หน้าขอใบเสนอราคา: ทำอย่างไรให้ติดอันดับและได้ลีดที่คุยต่อได้จริง
หน้าขอใบเสนอราคาที่ได้ลีดจริงต้องมีมากกว่าฟอร์ม รวมสิ่งที่ต้องเขียนบนหน้า วิธีออกแบบฟิลด์ให้คัดกรองลีด หน้าขอบคุณ และวิธีวัดผลหลังส่งฟอร์ม
ทีม NOAH · เผยแพร่ 10 กันยายน 2569 · อัปเดต 10 กันยายน 2569 · อ่าน 13 นาที

สรุปสั้น
- ✓คนที่ค้นคำว่าขอใบเสนอราคาไม่ได้อยู่ต้นทางของการตัดสินใจแล้ว ส่วนใหญ่รู้ว่าต้องการอะไรและกำลังหาผู้ขายมาเทียบสองถึงสามเจ้า
- ✓หน้าที่มีแต่ฟอร์มกับหัวข้อสั้น ๆ แทบไม่มีอะไรให้ Google จัดอันดับ และไม่ตอบคำถามที่ผู้ซื้อต้องรู้ก่อนกรอกข้อมูลติดต่อ
- ✓เนื้อหาที่ขาดไม่ได้บนหน้าคือขอบเขตงานที่รับ ปัจจัยที่ทำให้ราคาต่างกัน และคำสัญญาว่าจะติดต่อกลับภายในเมื่อไรผ่านช่องทางไหน
- ✓ฟิลด์ในฟอร์มควรถามเฉพาะสิ่งที่ใช้ตัดสินใจว่ารับงานได้หรือไม่ ถามเกินจำเป็นจะได้จำนวนลีดน้อยลงโดยไม่ได้คุณภาพเพิ่มขึ้นตาม
- ✓หน้าขอบคุณหลังส่งฟอร์มควรเป็น URL แยกและบอกขั้นตอนถัดไป เพราะเป็นทั้งจุดวัดผลและจุดที่ลดการยิงฟอร์มซ้ำของลูกค้า
เจ้าของธุรกิจ B2B หลายรายเจอสถานการณ์เดียวกัน คือมีหน้าขอใบเสนอราคาอยู่บนเว็บมาเป็นปี มีคนกรอกเข้ามาบ้างประปราย แต่ครึ่งหนึ่งเป็นงานที่บริษัทไม่ได้รับ อีกครึ่งกรอกมาแค่ชื่อกับเบอร์แล้วโทรกลับไม่ติด สุดท้ายทีมขายก็เลิกให้ความสำคัญกับลีดจากเว็บไปเอง
บทความนี้จะพาดูว่าคนที่ค้นคำว่าขอใบเสนอราคาอยู่ตรงไหนของการตัดสินใจ ต้องเขียนอะไรบนหน้านอกจากฟอร์ม ออกแบบฟิลด์อย่างไรให้คัดกรองได้โดยคนไม่หนี ทำหน้าขอบคุณและวัดผลอย่างไร และควรแยกหน้าตามประเภทงานหรือไม่ ภาพรวมของการทำ SEO สาย B2B ทั้งหมดอ่านได้ที่ SEO สำหรับธุรกิจ B2B
หน้าขอใบเสนอราคาที่ดีต้องมีอะไรบ้าง
หน้าขอใบเสนอราคาควรมีอะไรบ้างถึงจะได้ลีดที่คุยต่อได้
หน้าขอใบเสนอราคาที่ได้ลีดคุณภาพต้องมีสี่ส่วนเสมอ หนึ่งคือขอบเขตงานที่บริษัทรับและไม่รับ เพื่อให้คนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายรู้ตัวก่อนกรอก สองคือปัจจัยที่ทำให้ราคาต่างกัน เช่น ปริมาณ วัสดุ หรือระยะเวลาส่งมอบ สามคือคำสัญญาที่ชัดว่าจะติดต่อกลับภายในเมื่อไรและใครเป็นคนติดต่อ และสี่คือฟอร์มที่ถามเฉพาะข้อมูลที่ใช้ประเมินงานได้จริง ไม่ใช่แบบสอบถามยาวที่ถามทุกอย่างเผื่อไว้ก่อน
