คอนเทนต์ SEO

หน้าบริการแยกตามอุตสาหกรรม: ควรทำกี่หน้า และเขียนอย่างไรไม่ให้ซ้ำกันเอง

เกณฑ์ตัดสินว่าธุรกิจ B2B ควรทำหน้าบริการแยกตามอุตสาหกรรมไหนบ้าง พร้อมโครงหน้าที่เขียนแล้วไม่ซ้ำกันเอง วิธีหาวัตถุดิบจากทีมขาย และการวัดผลรายหน้า

ทีม NOAH · เผยแพร่ 18 กันยายน 2569 · อัปเดต 18 กันยายน 2569 · อ่าน 13 นาที

หน้าจอแล็ปท็อปเปิดหน้าเครื่องมือค้นหาเพื่อสำรวจคำค้นของลูกค้าแต่ละอุตสาหกรรม

สรุปสั้น

  • หน้าบริการแยกตามอุตสาหกรรมคุ้มก็ต่อเมื่ออุตสาหกรรมนั้นมีเงื่อนไขงาน ข้อกำหนด หรือคำถามก่อนซื้อที่ต่างจากกลุ่มอื่นจริง ไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่ออุตสาหกรรมในย่อหน้าเดิม
  • เกณฑ์คัดที่ใช้ได้จริงมีสี่ข้อ คือมีลูกค้าเดิมในกลุ่มนั้นให้อ้างอิงได้ มีคำค้นที่ต่างออกไป มีเงื่อนไขเฉพาะที่อธิบายได้ และทีมขายตอบคำถามกลุ่มนี้ต่างจากกลุ่มอื่น
  • สิ่งที่ทำให้หน้าอุตสาหกรรมไม่ซ้ำกันเองคือเนื้อในที่มีเฉพาะกลุ่มนั้น ได้แก่ ปัญหาที่เจอหน้างาน ข้อกำหนดหรือเอกสารที่ต้องใช้ ตัวอย่างขอบเขตงาน และคำถามที่ถามก่อนตัดสินใจ
  • วัตถุดิบที่ดีที่สุดของหน้าอุตสาหกรรมมาจากใบเสนอราคา อีเมลถามตอบ และบันทึกการเข้าพบของทีมขาย ไม่ใช่จากการอ่านเว็บคู่แข่งแล้วเขียนตาม
  • เริ่มจากสองถึงสามอุตสาหกรรมที่แข็งแรงที่สุดก่อน แล้ววัดผลรายหน้าอย่างน้อยหนึ่งไตรมาสก่อนตัดสินใจว่าจะทำหน้าถัดไปหรือปรับของเดิม

บริษัทรับติดตั้งระบบไฟฟ้าแห่งหนึ่งรับงานทั้งโรงงานอาหาร คลังสินค้า โรงแรม และอาคารสำนักงาน แต่บนเว็บมีหน้าบริการอยู่หน้าเดียวชื่อว่า “บริการติดตั้งระบบไฟฟ้าครบวงจร” ฝ่ายขายบอกว่าลูกค้าโรงงานอาหารมักถามเรื่องการทำงานในพื้นที่ควบคุมอุณหภูมิและเอกสารความปลอดภัย ส่วนลูกค้าโรงแรมถามเรื่องการทำงานตอนกลางคืนไม่ให้รบกวนแขก แต่หน้าเว็บหน้าเดียวนั้นไม่ได้พูดถึงสักเรื่อง

บทความนี้จะให้เกณฑ์ตัดสินว่าควรทำหน้าบริการแยกตามอุตสาหกรรมกี่หน้าและกลุ่มไหนบ้าง โครงหน้าที่ทำให้แต่ละหน้ามีเนื้อในต่างกันจริง วิธีเก็บวัตถุดิบจากทีมขาย การวางลิงก์ภายใน และวิธีวัดผลรายหน้า ถ้าต้องการภาพรวมงาน SEO ของธุรกิจ B2B ทั้งหมด อ่านคู่กับ คู่มือ SEO สำหรับธุรกิจ B2B ได้

