มงานนี้ก่อนงานอื่น
ธุรกิจ SME ที่มีทีมเขียนคอนเทนต์เล็ก มักเสียเวลาไปกับการคิดหัวข้อเองจากศูนย์ ทั้งที่ Google บอกอยู่แล้วว่าคำไหนมีคนค้นและมีเว็บไหนตอบคำนั้นได้ดี การหา keyword คู่แข่งจึงเป็นทางลัดที่ช่วยให้ไม่ต้องเดาว่าลูกค้าค้นหาอะไร เพราะมีหลักฐานจริงจากหน้าผลการค้นหาอยู่แล้ว

เลือกคู่แข่งตัวจริงก่อนเริ่มหา
ก่อนไล่หาคำ ต้องรู้ก่อนว่าใครคือคู่แข่งที่ควรตามดู วิธีที่เร็วที่สุดคือพิมพ์คำค้นที่ทำเงินให้ธุรกิจสัก 10-15 คำ แล้วจดว่าเว็บไหนโผล่ซ้ำในหลายคำ เว็บที่ติดอันดับซ้ำ ๆ คือคู่แข่งตัวจริงในสายตาของ Google ไม่ใช่เว็บที่คุณคิดเอาเองว่าน่าจะเป็นคู่แข่ง
- เว็บที่ติดหน้าแรกในคำหลักตั้งแต่ 3 คำขึ้นไป — ให้จัดเป็นคู่แข่งหลักที่ต้องตามดูทุกรอบ
- เว็บที่ติดบ้างในบางคำ — จัดเป็นคู่แข่งรอง ดูเฉพาะตอนวิเคราะห์คำนั้นโดยตรง
- เว็บที่มีขนาดใหญ่กว่ามาก เช่น สื่อระดับประเทศ — ดูไว้เป็นข้อมูลอ้างอิง แต่ไม่ต้องตั้งเป้าแซงทุกคำ
- อย่าลืมดูว่าคู่แข่งแต่ละเจ้ามีโครงสร้างเนื้อหาแบบไหน จะช่วยให้อ่านคำที่หาได้แม่นขึ้นในขั้นถัดไป
ตัวอย่างสมมติ: ร้านขายอาหารสัตว์เลี้ยงหาคู่แข่งตัวจริง
ลองนึกภาพร้านขายอาหารสัตว์เลี้ยงออนไลน์แห่งหนึ่ง (ตัวอย่างสมมติ) ที่คิดว่าคู่แข่งหลักคือร้านค้าปลีกสัตว์เลี้ยงเจ้าใหญ่สองสามเจ้า แต่พอลองพิมพ์คำค้นอย่าง "อาหารแมวสูตรไหนดีสำหรับแมวเป็นโรคไต" กลับพบว่าเว็บที่ติดอันดับหน้าแรกส่วนใหญ่เป็นบทความจากคลินิกสัตวแพทย์และกระทู้พันทิป ไม่ใช่ร้านค้าปลีกที่คิดไว้เลย ทีมจึงปรับกลยุทธ์ใหม่ ให้ความสำคัญกับการเขียนบทความเชิงให้ความรู้ที่มีความน่าเชื่อถือแบบเดียวกับคลินิก แทนที่จะเน้นแต่หน้าขายสินค้าอย่างเดียว
วิธีหา Keyword คู่แข่งด้วยมือ
ขั้นตอนนี้เหมาะกับทีมที่ยังไม่มีเครื่องมือเสียเงิน ใช้เวลานานกว่าแต่ทำให้เข้าใจตลาดจริง ๆ แนะนำให้ลองทำอย่างน้อยหนึ่งรอบก่อนไปพึ่งระบบอัตโนมัติ เพื่อให้รู้ว่าข้อมูลที่ได้ควรอ่านอย่างไร
หา Keyword คู่แข่งด้วยมือ 5 ขั้นตอน
- 1
รวบรวมหัวข้อหมวดหมู่ทั้งหมดของธุรกิจ
ลิสต์หมวดหมู่สินค้าหรือบริการทั้งหมดของธุรกิจก่อน แล้วนึกถึงคำที่คนน่าจะพิมพ์ค้นหาในแต่ละหมวด ขั้นนี้เป็นการวาง seed keyword ให้ครอบคลุมก่อนไปเจาะลึก อ่านเพิ่มได้ที่บทความเรื่อง Seed Keyword
- 2
พิมพ์คำแต่ละคำแล้วจดว่าใครติดอันดับ
เปิดหน้าต่างไม่ระบุตัวตน ตั้งค่าภาษาและประเทศเป็นไทย แล้วพิมพ์คำทีละคำ จดโดเมนที่ติดอันดับ 1-10 ลงสเปรดชีต พร้อมระบุว่าเป็นหน้าประเภทใด