ข้อสังเกตสำคัญคือสามในสี่ส่วนนี้เป็นเนื้อหา ไม่ใช่ฟอร์ม หน้าที่มีแต่หัวข้อกับช่องกรอกจึงเสียเปรียบสองต่อ ต่อแรกคือผู้ซื้อไม่มีข้อมูลพอจะตัดสินใจว่าควรกรอกไหม ต่อที่สองคือ Google แทบไม่มีข้อความอะไรให้จับว่าหน้านี้เกี่ยวกับงานประเภทไหน
คนที่ค้นคำนี้อยู่ขั้นไหนของการตัดสินใจ
คำว่าขอใบเสนอราคาเป็นคำปลายทาง คนที่พิมพ์คำนี้มักผ่านขั้นหาข้อมูลมาแล้ว รู้คร่าว ๆ ว่าต้องการอะไร และกำลังทำสิ่งที่ฝ่ายจัดซื้อทำเป็นปกติ คือหาผู้ขายมาเทียบสองถึงสามเจ้าเพื่อเสนอผู้มีอำนาจอนุมัติ ความต้องการของเขาจึงไม่ใช่การอ่านบทความให้ความรู้ แต่คือการรู้ให้เร็วที่สุดว่าคุณรับงานแบบนี้หรือไม่
| รูปแบบคำค้น | ขั้นของการตัดสินใจ | หน้าที่ควรรับคำค้นนี้ |
|---|---|---|
| ชื่อประเภทงาน + ขอใบเสนอราคา | รู้ว่าต้องการอะไรแล้ว กำลังหาผู้ขายมาเทียบ | หน้าขอใบเสนอราคาของงานประเภทนั้นโดยตรง |
| ชื่อประเภทงาน + ราคา | ยังประเมินงบไม่ได้ ต้องการกรอบราคา | หน้าบริการที่อธิบายปัจจัยของราคา แล้วลิงก์ไปหน้าขอใบเสนอราคา |
| ชื่อบริษัท + ขอใบเสนอราคา | รู้จักคุณอยู่แล้ว กำลังหาช่องทางติดต่อ | หน้าขอใบเสนอราคาหน้าเดียวที่หาเจอง่ายจากเมนูหลัก |
| คำถามเชิงเปรียบเทียบ เช่น แบบ ก กับ แบบ ข ต่างกันอย่างไร | ยังไม่ถึงขั้นขอราคา กำลังเลือกแนวทาง | บทความให้ความรู้ ไม่ควรลากมาลงหน้าฟอร์มทันที |
คำกลุ่มนี้มีจำนวนคนค้นต่อเดือนไม่มาก แต่มูลค่าต่อหนึ่งดีลสูง หลักการเลือกคำสำหรับธุรกิจแบบนี้อธิบายไว้ละเอียดที่ Keyword Research และ Content สำหรับ B2B ส่วนความต่างระหว่างคำที่คนแค่อ่านกับคำที่พร้อมซื้อ อ่านได้ที่ Keyword ที่สร้างยอดขาย

เนื้อหาบนหน้าที่ต้องมีนอกจากฟอร์ม
วิธีคิดที่ใช้ได้ดีคือสมมติว่าผู้ซื้อเปิดหน้าคุณพร้อมกับของคู่แข่งอีกสองแท็บ แล้วถามตัวเองว่าเขาต้องรู้อะไรถึงจะเลือกกรอกของคุณก่อน คำตอบมักไม่ใช่คำโฆษณาว่าเราคือผู้นำ แต่เป็นข้อมูลที่ทำให้เขาประเมินได้ว่าคุยกันแล้วน่าจะจบ