ควรทำหน้าบริการแยกตามอุตสาหกรรมหรือไม่

ธุรกิจ B2B ควรทำหน้าบริการแยกตามอุตสาหกรรมเมื่อไร

ควรทำเมื่ออุตสาหกรรมนั้นมีเงื่อนไขงาน ข้อกำหนด หรือคำถามก่อนซื้อที่ต่างจากกลุ่มอื่นมากพอจะเขียนได้เต็มหน้าโดยไม่ต้องลอกย่อหน้าจากหน้าอื่น และคุณมีประสบการณ์ในกลุ่มนั้นจริงพอจะเล่ารายละเอียดได้ ถ้าสิ่งที่ต่างมีเพียงชื่ออุตสาหกรรม ให้รวมไว้ในหน้าบริการหลักหน้าเดียวจะดีกว่า เพราะหลายหน้าที่เนื้อเหมือนกันจะแย่งกันเองและไม่มีหน้าไหนชัดพอ

เหตุผลที่หน้าอุตสาหกรรมได้ผลในงาน B2B คือคนที่ค้นหามักพิมพ์บริบทของตัวเองลงไปด้วย ผู้จัดการโรงงานไม่ได้ค้นคำว่ารับติดตั้งระบบไฟฟ้าเฉย ๆ แต่ค้นพร้อมคำว่าโรงงานหรือชื่อประเภทอาคารของตัวเอง เพราะเขากำลังหาคนที่เคยทำงานแบบเดียวกับที่เขาจะจ้าง ไม่ได้หาผู้รับเหมาทั่วไป

แต่ข้อดีนี้จะกลายเป็นโทษทันทีถ้าทำหน้าขึ้นมาสิบหน้าโดยเปลี่ยนแค่ชื่ออุตสาหกรรม เพราะคนที่กดเข้ามาจะรู้ภายในสิบวินาทีว่าไม่ได้เขียนสำหรับเขา และปิดหน้าไป ผลเสียจึงเกิดทั้งกับคนอ่านและกับเว็บ เหตุผลด้านเทคนิคของการมีหลายหน้าที่เนื้อหาซ้ำกัน อธิบายไว้ใน Thin Content และ Duplicate Content

เกณฑ์ตัดสินว่าอุตสาหกรรมไหนคุ้มที่จะทำหน้าแยก

แทนที่จะเถียงกันในที่ประชุมว่าควรทำกี่หน้า ให้ใช้เกณฑ์สี่ข้อนี้ให้คะแนนแต่ละอุตสาหกรรม แล้วเรียงลำดับจากคะแนนสูงไปต่ำ ทำเฉพาะสองถึงสามอันดับแรกก่อน วิธีนี้ทำให้การตัดสินใจอยู่บนข้อมูลที่บริษัทมีอยู่แล้ว ไม่ใช่ความรู้สึกของคนที่เสียงดังที่สุดในห้อง

เกณฑ์คำถามที่ต้องตอบผ่านเกณฑ์เมื่อถ้าไม่ผ่านให้ทำแทน
มีของจริงให้เล่าเคยทำงานให้ลูกค้าในกลุ่มนี้กี่ราย และเล่ารายละเอียดงานได้แค่ไหนมีงานที่ส่งมอบแล้วอย่างน้อยสองถึงสามราย และเล่าขอบเขตงานได้โดยไม่ต้องเดารวมไว้ในหน้าบริการหลักเป็นหนึ่งบรรทัดของกลุ่มลูกค้าที่รับงาน
คำค้นต่างออกไปจริงลูกค้ากลุ่มนี้ใช้คำเรียกงานหรือคำเรียกปัญหาต่างจากกลุ่มอื่นไหมมีคำเฉพาะที่กลุ่มอื่นไม่ใช้ เช่น ชื่อระบบ ชื่อมาตรฐาน หรือชื่อประเภทอาคารทำเป็นหัวข้อย่อยในหน้าหลัก หรือเขียนเป็นบทความหนึ่งชิ้นก่อน
เงื่อนไขงานต่างกันจริงถ้าย้ายงานนี้ไปทำให้อุตสาหกรรมอื่น ต้องเปลี่ยนวิธีทำงานหรือเอกสารอะไรบ้างมีข้อกำหนด ใบรับรอง เวลาเข้าทำงาน หรือมาตรฐานที่ต่างจากกลุ่มอื่นชัดเจนยังไม่ทำหน้าแยก เพราะเนื้อหาจะไปทับกับหน้าหลักเกือบทั้งหมด
ทีมขายตอบไม่เหมือนกันคำถามสามข้อแรกที่ลูกค้ากลุ่มนี้ถาม ต่างจากกลุ่มอื่นหรือไม่ทีมขายบอกได้ทันทีว่ากลุ่มนี้ถามอะไรก่อนเสมอ และคำตอบไม่เหมือนกลุ่มอื่นเก็บคำถามไว้ก่อน รอให้สะสมมากพอค่อยตัดสินใจอีกครั้ง
มีคนดูแลหน้าต่อใครจะเป็นคนอัปเดตหน้านี้เมื่อมีงานใหม่หรือข้อกำหนดเปลี่ยนระบุชื่อคนรับผิดชอบได้ และตกลงรอบอัปเดตอย่างน้อยปีละสองครั้งยังไม่ทำ เพราะหน้าที่ไม่มีใครดูแลจะเก่าและกลายเป็นภาระภายในหนึ่งปี
เกณฑ์ให้คะแนนว่าอุตสาหกรรมไหนควรมีหน้าแยกของตัวเอง