- 3
ไล่ดูเว็บคู่แข่งว่ามีหน้าใดที่เว็บเราไม่มี
เข้าไปดูเมนูและ sitemap ของเว็บคู่แข่งหลัก มองหาหมวดหมู่หรือหัวข้อที่เว็บเราไม่เคยเขียนถึงเลย เก็บเป็นรายชื่อคำที่อาจเป็นคำที่เว็บเรายังไม่มีหน้ารองรับ
- 4
เช็คว่าคำนั้นมีคนค้นจริงหรือไม่
คำที่พบว่าคู่แข่งมีแต่เราไม่มี ต้องเช็คก่อนว่ามีปริมาณการค้นหาคุ้มที่จะทำจริงหรือเป็นแค่หัวข้อที่เขาเขียนเผื่อ ไม่มีคนค้นเลย
- 5
จัดกลุ่มคำตามความตั้งใจแล้วส่งต่อให้ทีมเขียน
แยกคำที่ได้ตามความตั้งใจของผู้ค้นหาก่อนส่งต่อ เพื่อไม่ให้เกิดหน้าใหม่ที่แย่งอันดับกับหน้าเดิม ขั้นตอนนี้เชื่อมกับการทำ Keyword Mapping ในเชิงลึกต่อ
อย่าลืมแยกคำที่ไม่มีหน้า กับคำที่มีหน้าแต่ยังไม่ติด
คำที่คู่แข่งติดแต่เราไม่ติด มีสองแบบที่แก้ต่างกันมาก แบบแรกคือเราไม่มีหน้ารองรับเลย ต้องสร้างหน้าใหม่ แบบที่สองคือเรามีหน้าอยู่แล้วแต่เนื้อหายังไม่ครบเท่าคู่แข่ง ซึ่งควรแก้หน้าเดิมแทนการสร้างหน้าใหม่ซ้ำ

อ่านผลลัพธ์อย่างไรไม่ให้หลงทาง
ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดหลังหา keyword คู่แข่งเสร็จคือได้รายการคำมาเป็นร้อย แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน วิธีอ่านที่ใช้ได้จริงคือให้คะแนนแต่ละคำสองด้าน คือคำนั้นใกล้การตัดสินใจซื้อแค่ไหน และคู่แข่งกี่เจ้าที่ติดอันดับคำนั้นพร้อมกัน คำที่ทั้งสองด้านสูงคือคำที่ควรทำก่อน
| ลักษณะคำ | ความสำคัญ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| คู่แข่งหลายเจ้าติด และใกล้การตัดสินใจซื้อ | สูงมาก | สร้างหรือแก้หน้าให้เสร็จก่อนคำอื่น |
| คู่แข่งเจ้าเดียวติด แต่เป็นคำเชิงข้อมูล | ปานกลาง | เก็บไว้ทำในรอบถัดไป ไม่เร่งด่วน |
| ไม่มีคู่แข่งติดเลยในตลาดไทย | ต้องเช็คก่อน | ตรวจว่ามีคนค้นจริงก่อนตัดสินใจเขียน |
วิธีตรวจสอบว่าการวิเคราะห์คู่แข่งครบถ้วนแล้ว
- ตรวจว่ารายชื่อคู่แข่งที่เลือกมาจากผลค้นหาจริง ไม่ใช่แค่รายชื่อที่คิดเอาเอง
- ตรวจว่าคำที่เก็บมาแยกเป็นกลุ่มตามความตั้งใจของผู้ค้นหาแล้ว ไม่ใช่ลิสต์ปนกันหมด
- ตรวจว่าแต่ละคำมีการเช็คปริมาณการค้นหาจริงแล้ว ไม่ใช่แค่เห็นว่าคู่แข่งมีหน้าก็รีบสร้างตาม
- ตรวจว่ามีการแยกคำที่ต้องสร้างหน้าใหม่ กับคำที่ควรไปแก้หน้าเดิมที่มีอยู่แล้วอย่างชัดเจน
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยตอนหา Keyword คู่แข่ง
- เลือกคู่แข่งจากรายชื่อทางธุรกิจอย่างเดียว ไม่ยอมดูว่าใครติดอันดับจริงใน SERP