| ส่วนของหน้า | เขียนอะไร | ช่วยอะไร |
|---|---|---|
| ขอบเขตงานที่รับ | ระบุประเภทงาน ขนาดงานขั้นต่ำ พื้นที่ให้บริการ และงานที่ไม่รับ | คนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายไม่กรอก ทีมขายเสียเวลาน้อยลง |
| ปัจจัยที่ทำให้ราคาต่างกัน | อธิบายว่าปริมาณ วัสดุ ความซับซ้อน หรือกำหนดส่งมอบ มีผลต่อราคาอย่างไร | ตอบคำถามเรื่องงบโดยไม่ต้องประกาศราคาที่ยังประเมินไม่ได้ |
| สิ่งที่ลูกค้าต้องเตรียม | บอกว่าถ้ามีแบบ ปริมาณ หรือสเปกอยู่แล้ว ส่งมาด้วยจะประเมินได้เร็วขึ้น | ทำให้ใบเสนอราคาแรกใกล้เคียงของจริงมากขึ้น ลดรอบแก้ไข |
| ขั้นตอนหลังส่งฟอร์ม | เขียนเป็นลำดับว่ารับเรื่อง ตรวจข้อมูล ติดต่อกลับ แล้วส่งใบเสนอราคา | ลดความกังวลว่ากรอกไปแล้วจะเงียบ |
| ระยะเวลาตอบกลับ | ระบุกรอบเวลาที่ทีมทำได้จริงในวันที่งานเยอะที่สุด และเวลาทำการ | เป็นข้อมูลที่ผู้ซื้อใช้เทียบกับเจ้าอื่นโดยตรง |
| หลักฐานว่าทำงานแบบนี้จริง | ลิงก์ไปหน้าผลงานหรือเคสที่เกี่ยวข้องกับงานประเภทนั้น | ทำให้คนกล้ากรอกมากขึ้นเพราะเห็นว่าเคยทำงานลักษณะเดียวกัน |
ส่วนสุดท้ายสำคัญกว่าที่หลายคนคิด ผู้ซื้อ B2B มักอยากเห็นว่าคุณเคยทำงานที่มีเงื่อนไขคล้ายของเขามาก่อน วิธีเขียนหน้าผลงานให้เชื่อถือได้โดยไม่แต่งตัวเลข อ่านได้ที่ หน้าผลงานและเคสลูกค้า
หน้าที่มีแต่ฟอร์มคือหน้าที่ Google ไม่มีอะไรให้จัดอันดับ
ถ้าลบฟอร์มออกแล้วเหลือข้อความไม่ถึงสิบบรรทัด แปลว่าหน้านั้นแทบไม่มีเนื้อหาให้ระบบเข้าใจว่าเกี่ยวกับงานประเภทไหน ทางแก้ไม่ใช่การเขียนย่อหน้ายาว ๆ ให้ครบจำนวนคำ แต่คือการเพิ่มข้อมูลที่ผู้ซื้อต้องใช้ตัดสินใจจริงตามตารางด้านบน
ออกแบบฟิลด์ให้คัดกรองลีดโดยไม่ทำให้คนกรอกหนี
ความจริงที่ต้องยอมรับก่อนคือฟอร์มยิ่งยาว จำนวนคนกรอกยิ่งลด คำถามจึงไม่ใช่จะถามเยอะหรือน้อย แต่คือแต่ละฟิลด์ที่เพิ่มเข้ามาช่วยให้ทีมขายตัดสินใจได้จริงหรือเปล่า ถ้าฟิลด์ไหนถามแล้วไม่ได้เปลี่ยนวิธีทำงานของทีมเลย ฟิลด์นั้นควรถูกตัดออก
| ฟิลด์ | ควรมีไหม | เหตุผล |