จำนวนหน้าไม่ใช่เป้าหมาย

บริษัท B2B จำนวนมากตั้งเป้าว่าจะทำหน้าอุตสาหกรรมให้ครบสิบกลุ่มภายในไตรมาสเดียว แล้วจบด้วยสิบหน้าที่มีย่อหน้าเหมือนกันแปดสิบเปอร์เซ็นต์ สามหน้าที่เขียนจากงานจริงและมีรายละเอียดที่คู่แข่งเขียนไม่ได้ มีค่ากับทั้งลูกค้าและระบบค้นหามากกว่าสิบหน้าที่เขียนจากการเดา

เช็กลิสต์บนคลิปบอร์ดสำหรับไล่ให้คะแนนว่าอุตสาหกรรมไหนควรมีหน้าแยก

โครงหน้าอุตสาหกรรมที่เขียนแล้วไม่ซ้ำกันเอง

กุญแจสำคัญคือแยกเนื้อหาออกเป็นสองกอง กองแรกคือสิ่งที่เหมือนกันทุกกลุ่ม เช่น ประวัติบริษัท ใบอนุญาต ขั้นตอนการทำงานมาตรฐาน กองนี้ให้อยู่ที่หน้าบริการหลักและหน้าเกี่ยวกับเราแล้วลิงก์ไปถึง ไม่ต้องคัดลอกมาไว้ทุกหน้า กองที่สองคือสิ่งที่เป็นของกลุ่มนั้นโดยเฉพาะ กองนี้คือเนื้อของหน้าอุตสาหกรรม

ถ้าเขียนตามโครงด้านล่างแล้วพบว่ามีย่อหน้าที่ใช้กับอุตสาหกรรมไหนก็ได้ ให้ตัดย่อหน้านั้นทิ้งทันที เพราะมันคือสัญญาณว่าเนื้อหาส่วนนั้นควรอยู่ที่หน้าหลัก การวัดว่าหน้าอุตสาหกรรมเขียนสำเร็จหรือไม่ ใช้คำถามเดียวคือ ถ้าเปลี่ยนชื่ออุตสาหกรรมในหน้านี้เป็นกลุ่มอื่น เนื้อหายังอ่านรู้เรื่องอยู่ไหม ถ้ายังรู้เรื่อง แปลว่าเขียนไม่พอ

  1. 1หัวเรื่องที่ระบุทั้งบริการและกลุ่มลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา เช่น รับติดตั้งระบบไฟฟ้าสำหรับโรงงานแปรรูปอาหาร ไม่ใช่หัวเรื่องเชิงโฆษณาที่ไม่บอกว่าทำอะไรให้ใคร
  2. 2ย่อหน้าเปิดที่บอกปัญหาหน้างานของกลุ่มนี้ด้วยภาษาที่คนในวงการใช้จริง เช่น การเข้าทำงานในพื้นที่ที่หยุดสายการผลิตไม่ได้
  3. 3รายการเงื่อนไขและข้อกำหนดเฉพาะของกลุ่ม เช่น ประเภทเอกสารที่ต้องส่งก่อนเข้าพื้นที่ มาตรฐานที่ต้องผ่าน หรือช่วงเวลาที่เข้าทำงานได้
  4. 4ขอบเขตงานที่บริษัททำให้กลุ่มนี้ได้ แยกเป็นข้อ ๆ ว่ารวมอะไรและไม่รวมอะไร เพราะลูกค้า B2B ต้องเอาไปเทียบกับผู้เสนอราคารายอื่น
  5. 5ตัวอย่างลักษณะงานที่เคยทำ โดยเล่าเป็นประเภทงานและขอบเขต ไม่ต้องระบุชื่อลูกค้าถ้ายังไม่ได้รับอนุญาต ส่วนการทำเป็นหน้าเต็มดูที่ หน้าเคสลูกค้า B2B
  6. 6คำถามที่ลูกค้ากลุ่มนี้ถามก่อนตัดสินใจ พร้อมคำตอบตรง ๆ อย่างน้อยสี่ถึงหกข้อ ใช้คำถามจริงจากอีเมลและการเข้าพบ
  7. 7ขั้นตอนถัดไปที่ชัดเจนและต่างจากหน้าอื่นได้ เช่น ขอเข้าสำรวจหน้างาน หรือขอใบเสนอราคาพร้อมรายการวัสดุ

