SEO ราคา คิดยังไง — เข้าใจโครงสร้างค่าใช้จ่ายก่อนคุยกับเอเจนซี่หรือเลือกเครื่องมือ
อธิบายโครงสร้างการคิดราคา SEO ในไทย ทั้งแบบเหมาจ่ายรายเดือน ต่อโปรเจกต์ ต่อคีย์เวิร์ด และต่อบทความ เพื่อให้เข้าใจว่าแต่ละรูปแบบเหมาะกับใคร
ทีม NOAH · เผยแพร่ 2 กันยายน 2569 · อัปเดต 2 กันยายน 2569 · อ่าน 16 นาที

สรุปสั้น
- ✓SEO ราคาในตลาดไทยไม่มีมาตรฐานตายตัว เพราะขึ้นกับขอบเขตงานและโครงสร้างการคิดค่าบริการที่ต่างกัน
- ✓รูปแบบการคิดราคาหลักมี 4 แบบ คือ เหมาจ่ายรายเดือน (retainer) ต่อโปรเจกต์ ต่อคีย์เวิร์ด และต่อบทความ
- ✓แต่ละรูปแบบเหมาะกับเป้าหมายและขนาดธุรกิจที่ต่างกัน ไม่มีรูปแบบไหนดีที่สุดสำหรับทุกกรณี
- ✓ก่อนคุยเรื่องราคา ควรเข้าใจขอบเขตงานและ deliverable ที่จะได้รับให้ชัดเจนก่อนเสมอ
คำถามที่ทีมการตลาดหลายบริษัทถามบ่อยที่สุดเวลาคุยเรื่อง SEO คือ ราคาเท่าไหร่ แต่คำถามนี้ตอบยากกว่าที่คิด เพราะ SEO ไม่ใช่สินค้าที่มีราคาป้ายตายตัว ขอบเขตงานของแต่ละเจ้าต่างกันมาก ตั้งแต่จำนวนคีย์เวิร์ดที่ดูแล จำนวนบทความที่เขียน ไปจนถึงว่ารวมงานเทคนิคหรือไม่
บทความนี้ไม่ได้บอกตัวเลขราคา แต่จะอธิบายว่าตลาด SEO ในไทยมักคิดค่าบริการกันแบบไหน เพื่อให้เข้าใจโครงสร้างก่อนไปคุยกับเอเจนซี่หรือเปรียบเทียบเครื่องมือด้วยตัวเอง สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ที่ไม่เคยจ้าง SEO มาก่อน การเข้าใจโครงสร้างเหล่านี้ล่วงหน้าช่วยให้คุยกับผู้ให้บริการได้ตรงจุดกว่าการถามแค่ตัวเลขราคาเพียงอย่างเดียว
SEO ราคา คิดกันแบบไหนบ้าง
SEO ราคาคิดจากอะไร
ค่าใช้จ่ายในการทำ SEO มักคิดจากโครงสร้างหลักสี่แบบ คือแบบเหมาจ่ายรายเดือน (retainer) ที่ครอบคลุมงานต่อเนื่อง แบบต่อโปรเจกต์ที่มีขอบเขตและระยะเวลาชัดเจน แบบต่อคีย์เวิร์ดที่คิดตามจำนวนคำที่ดูแลหรือติดตาม และแบบต่อบทความที่คิดตามปริมาณเนื้อหาที่ผลิต แต่ละแบบเหมาะกับเป้าหมายและขนาดธุรกิจต่างกัน ไม่มีรูปแบบใดเหมาะกับทุกกรณี
การเข้าใจโครงสร้างนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวาง SEO Strategy ที่ดี เพราะช่วยให้ประเมินได้ว่างบประมาณที่มีเหมาะกับรูปแบบการจ้างแบบไหนมากกว่ากัน
ทำไมโครงสร้างราคาถึงต่างกันมากระหว่างผู้ให้บริการ
สาเหตุหลักคือ SEO เป็นงานที่ประกอบด้วยหลายส่วนย่อย เช่น การวิจัยคีย์เวิร์ด การเขียนเนื้อหา งานเทคนิคบนเว็บไซต์ และการหา backlink ผู้ให้บริการแต่ละเจ้าเลือกโฟกัสและรวมงานเหล่านี้ไม่เท่ากัน ตัวเลขราคาที่เห็นจึงสะท้อนขอบเขตงานที่ต่างกัน ไม่ใช่แค่ความถูกแพงของฝีมือ

แบบเหมาจ่ายรายเดือน (Retainer)
เป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุดสำหรับธุรกิจที่ต้องการทำ SEO ต่อเนื่อง ผู้ให้บริการจะดูแลงานหลายด้านพร้อมกันในแต่ละเดือน เช่น การเขียนบทความ การตรวจสถานะเทคนิค และการรายงานผล ข้อดีคืองานต่อเนื่องเป็นระบบ แต่ต้องตกลงขอบเขตงานต่อเดือนให้ชัดว่าครอบคลุมอะไรบ้าง เพราะ retainer ที่ไม่มีขอบเขตชัดเจนมักทำให้คาดหวังไม่ตรงกัน
แบบต่อโปรเจกต์ (Project-based)