|---|---|---|
| ชื่อผู้ติดต่อและชื่อบริษัท | ควรมี | ใช้แยกลูกค้าองค์กรออกจากคนทั่วไป และใช้เตรียมเอกสารได้ทันที |
| อีเมลและเบอร์โทร | ควรมีอย่างน้อยหนึ่งอย่างเป็นฟิลด์บังคับ | ถ้าบังคับทั้งสองอย่าง คนที่ยังไม่อยากรับสายจะไม่กรอกเลย ให้เลือกได้ว่าสะดวกช่องทางไหน |
| ประเภทงานที่ต้องการ | ควรมี เป็นตัวเลือกให้กด | คัดกรองได้เร็วที่สุดโดยผู้กรอกแทบไม่เสียเวลา และช่วยส่งเรื่องให้ทีมที่ถูกคน |
| ปริมาณหรือขนาดงานโดยประมาณ | ควรมี แต่ให้เลือกเป็นช่วง | ให้ช่วงเลือกง่ายกว่าให้พิมพ์ตัวเลขที่ผู้ซื้อเองก็ยังไม่แน่ใจ |
| กำหนดที่ต้องการใช้งาน | ควรมี | บอกความเร่งด่วนและช่วยจัดลำดับว่าควรตอบใครก่อน |
| งบประมาณ | ใส่ได้แต่ไม่ควรบังคับ | หลายองค์กรยังไม่ได้ตั้งงบตอนขอราคา การบังคับกรอกทำให้คนออกจากหน้า |
| ช่องอัปโหลดไฟล์แบบหรือสเปก | ควรมีถ้างานของคุณต้องดูแบบก่อนตีราคา | ลดรอบถามกลับไปมา และเป็นสัญญาณว่าลีดจริงจัง |
| รู้จักเราจากช่องทางไหน | ไม่จำเป็น | ข้อมูลนี้ได้จากระบบวัดผลได้แม่นกว่า และเป็นฟิลด์ที่คนข้ามบ่อยที่สุด |
- จัดเรียงฟิลด์ที่ตอบง่ายไว้ก่อน แล้วค่อยตามด้วยฟิลด์ที่ต้องคิด คนที่เริ่มกรอกแล้วมีแนวโน้มกรอกต่อจนจบ
- ทำเครื่องหมายให้ชัดว่าฟิลด์ไหนไม่บังคับ เพื่อให้ผู้กรอกรู้ว่าข้ามได้โดยไม่ต้องลอง
- ใช้ตัวเลือกกดแทนช่องพิมพ์ทุกครั้งที่ทำได้ เพราะผู้กรอกบนมือถือพิมพ์ยากกว่าที่คิด
- เขียนใต้ฟอร์มว่าข้อมูลจะถูกใช้ทำอะไรและใครจะติดต่อกลับ ช่วยลดความลังเลเรื่องข้อมูลส่วนตัว
- อย่าตั้งค่าให้ฟอร์มล้างข้อมูลทั้งหมดเมื่อกรอกผิดหนึ่งช่อง เป็นสาเหตุที่คนเลิกกรอกกลางคันบ่อยที่สุด
- ทดสอบส่งฟอร์มจริงเดือนละครั้ง เพราะฟอร์มเสียเงียบ ๆ แล้วไม่มีใครรู้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง
ถ้าอยากได้ลีดคุณภาพขึ้น ให้เพิ่มเนื้อหาก่อนเพิ่มฟิลด์
การเขียนขอบเขตงานที่รับและไม่รับให้ชัดบนหน้า คัดกรองได้ผลกว่าการเพิ่มช่องกรอกอีกห้าช่อง เพราะคนที่ไม่ตรงกลุ่มจะถอยไปเองตั้งแต่ยังไม่เริ่มกรอก ขณะที่คนที่ตรงกลุ่มไม่ถูกกีดกันเพิ่ม

หน้าขอบคุณและการวัดผล