ทดสอบด้วยการอ่านให้ลูกค้าเดิมฟัง

ก่อนเผยแพร่ ให้ส่งร่างหน้าอุตสาหกรรมให้ลูกค้าเดิมในกลุ่มนั้นหนึ่งรายอ่าน แล้วถามคำถามเดียวว่ามีอะไรที่เขาอยากรู้แต่ไม่ได้อยู่ในหน้านี้บ้าง คำตอบที่ได้มักเป็นหัวข้อที่คู่แข่งก็ไม่ได้เขียนเหมือนกัน และเป็นส่วนที่ทำให้หน้าของคุณต่างจริง

หาวัตถุดิบจากทีมขาย ไม่ใช่จากเว็บคู่แข่ง

สาเหตุที่หน้าอุตสาหกรรมของบริษัทส่วนใหญ่เหมือนกันหมด เพราะทุกคนเริ่มจากการเปิดเว็บคู่แข่งสามเว็บแล้วเขียนรวมกัน วัตถุดิบที่ทำให้หน้าต่างจริงอยู่ในบริษัทคุณเองอยู่แล้ว คือในใบเสนอราคาที่เคยส่ง อีเมลถามตอบก่อนปิดงาน และบันทึกการเข้าพบของฝ่ายขาย

ขั้นตอนเก็บวัตถุดิบและเขียนหน้าอุตสาหกรรมหนึ่งหน้า

  1. 1

    เลือกอุตสาหกรรมที่ได้คะแนนสูงสุดมาหนึ่งกลุ่ม

    ใช้ตารางเกณฑ์ให้คะแนนด้านบน เลือกกลุ่มที่ผ่านครบทุกข้อมาทำเป็นหน้าแรก อย่าเริ่มจากกลุ่มที่อยากได้แต่ยังไม่เคยมีลูกค้า เพราะจะไม่มีรายละเอียดให้เขียน

  2. 2

    รวบรวมเอกสารงานเก่าของกลุ่มนั้น

    ดึงใบเสนอราคาสามถึงห้าฉบับล่าสุดของกลุ่มนี้ออกมา แล้วจดว่ารายการงานอะไรที่ปรากฏซ้ำทุกฉบับ รายการที่ซ้ำคือขอบเขตงานมาตรฐานของกลุ่มนี้ที่ควรอยู่บนหน้าเว็บ

  3. 3

    สัมภาษณ์ฝ่ายขายสามสิบนาทีด้วยคำถามชุดเดียว

    ถามสี่ข้อคือ ลูกค้ากลุ่มนี้ถามอะไรก่อนเสมอ เขากังวลเรื่องอะไรมากที่สุด เหตุผลที่แพ้งานกลุ่มนี้คืออะไร และงานกลุ่มนี้ต่างจากกลุ่มอื่นตรงไหน แล้วบันทึกคำพูดเดิมไว้โดยไม่เรียบเรียงใหม่

  4. 4

    แยกคำที่กลุ่มนี้ใช้ออกมาเป็นรายการ

    จากบันทึกที่ได้ ให้คัดคำเฉพาะของวงการนั้นออกมา เช่น ชื่อระบบ ชื่อมาตรฐาน ชื่อประเภทพื้นที่ แล้วนำไปตรวจว่ามีคนค้นหาจริงหรือไม่ ตามวิธีใน Content SEO สำหรับ B2B