- เก็บคำมาเป็นร้อยแต่ไม่จัดกลุ่มตาม search intent ทำให้ส่งงานผิดให้ทีมเขียน
- เจอคำที่คู่แข่งไม่มีใครเขียนแล้วรีบสร้างหน้าใหม่ทันที โดยไม่เช็คว่ามีคนค้นจริงไหม
- สร้างหน้าใหม่ทับหน้าเดิมที่มีอยู่แล้ว ทำให้เกิดปัญหาแบบเดียวกับ Keyword Cannibalization
- หยุดวิเคราะห์คู่แข่งหลังทำครั้งแรกครั้งเดียว ทั้งที่คู่แข่งเปลี่ยนกลยุทธ์เนื้อหาอยู่ตลอด

เช็กลิสต์สรุปก่อนส่งงานให้ทีมเขียนบทความ
- ระบุคู่แข่งหลัก 3-5 เจ้าที่ติดอันดับซ้ำในหลายคำแล้ว
- แยกคำที่ไม่มีหน้าเลยกับคำที่มีหน้าแต่ยังไม่ติดอันดับออกจากกัน
- ให้คะแนนแต่ละคำตามความใกล้การตัดสินใจซื้อและจำนวนคู่แข่งที่ติด
- เช็คปริมาณการค้นหาจริงก่อนตัดสินใจสร้างหน้าใหม่
- จัดกลุ่มคำตามความตั้งใจของผู้ค้นหาก่อนส่งต่อทีมเขียน
วิธีหา Keyword คู่แข่ง สำหรับเจ้าของกิจการที่ไม่มีทีมการตลาด
ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้านหรือธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องดูแลเว็บไซต์เองคนเดียว ไม่มีเวลานั่งไล่ทีละคำแบบทีมการตลาดของบริษัทใหญ่ วิธีหา Keyword คู่แข่งที่ใช้ได้จริงคือเลือกทำเฉพาะสิ่งที่ตอบคำถามได้ตรงเดือนนี้ ไม่ต้องรอให้ครบทุกขั้นตอนก่อนเริ่ม
คู่แข่งติด Google ด้วยคำอะไร เช็คเองได้ใน 15 นาทีต่อสัปดาห์
- เปิด Google แล้วพิมพ์ชื่อสินค้าหรือบริการหลักของธุรกิจ 3-5 คำที่ลูกค้าน่าจะพิมพ์ค้นหา แล้วดูว่าเว็บไหนขึ้นซ้ำในหลายคำ นั่นคือคู่แข่งติด Google ด้วยคำที่ควรจับตาดู
- เข้าไปดูหน้าบทความหรือหน้าสินค้าของคู่แข่งเจ้านั้น แล้วอ่านหัวข้อคร่าว ๆ ว่าเขาเขียนเรื่องอะไรที่ร้านเรายังไม่เคยเขียนถึงเลย
- จดใส่สเปรดชีตง่าย ๆ แค่สองคอลัมน์ คือคำที่เจอ กับว่าร้านเรามีหน้ารองรับแล้วหรือยัง พอครบสัปดาห์ก็จะได้รายการคำที่ต้องทำต่อ
- ไม่ต้องพยายามหาให้ครบทุกคำในครั้งเดียว เลือกทำทีละ 5-10 คำต่อสัปดาห์ก็เพียงพอสำหรับธุรกิจที่ทำคนเดียว
เริ่มจากคำที่ใกล้การตัดสินใจซื้อก่อน
เจ้าของธุรกิจที่มีเวลาจำกัด ควรเลือกทำเฉพาะคำที่คู่แข่งติดและใกล้การตัดสินใจซื้อก่อน เช่น คำที่มีชื่อสินค้าหรือบริการชัดเจน แทนที่จะไล่ทำคำกว้าง ๆ ที่ใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล หากต้องการวางแผนคำค้นให้เป็นระบบมากขึ้นตั้งแต่เริ่มต้น อ่านเพิ่มได้ที่ การหาคำค้นหาสำหรับ SME
คำถามที่พบบ่อย
คู่แข่งติด Google ด้วยคำอะไร ดูได้จากไหนบ้างถ้าไม่มีเครื่องมือ+