หลายเว็บตั้งค่าให้ฟอร์มขึ้นข้อความสีเขียวว่าส่งเรียบร้อยแล้วอยู่ที่เดิม ซึ่งดูเรียบร้อยดีแต่เสียโอกาสสองอย่าง อย่างแรกคือไม่มี URL แยกให้ระบบวัดผลนับว่ามีการส่งฟอร์มสำเร็จ อย่างที่สองคือไม่ได้บอกผู้ซื้อว่าต้องทำอะไรต่อ ทำให้บางคนกรอกซ้ำอีกรอบเพราะไม่แน่ใจว่าส่งไปแล้วจริงไหม
ตั้งหน้าขอบคุณและระบบวัดผลให้ใช้งานได้จริง
- 1
สร้างหน้าขอบคุณเป็น URL ของตัวเอง
ให้ฟอร์มพาไปยังหน้าใหม่หลังส่งสำเร็จ เพื่อให้นับจำนวนการส่งฟอร์มได้จาก URL นั้นโดยตรง และตั้งค่าไม่ให้หน้านี้ถูกเก็บเข้าระบบค้นหา
- 2
เขียนขั้นตอนถัดไปให้ชัด
บอกว่าใครจะติดต่อกลับ ภายในกรอบเวลาเท่าไร ผ่านช่องทางไหน และถ้าเรื่องด่วนให้โทรเบอร์ไหนแทนการรอ
- 3
ส่งอีเมลยืนยันอัตโนมัติ
สรุปข้อมูลที่ลูกค้ากรอกมาไว้ในอีเมล เพื่อให้เขามีหลักฐานและใช้ตอบกลับพร้อมข้อมูลเพิ่มเติมได้ทันที
- 4
ตั้งเป้าหมายในเครื่องมือวัดผล
กำหนดให้การเข้าหน้าขอบคุณนับเป็นหนึ่งการสอบถาม แล้วดูย้อนได้ว่ามาจากคำค้นหรือหน้าไหน วิธีตั้งค่าอ่านได้ที่ วัดยอดขายและ Lead ที่มาจาก SEO
- 5
บันทึกผลปลายทางกลับเข้าระบบ
ให้ทีมขายอัปเดตว่าลีดแต่ละรายจบอย่างไร ปิดได้ ไม่ตรงกลุ่ม หรือติดต่อไม่ได้ เพราะจำนวนฟอร์มอย่างเดียวไม่บอกคุณภาพ
เมื่อมีข้อมูลปลายทางแล้ว จะคำนวณต้นทุนต่อลีดหนึ่งรายได้ตามวิธีใน Cost per Lead จาก SEO ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจได้มากกว่าจำนวนคนเข้าเว็บ
แยกหน้าตามประเภทงาน หรือรวมไว้หน้าเดียวดี
คำตอบขึ้นอยู่กับว่างานแต่ละประเภทของคุณต่างกันจริงแค่ไหนในสายตาผู้ซื้อ ไม่ใช่ต่างกันแค่ในผังองค์กร ถ้าคนละประเภทงานมีคนคนละกลุ่มค้นหาด้วยคำคนละคำ และข้อมูลที่ต้องใช้ตีราคาก็คนละชุด การแยกหน้ามีเหตุผล แต่ถ้าต่างกันแค่ชื่อเรียก การแยกหน้าจะได้หน้าที่เนื้อหาคล้ายกันจนแย่งกันเอง
| สถานการณ์ | ควรทำ | เหตุผล |
|---|---|---|
| รับงานประเภทเดียว มีตัวเลือกย่อยไม่มาก | หน้าเดียว มีตัวเลือกในฟอร์ม | รวมสัญญาณไว้ที่หน้าเดียว และดูแลง่ายกว่า |