  5. 5

    ร่างหน้าตามโครงเจ็ดส่วน

    เขียนตามลำดับในหัวข้อก่อนหน้า โดยตั้งกติกาว่าทุกหัวข้อต้องมีรายละเอียดที่มาจากเอกสารจริงอย่างน้อยหนึ่งจุด ห้ามเขียนจากความรู้สึกล้วน ๆ

  6. 6

    ตัดย่อหน้าที่ใช้กับกลุ่มไหนก็ได้ออก

    อ่านร่างอีกรอบแล้วลองแทนชื่ออุตสาหกรรมด้วยกลุ่มอื่น ย่อหน้าไหนที่ยังอ่านรู้เรื่องให้ย้ายไปหน้าบริการหลักแล้วลิงก์ถึงแทน

  7. 7

    ให้ฝ่ายขายตรวจก่อนเผยแพร่

    ให้คนที่ปิดงานกลุ่มนี้อ่านและตอบว่ามีข้อไหนที่เขียนเกินจริงหรือรับปากเกินกว่าที่บริษัททำได้ เพราะหน้าที่รับปากเกินจริงจะสร้างงานเสียเวลาให้ฝ่ายขายเอง

  8. 8

    วางลิงก์ภายในให้ครบก่อนกดเผยแพร่

    ลิงก์จากหน้าบริการหลักมาที่หน้าใหม่ ลิงก์จากหน้าใหม่ไปหน้าขอใบเสนอราคา และลิงก์จากบทความที่เกี่ยวข้องในเว็บ อย่าปล่อยให้หน้าใหม่ไม่มีทางเข้าจากหน้าอื่นเลย

โซ่คล้องต่อกันแทนการเชื่อมลิงก์ระหว่างหน้าบริการหลักกับหน้าอุตสาหกรรมแต่ละกลุ่ม

วางลิงก์ภายในและปลายทางของหน้าอุตสาหกรรม

หน้าอุตสาหกรรมที่ไม่มีลิงก์จากที่ไหนเลยคือหน้าที่ลอยอยู่เฉย ๆ ทั้งคนและระบบค้นหาเดินไปไม่ถึง โครงลิงก์ที่ใช้ได้กับบริษัท B2B ส่วนใหญ่คือให้หน้าบริการหลักเป็นศูนย์กลาง แล้วแตกไปหน้าอุตสาหกรรมแต่ละกลุ่ม พร้อมให้ทุกหน้าอุตสาหกรรมลิงก์กลับหน้าหลักและลิงก์ไปหน้าขอใบเสนอราคา

อีกเรื่องที่มักถูกลืมคือปลายทางของหน้า ลูกค้า B2B ที่อ่านจบมักยังไม่พร้อมโทรทันที แต่พร้อมจะขอข้อมูลเพิ่ม หน้าอุตสาหกรรมจึงควรมีทางไปต่อที่หนักเบาต่างกัน ไม่ใช่มีแค่ปุ่มโทรหาเราอย่างเดียว

  • ใส่ลิงก์จากหน้าบริการหลักไปหน้าอุตสาหกรรมทุกหน้าในตำแหน่งที่มองเห็นได้จริง ไม่ใช่ซ่อนไว้ท้ายหน้าอย่างเดียว
  • ให้แต่ละหน้าอุตสาหกรรมลิงก์กลับหน้าบริการหลักด้วยข้อความที่บอกว่าไปหน้าอะไร ไม่ใช่คำว่าคลิกที่นี่
  • อย่าลิงก์ข้ามไปมาระหว่างหน้าอุตสาหกรรมทุกคู่ ให้ลิงก์เฉพาะคู่ที่ลูกค้าอาจสับสนจริง เช่น คลังสินค้ากับศูนย์กระจายสินค้า
  • ลิงก์จากหน้าอุตสาหกรรมไปยังหน้าขอใบเสนอราคาที่เตรียมฟอร์มให้ตรงกับงานกลุ่มนั้น แนวทางออกแบบหน้าอยู่ใน หน้าขอใบเสนอราคา
  • เพิ่มทางไปต่อแบบเบากว่าไว้ด้วย เช่น ขอเข้าสำรวจหน้างาน หรือขอรายการตรวจก่อนเริ่มงาน สำหรับคนที่ยังไม่พร้อมขอราคา
  • เมื่อเขียนบทความใหม่ที่เกี่ยวกับกลุ่มนั้น ให้ลิงก์กลับมาที่หน้าอุตสาหกรรมทุกครั้ง หลักการเลือกจุดวางลิงก์อ่านได้ที่ Internal Link คืออะไร