เหมาะกับงานที่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบชัดเจน เช่น การทำ SEO Audit ครั้งเดียว การย้ายเว็บไซต์ หรือการวาง Topical Map เริ่มต้นให้ทั้งคลัสเตอร์ รูปแบบนี้เหมาะกับธุรกิจที่ยังไม่พร้อมผูกสัญญาต่อเนื่อง หรือต้องการแก้ปัญหาเฉพาะจุดก่อนตัดสินใจทำต่อระยะยาว
แบบต่อคีย์เวิร์ด
คิดค่าบริการตามจำนวนคีย์เวิร์ดที่ดูแลหรือติดตามผล มักพบในบริการที่เน้นรายงานอันดับเป็นหลัก ข้อควรระวังคือควรถามให้ชัดว่าจำนวนคีย์เวิร์ดที่นับรวมอะไรบ้าง เพราะบางเจ้านับเฉพาะคีย์เวิร์ดหลัก บางเจ้านับรวมคีย์เวิร์ดรองด้วย ซึ่งกระทบต่อขอบเขตงานจริงมาก
แบบต่อบทความ
คิดค่าบริการตามจำนวนหรือความยาวบทความที่ผลิต เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเน้นสร้างเนื้อหาเป็นหลักมากกว่างานเทคนิคหรือ backlink สิ่งที่ควรตรวจสอบคือขั้นตอนการทำงานครอบคลุมแค่ไหน เช่น มีการทำ Keyword Research และวางโครงเรื่องก่อนเขียนหรือไม่ หรือเป็นแค่การเขียนตามหัวข้อที่ลูกค้าส่งให้เท่านั้น
| รูปแบบ | เหมาะกับ | สิ่งที่ควรถามให้ชัดก่อนตกลง |
|---|---|---|
| เหมาจ่ายรายเดือน | ธุรกิจที่ต้องการทำต่อเนื่องระยะยาว | ขอบเขตงานต่อเดือนครอบคลุมอะไรบ้าง |
| ต่อโปรเจกต์ | งานที่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบชัดเจน | deliverable สุดท้ายคืออะไร ใครนำไปทำต่อ |
| ต่อคีย์เวิร์ด | ธุรกิจที่เน้นติดตามอันดับคำเฉพาะ | นับคีย์เวิร์ดหลักเท่านั้นหรือรวมคีย์เวิร์ดรองด้วย |
| ต่อบทความ | ธุรกิจที่เน้นสร้างเนื้อหาเป็นหลัก | รวมขั้นตอน keyword research และวางโครงเรื่องหรือไม่ |

จ้างเอเจนซี่ หรือใช้เครื่องมือทำเอง
อีกทางเลือกที่หลายธุรกิจพิจารณาคือการใช้เครื่องมือทำ SEO เองแทนการจ้างเอเจนซี่ทั้งหมด ซึ่งมีโครงสร้างค่าใช้จ่ายต่างออกไป มักคิดตามจำนวนโปรเจกต์หรือจำนวนคีย์เวิร์ดที่ติดตามในระบบ แทนที่จะคิดตามชั่วโมงทำงานคนแบบเอเจนซี่ อ่านเปรียบเทียบมุมมองนี้เพิ่มเติมได้ที่ SEO Agency vs SEO Tools และดูภาพรวมโครงสร้างราคาเครื่องมือได้ที่ SEO Tools ราคา
ตัวอย่างสมมติ
สมมติร้านขายเครื่องนอนออนไลน์แห่งหนึ่งอยากเริ่มทำ SEO อาจเลือกเริ่มจากแบบต่อโปรเจกต์เพื่อทำ audit และวาง topical map ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะต่อสัญญาแบบเหมาจ่ายรายเดือนหรือใช้เครื่องมือดูแลเองในระยะถัดไป
จะรู้ได้อย่างไรว่าธุรกิจของเราเหมาะกับรูปแบบไหน
จุดเริ่มต้นที่ใช้ได้จริงคือถามตัวเองสามคำถาม: มีทีมภายในที่พอจะดูแลงานบางส่วนเองไหม ต้องการผลลัพธ์แบบต่อเนื่องระยะยาวหรือแค่แก้ปัญหาเฉพาะจุด และงบประมาณที่มีเหมาะกับการผูกสัญญาต่อเนื่องหรือทดลองทีละโปรเจกต์ก่อน คำตอบของสามข้อนี้มักชี้ทางได้ว่าควรเริ่มจากรูปแบบไหนก่อน
วิธีตรวจสอบว่าเลือกรูปแบบราคาที่เหมาะกับธุรกิจแล้ว
- 1ทบทวนว่าขอบเขตงานที่ตกลงไว้ครอบคลุมสิ่งที่ธุรกิจต้องการจริงหรือไม่ ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขราคา
- 2ตรวจว่ามีการระบุ deliverable ที่จับต้องได้ เช่น จำนวนบทความ หรือรายงานผลรายเดือน