| รับงานหลายประเภทที่ลูกค้าคนละกลุ่มและคำค้นต่างกันชัดเจน | แยกหน้าตามประเภทงาน | แต่ละหน้าเขียนขอบเขตและปัจจัยราคาเฉพาะทางได้ ตรงกับคำค้นเฉพาะทางมากขึ้น |
| แยกตามอุตสาหกรรมของลูกค้า เช่น โรงงานกับโรงแรม | แยกได้ถ้าเขียนเนื้อหาต่างกันจริง | ถ้าเปลี่ยนแค่ชื่ออุตสาหกรรมแต่เนื้อหาเหมือนกัน จะกลายเป็นหน้าซ้ำที่ไม่มีน้ำหนัก |
| แยกตามจังหวัดหรือพื้นที่ | ทำเฉพาะพื้นที่ที่มีทีมหรือมีงานจริง | หน้าพื้นที่ที่สร้างขึ้นมาโดยไม่มีข้อมูลเฉพาะพื้นที่ ไม่มีอะไรต่างให้จัดอันดับ |
แยกหน้าแล้วต้องมีทางเข้าให้ครบ
ถ้าตัดสินใจแยกหน้าตามประเภทงาน ต้องมีหน้ารวมที่ลิงก์ไปทุกหน้าย่อย และหน้าบริการแต่ละหน้าควรลิงก์ไปหน้าขอราคาของงานประเภทเดียวกัน ไม่ใช่ลิงก์กลับไปหน้ารวมทั้งหมด มิฉะนั้นผู้ใช้ต้องเลือกซ้ำสองรอบ

โครงหน้าที่หยิบไปใช้ได้เลย
- 1หัวเรื่องที่บอกงานที่รับให้ชัดในบรรทัดเดียว เช่น ขอใบเสนอราคางานประเภทนั้นสำหรับลูกค้าองค์กร
- 2ย่อหน้าสั้นสรุปขอบเขตงานที่รับ ขนาดงานขั้นต่ำ และพื้นที่ให้บริการ
- 3รายการปัจจัยที่ทำให้ราคาต่างกัน เขียนเป็นข้อ ๆ ไม่เกินหกข้อ
- 4รายการสิ่งที่ลูกค้าเตรียมมาแล้วช่วยให้ประเมินเร็วขึ้น
- 5ฟอร์มที่ถามเฉพาะสิ่งที่ใช้ตัดสินใจ พร้อมข้อความบอกกรอบเวลาติดต่อกลับอยู่ติดกับปุ่มส่ง
- 6ลำดับขั้นตอนหลังส่งฟอร์ม สามถึงสี่ขั้น
- 7ลิงก์ไปหน้าผลงานที่เกี่ยวข้องกับงานประเภทนี้
- 8ช่องทางติดต่อสำรองสำหรับคนที่ไม่อยากกรอกฟอร์ม พร้อมเวลาทำการ
- 9คำถามที่พบบ่อยสั้น ๆ ที่ตอบข้อกังวลก่อนกรอก เช่น มีค่าใช้จ่ายในการประเมินไหม
โครงนี้ใช้ได้กับทั้งงานผลิต งานรับเหมา และงานบริการ ตัวอย่างการปรับให้เข้ากับธุรกิจที่ฝ่ายจัดซื้อเป็นคนตัดสินใจ อ่านได้ที่ SEO โรงงานและบริษัทรับเหมา ส่วนบริษัทที่ขายปลีกออนไลน์ควบคู่ไปด้วย หน้าที่ทำหน้าที่คล้ายกันในฝั่งผู้ซื้อรายย่อยคือ หน้านโยบายจัดส่งและคืนสินค้า เพราะเป็นหน้าที่คนเปิดอ่านก่อนตัดสินใจเหมือนกัน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ข้อผิดพลาดต่อไปนี้เจอซ้ำ ๆ ในเว็บ B2B ของ SME และเกือบทั้งหมดแก้ได้ด้วยการเขียนเพิ่มไม่กี่ย่อหน้า ไม่ต้องรื้อเว็บใหม่