วัดผลรายหน้าแล้วค่อยตัดสินใจทำหน้าถัดไป

หน้าอุตสาหกรรมเป็นงานที่ใช้เวลาเก็บวัตถุดิบมากกว่าบทความทั่วไป จึงต้องรู้ให้ได้ว่าหน้าที่ทำไปแล้วได้ผลหรือไม่ก่อนจะลงแรงหน้าถัดไป การวัดผลของงาน B2B ต่างจากร้านค้าออนไลน์ตรงที่จำนวนคนเข้าไม่ใช่ตัวชี้วัดหลัก เพราะกลุ่มลูกค้ามีจำนวนจำกัดโดยธรรมชาติ

ให้ดูสามอย่างต่อหนึ่งหน้า คือคำค้นที่พาคนมาถึงหน้านั้นตรงกับอุตสาหกรรมที่ตั้งใจไหม มีคนกดไปหน้าขอใบเสนอราคาต่อหรือไม่ และฝ่ายขายได้รับคำถามที่อ้างอิงเนื้อหาในหน้านั้นบ้างหรือเปล่า ข้อสุดท้ายต้องถามฝ่ายขายเอง ไม่มีเครื่องมือไหนบอกได้

สิ่งที่เห็นความหมายที่เป็นไปได้สิ่งที่ควรทำต่อ
มีการแสดงผลแต่คำค้นไม่ตรงอุตสาหกรรมที่ตั้งใจหน้าอธิบายบริการชัดแต่ยังไม่ชัดว่าทำให้กลุ่มไหนเติมคำที่คนในวงการนั้นใช้จริงลงในหัวเรื่องและย่อหน้าเปิด แล้วรออีกหนึ่งไตรมาส
คำค้นตรงกลุ่มแต่ไม่มีใครกดไปหน้าขอราคาเนื้อหาตรงคน แต่ปลายทางหนักเกินไปสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มหาข้อมูลเพิ่มทางไปต่อแบบเบา เช่น ขอเข้าสำรวจหน้างานหรือขอรายการตรวจ แล้ววัดใหม่
แทบไม่มีการแสดงผลเลยทั้งไตรมาสอาจยังไม่มีลิงก์เข้าจากหน้าอื่น หรือกลุ่มนี้แทบไม่มีใครค้นหาบนเว็บตรวจลิงก์ภายในก่อน ถ้าครบแล้วยังเงียบ ให้ย้ายเนื้อหาไปรวมกับหน้าหลักและเลิกทำหน้ากลุ่มนี้
ฝ่ายขายบอกว่าลูกค้าพูดถึงเนื้อหาในหน้านี้หน้าทำงานแล้วแม้ตัวเลขบนเครื่องมือจะยังไม่สวยถือเป็นสัญญาณให้ทำกลุ่มถัดไปได้ และเก็บคำถามใหม่จากลูกค้ามาเติมในหน้าเดิม
สิ่งที่ควรดูหลังเผยแพร่หน้าอุตสาหกรรมหนึ่งไตรมาส
ตู้เซิร์ฟเวอร์และสายเครือข่ายในศูนย์ข้อมูล ตัวอย่างงานที่มีเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม

สิ่งที่ไม่ควรทำกับหน้าอุตสาหกรรม

ข้อผิดพลาดด้านล่างนี้ทำให้เสียทั้งเวลาทีมและความน่าเชื่อถือกับลูกค้าที่กดเข้ามาอ่าน ที่สำคัญคือหลายข้อแก้ยากภายหลัง เพราะเมื่อเผยแพร่หน้าที่เขียนไม่จริงไปแล้ว ฝ่ายขายจะต้องตามแก้ความเข้าใจผิดในทุกการคุยงาน