- 3เปรียบเทียบกับผู้ให้บริการอย่างน้อยสองสามเจ้าโดยใช้ขอบเขตงานเดียวกันเป็นเกณฑ์
- 4ประเมินว่าทีมภายในมีเวลาและความรู้พอจะดูแลส่วนที่เหลือเองหรือไม่ ถ้าไม่มี ควรเลือกรูปแบบที่ครอบคลุมงานมากขึ้น
- 5ทบทวนผลลัพธ์ทุกไตรมาสว่ารูปแบบที่เลือกยังเหมาะกับสถานการณ์ธุรกิจปัจจุบันหรือควรปรับเปลี่ยน
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยเวลาเปรียบเทียบราคา
- เทียบตัวเลขราคาระหว่างผู้ให้บริการโดยไม่เทียบขอบเขตงานที่รวมอยู่ด้วย
- ไม่ถามให้ชัดว่ารายงานผลที่ได้รับคืออะไร วัดผลอย่างไร
- เลือกรูปแบบราคาตามความเคยชินโดยไม่ดูว่าตรงกับเป้าหมายธุรกิจจริงหรือไม่
- คาดหวังผลลัพธ์ด้านอันดับทันทีโดยไม่เข้าใจว่า SEO เป็นงานที่ต้องใช้เวลาสะสม
- ไม่ทบทวนสัญญาหรือรูปแบบราคาเป็นระยะ ทั้งที่ขนาดและเป้าหมายของธุรกิจเปลี่ยนไปแล้ว
เช็กลิสต์สรุปก่อนตกลงราคา SEO
- เข้าใจแล้วว่าราคาที่เสนอคิดจากโครงสร้างแบบไหนในสี่แบบ
- รู้ขอบเขตงานที่รวมอยู่ในราคาอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่ตัวเลขรวม
- รู้ deliverable ที่จะได้รับ เช่น จำนวนบทความหรือรายงานรายเดือน
- เปรียบเทียบกับผู้ให้บริการอื่นด้วยขอบเขตงานเดียวกันแล้ว
- ประเมินแล้วว่าทีมภายในต้องรับผิดชอบส่วนไหนเพิ่มเติมหรือไม่
คำถามที่พบบ่อย
SEO ราคาแบบไหนคุ้มที่สุด+
ไม่มีรูปแบบใดคุ้มที่สุดตายตัว ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและขนาดของธุรกิจ ธุรกิจที่ต้องการทำต่อเนื่องระยะยาวอาจเหมาะกับแบบเหมาจ่ายรายเดือน ส่วนธุรกิจที่ต้องการแก้ปัญหาเฉพาะจุดอาจเหมาะกับแบบต่อโปรเจกต์มากกว่า
ทำไมแต่ละเอเจนซี่เสนอราคาต่างกันมาก+
เพราะขอบเขตงานที่รวมอยู่ในราคาต่างกัน บางเจ้ารวมงานเทคนิคและ backlink บางเจ้าเน้นเฉพาะเนื้อหา การเทียบราคาจึงควรเทียบขอบเขตงานควบคู่กันเสมอ
ใช้เครื่องมือทำ SEO เองถูกกว่าจ้างเอเจนซี่เสมอไปไหม+
ไม่เสมอไป การใช้เครื่องมือเองช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงานคน แต่ต้องมีคนในทีมที่มีเวลาและความเข้าใจพอจะใช้เครื่องมือให้เกิดผลจริง ถ้าไม่มีเวลาดูแล การจ้างผู้เชี่ยวชาญอาจคุ้มค่ากว่าในบางกรณี
ควรเซ็นสัญญาระยะยาวตั้งแต่แรกไหม+
ไม่จำเป็น ธุรกิจที่ยังไม่เคยทำ SEO มาก่อนอาจเริ่มจากแบบต่อโปรเจกต์เพื่อประเมินคุณภาพงานก่อน แล้วค่อยตัดสินใจทำสัญญาระยะยาวเมื่อเห็นแนวทางที่ชัดเจนแล้ว
คิดราคาต่อบทความกับต่อคีย์เวิร์ดต่างกันอย่างไร+
ต่อบทความคิดตามปริมาณเนื้อหาที่ผลิต เหมาะกับธุรกิจที่เน้นสร้างเนื้อหา ส่วนต่อคีย์เวิร์ดคิดตามจำนวนคำที่ดูแลหรือติดตามอันดับ เหมาะกับธุรกิจที่มีเป้าหมายชัดเจนเรื่องคำค้นหาที่ต้องการติดอันดับ
สรุป
SEO ราคาไม่มีตัวเลขมาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ สิ่งที่ควบคุมได้คือเข้าใจโครงสร้างการคิดราคาแต่ละแบบ แล้วเลือกให้ตรงกับเป้าหมายและขอบเขตงานที่ต้องการจริง ก่อนไปเปรียบเทียบตัวเลขกับผู้ให้บริการแต่ละเจ้า
อยากเริ่มวางแผน SEO อย่างเป็นระบบ
ทดลองใช้ NOAH เพื่อดูว่าการวางแผนคีย์เวิร์ดและเนื้อหาในระบบเดียวช่วยให้ทำงานได้เป็นระบบมากขึ้นอย่างไร
เริ่มต้นใช้งาน