พิมพ์คำค้นที่ลูกค้าน่าจะใช้ลงใน Google โดยตรงแล้วดูว่าเว็บไหนขึ้นซ้ำในหลายคำ วิธีนี้ไม่ต้องพึ่งเครื่องมือเสียเงินและเห็นผลได้ทันที เหมาะกับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มทำ SEO
วิธีหา Keyword คู่แข่งต้องทำทุกวันไหม+
ไม่จำเป็น สำหรับ SME ที่มีเวลาจำกัด ทำสัปดาห์ละครั้งประมาณ 15-30 นาทีก็เพียงพอ สำคัญกว่าคือทำต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ดีกว่าทำทีเดียวจำนวนมากแล้วหยุดไปเลย
หา Keyword คู่แข่งต่างจาก Keyword Gap Analysis อย่างไร+
หา keyword คู่แข่งคือขั้นตอนเก็บข้อมูลว่าคู่แข่งติดอันดับคำไหนบ้าง ส่วน Keyword Gap Analysis คือขั้นตอนถัดมาที่นำข้อมูลนั้นมาเทียบกับคำของเราแบบเป็นระบบ เพื่อสรุปว่าช่องว่างอยู่ตรงไหน ทั้งสองขั้นตอนมักทำต่อเนื่องกัน
ควรดูคู่แข่งกี่เจ้าถึงจะพอ+
สำหรับการเริ่มต้น เลือกคู่แข่งหลัก 3-5 เจ้าที่ติดอันดับซ้ำในหลายคำก็เพียงพอ การดูมากเกินไปทำให้ข้อมูลท่วมและใช้เวลานานโดยไม่ได้ข้อสรุปที่ดีขึ้นมากนัก
คำที่คู่แข่งติดแต่ปริมาณค้นหาต่ำมาก ควรทำไหม+
ขึ้นอยู่กับว่าคำนั้นใกล้การตัดสินใจซื้อแค่ไหน คำที่ปริมาณต่ำแต่เป็นคำเฉพาะเจาะจงใกล้การซื้อมักคุ้มค่ากว่าคำกว้างที่ปริมาณสูงแต่คนแค่มาหาข้อมูลเฉย ๆ
ต้องใช้เครื่องมือเสียเงินไหมถึงจะหา keyword คู่แข่งได้+
ไม่จำเป็นในช่วงเริ่มต้น การพิมพ์ค้นหาด้วยมือแล้วจดผลลัพธ์ก็ทำได้ แต่เมื่อจำนวนคำและคู่แข่งเพิ่มขึ้น การใช้เครื่องมือที่ดึงข้อมูลอัตโนมัติจะช่วยประหยัดเวลาได้มาก
ควรวิเคราะห์ keyword คู่แข่งซ้ำบ่อยแค่ไหน+
ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่แนะนำให้ทำซ้ำอย่างน้อยทุกไตรมาส เพราะคู่แข่งมักเพิ่มหรือปรับเนื้อหาอยู่ตลอด การตรวจซ้ำเป็นระยะช่วยให้เห็นช่องว่างใหม่ที่เกิดขึ้นทันเวลา
สรุป
การหา keyword คู่แข่งเริ่มจากการรู้ว่าใครคือคู่แข่งตัวจริงใน SERP ไม่ใช่แค่คู่แข่งทางธุรกิจ แล้วไล่เก็บคำที่เขาติดแต่เรายังไม่มี จัดกลุ่มตามความตั้งใจของผู้ค้นหา ก่อนส่งต่อเป็นแผนเขียนบทความ ขั้นตอนนี้เชื่อมโยงต่อกับการทำ Content Gap SEO และ SERP Analysis ที่เจาะลึกลงไปในแต่ละคำได้อีกชั้นหนึ่ง กลับไปดูภาพรวมทั้งหมดได้ที่หน้า Keyword Research
ให้ระบบไล่หา Keyword คู่แข่งแทนคุณ
NOAH ดึงคำค้นที่คู่แข่งติดอันดับมาเทียบกับเว็บของคุณ พร้อมจัดกลุ่มตามความตั้งใจของผู้ค้นหาให้พร้อมส่งต่อทีมเขียน
ลองใช้เครื่องมือ Keyword Research