  • ใช้เนื้อหาต้นแบบเดียวกันแล้วแทนที่ชื่ออุตสาหกรรม ซึ่งอ่านออกได้ทันทีว่าเป็นหน้าที่ปั๊มออกมา
  • ทำหน้าสำหรับอุตสาหกรรมที่บริษัทยังไม่เคยรับงานเลย แล้วต้องมาเขียนคำกว้าง ๆ เพราะไม่มีรายละเอียดจริงให้เล่า
  • ใส่ชื่อลูกค้าหรือรูปหน้างานโดยไม่ได้ขออนุญาต ซึ่งเป็นปัญหาเรื่องสัญญามากกว่าปัญหาเรื่องเว็บ
  • อ้างตัวเลขผลงาน เช่น ลดค่าไฟได้เท่าไร โดยไม่มีที่มาให้ตรวจสอบ ลูกค้า B2B มักถามต่อเสมอว่าวัดจากอะไร
  • ทำหน้าอุตสาหกรรมแล้วปล่อยทิ้งไว้สามปีโดยไม่อัปเดตข้อกำหนดที่เปลี่ยนไป จนกลายเป็นหลักฐานว่าบริษัทไม่ได้ติดตามวงการ
  • เอาเนื้อหาของหน้าอุตสาหกรรมไปทับกับเนื้อหาระยะพิจารณายาวที่ควรอยู่ในรูปบทความ ซึ่งมีแนวทางแยกไว้ใน คอนเทนต์สำหรับวงจรการขายที่ยาว
  • ตั้งชื่อหน้าด้วยคำโฆษณาอย่างผู้นำอันดับหนึ่ง แทนที่จะบอกว่าทำอะไรให้ใคร ทำให้คนค้นหาไม่รู้ว่าหน้านี้ตรงกับเขาหรือไม่

คำถามที่พบบ่อย

ควรทำหน้าแยกตามอุตสาหกรรม หรือแยกตามประเภทบริการดีกว่ากัน+

ให้ดูว่าลูกค้าค้นหาด้วยอะไรก่อน ถ้าลูกค้ารู้ชัดว่าต้องการบริการอะไรและเปรียบเทียบผู้ให้บริการหลายราย ให้แยกตามบริการเป็นหลัก แต่ถ้าลูกค้าเริ่มจากปัญหาของอุตสาหกรรมตัวเองและยังไม่รู้ว่าต้องใช้บริการชื่ออะไร ให้แยกตามอุตสาหกรรม บริษัทที่ขายหลายบริการให้หลายกลุ่มมักต้องมีทั้งสองแกน โดยให้แกนหนึ่งเป็นหน้าหลักและอีกแกนเป็นหน้ารอง

หน้าอุตสาหกรรมควรยาวเท่าไร+

ยาวเท่าที่ตอบคำถามก่อนตัดสินใจของกลุ่มนั้นได้ครบ ไม่มีจำนวนคำที่ถูกต้องตายตัว เกณฑ์ที่ใช้ได้คือคนที่อ่านจบต้องรู้ว่าบริษัทเคยทำงานแบบเขามาก่อน รู้ว่าขอบเขตงานรวมอะไรบ้าง และรู้ว่าต้องเตรียมอะไรก่อนขอราคา ถ้าครบสามข้อนี้แล้วจะสั้นก็ไม่เป็นไร

ถ้ามีหน้าอุตสาหกรรมอยู่แล้วแต่เนื้อหาซ้ำกัน ควรลบทิ้งหรือแก้+

ให้เลือกกลุ่มที่แข็งแรงที่สุดสองถึงสามกลุ่มไว้แล้วเขียนใหม่ให้มีเนื้อในจริง ส่วนหน้าที่เหลือให้รวมเนื้อหาที่ใช้ได้กลับไปไว้ในหน้าบริการหลัก แล้วทำการเปลี่ยนเส้นทางจากหน้าเดิมไปหน้าหลัก การลบทิ้งเฉย ๆ โดยไม่วางเส้นทางจะทำให้ลิงก์เก่าที่เคยส่งให้ลูกค้ากลายเป็นหน้าไม่พบ

บริษัทที่รับงานทั่วประเทศ ควรทำหน้าอุตสาหกรรมแยกรายจังหวัดด้วยไหม+

ไม่ควรทำเป็นตารางคูณระหว่างอุตสาหกรรมกับจังหวัด เพราะจะได้หน้าจำนวนมากที่เนื้อหาเหมือนกัน ให้เลือกแกนเดียวที่ลูกค้าใช้ตัดสินใจมากกว่า สำหรับงาน B2B ที่ต้องเข้าหน้างาน พื้นที่มักสำคัญ แต่ควรจัดการด้วยการระบุพื้นที่ให้บริการไว้ในหน้าอุตสาหกรรม แทนการสร้างหน้าแยกทุกจังหวัด

ใครควรเป็นคนเขียนหน้าอุตสาหกรรม ฝ่ายการตลาดหรือฝ่ายเทคนิค+

ให้ฝ่ายเทคนิคหรือฝ่ายขายเป็นเจ้าของเนื้อหา และให้ฝ่ายการตลาดเป็นคนเรียบเรียง เพราะรายละเอียดที่ทำให้หน้าน่าเชื่อถืออยู่กับคนที่ทำงานหน้างานจริง ถ้าให้ฝ่ายการตลาดเขียนคนเดียว เนื้อหาจะกลายเป็นคำกว้างที่ลูกค้าในวงการอ่านแล้วรู้ทันที

ควรเว้นระยะกี่นานระหว่างการเผยแพร่หน้าอุตสาหกรรมแต่ละหน้า+

ไม่มีข้อกำหนดเรื่องความถี่ แต่ในทางปฏิบัติควรเว้นให้พอเก็บวัตถุดิบของกลุ่มถัดไปได้จริง ซึ่งมักอยู่ที่ราวหนึ่งเดือนต่อหนึ่งหน้าสำหรับทีมเล็ก การปล่อยพร้อมกันหลายหน้าไม่ได้ทำให้ได้ผลเร็วขึ้น แต่ทำให้คุณภาพของหน้าหลัง ๆ ตกลงอย่างชัดเจน

สรุป

หน้าบริการแยกตามอุตสาหกรรมเป็นเครื่องมือที่ได้ผลกับงาน B2B เพราะลูกค้าค้นหาพร้อมบริบทของตัวเอง แต่ได้ผลเฉพาะเมื่อแต่ละหน้ามีเนื้อในที่มาจากงานจริง ให้ใช้เกณฑ์ห้าข้อคัดกลุ่มก่อน เริ่มจากสองถึงสามกลุ่มที่แข็งแรงที่สุด เขียนตามโครงเจ็ดส่วนโดยตัดทุกย่อหน้าที่ใช้กับกลุ่มไหนก็ได้ทิ้ง วางลิงก์ภายในให้ครบ แล้ววัดผลรายหน้าอย่างน้อยหนึ่งไตรมาสก่อนตัดสินใจทำหน้าถัดไป

ทำหน้าอุตสาหกรรมชุดแรกให้เสร็จจริงในไตรมาสนี้

NOAH ช่วยหาคีย์เวิร์ดพร้อมปริมาณการค้นหาของแต่ละกลุ่มลูกค้า เทียบช่องว่างเนื้อหากับคู่แข่ง วาง content map ของทั้งเว็บ และเขียนเนื้อหาภาษาไทยตามแนวทางแบรนด์ของคุณ

เริ่มฟรี 3 บทความ

อ่านต่อ

SEO สายเทคนิค

แคตตาล็อก PDF กับ SEO: ทำอย่างไรให้สเปกสินค้าในไฟล์ถูกค้นเจอ

วิธีจัดการแคตตาล็อกและสเปกสินค้าที่เป็นไฟล์ PDF ให้ลูกค้าค้นเจอ ตั้งแต่การทำหน้าเว็บคู่กับไฟล์ ตั้งชื่อไฟล์ หน้าดาวน์โหลด และการขอข้อมูลติดต่อ

SEO Content

หน้าผลงานและเคสลูกค้า: เขียนอย่างไรให้ทั้งผู้ซื้อ B2B และ Google เชื่อถือ

แนวทางเขียนหน้าผลงานลูกค้าให้ผู้ซื้อ B2B เชื่อถือ ตั้งแต่โครงเคส การขออนุญาต การเล่าโดยไม่เปิดข้อมูลลับ ไปจนถึงการจัดหมวดและลิงก์ไปหน้าบริการ

SEO Strategy

วงจรขายยาวหลายเดือน: วางคอนเทนต์ B2B ตามขั้นการตัดสินใจของผู้ซื้อ

วางคอนเทนต์ B2B ให้ครบทุกขั้นการตัดสินใจ ตั้งแต่ตอนผู้ใช้งานหาข้อมูล จนถึงตอนเสนอผู้บริหาร พร้อมวิธีวัดผลที่ไม่ใช่ยอดขายรายเดือน