- ฟอร์มยาวเกินจำเป็น ถามข้อมูลที่ทีมขายไม่เคยหยิบมาใช้ ทำให้คนกรอกน้อยลงโดยไม่ได้คุณภาพเพิ่ม
- ไม่บอกว่าจะติดต่อกลับเมื่อไร ผู้ซื้อจึงกรอกของคู่แข่งที่บอกกรอบเวลาชัดกว่าไปด้วยและคุยกับเจ้าที่ตอบก่อน
- หน้าไม่มีเนื้อหาเลยนอกจากฟอร์ม จน Google ไม่มีข้อความให้เข้าใจว่าหน้านี้รับงานอะไร
- เขียนขอบเขตงานกว้างเกินจริงว่ารับทุกงาน ทำให้ได้ลีดที่ไม่ตรงกลุ่มจำนวนมากและเสียเวลาทีมขาย
- ให้กรอกฟอร์มโดยไม่มีทางเลือกอื่นเลย ทั้งที่ผู้ซื้อบางกลุ่มอยากโทรถามก่อน
- ตั้งฟอร์มให้ส่งเข้าเมลกลางที่ไม่มีใครดูแลเป็นเจ้าของ ลีดตกหล่นโดยไม่มีใครรู้
- ใส่ข้อความว่าตอบกลับทันทีหรือภายในไม่กี่นาที ทั้งที่จริงตอบได้ในวันถัดไป กลายเป็นการสร้างความคาดหวังที่ผิด
- ไม่ทดสอบฟอร์มหลังเปลี่ยนธีมหรือย้ายเว็บ แล้วปล่อยให้ฟอร์มเสียอยู่หลายสัปดาห์
วัดอย่างไรว่าหน้านี้ทำงานได้ผล
- จำนวนการเข้าหน้าขอบคุณต่อจำนวนผู้เข้าชมหน้าฟอร์ม คือสัดส่วนที่บอกว่าหน้าโน้มน้าวได้แค่ไหน
- สัดส่วนลีดที่ทีมขายตอบว่าอยู่ในขอบเขตงานที่รับ คือตัวชี้คุณภาพที่แท้จริง
- เวลาเฉลี่ยจากส่งฟอร์มถึงติดต่อกลับครั้งแรก ควรวัดจริง ไม่ใช่เชื่อความรู้สึกของทีม
- สัดส่วนลีดที่กลายเป็นใบเสนอราคาที่ส่งออกจริง และสัดส่วนที่ปิดได้
- คำค้นที่พาคนมาหน้านี้ ดูจาก Google Search Console ว่าตรงกับงานที่อยากได้หรือไม่
- อัตราการออกจากหน้าโดยไม่เริ่มกรอกเลย ถ้าสูงผิดปกติ มักแปลว่าเนื้อหาบนหน้ายังตอบไม่พอ
คำถามที่พบบ่อย
ควรใส่ราคาโดยประมาณลงบนหน้าเลยไหม+
ถ้าประเมินเป็นช่วงได้โดยไม่ผูกมัด การใส่ช่วงราคาช่วยคัดกรองได้ดีมาก แต่ถ้างานแต่ละชิ้นต่างกันจนบอกช่วงไม่ได้จริง ให้ใส่ปัจจัยที่ทำให้ราคาต่างกันแทน วิธีที่ไม่ควรทำคือเงียบไปเลย เพราะผู้ซื้อจะเดาว่าแพงและไปหาเจ้าที่บอกกรอบไว้
หน้าขอใบเสนอราคากับหน้าติดต่อเรา ควรเป็นหน้าเดียวกันไหม+
ควรแยก เพราะเจตนาต่างกัน หน้าติดต่อเรารองรับทุกเรื่องรวมถึงงานบริการหลังการขายและการสมัครงาน ส่วนหน้าขอใบเสนอราคาต้องพูดถึงงานที่รับและข้อมูลที่ใช้ตีราคาโดยเฉพาะ การรวมกันทำให้ทั้งสองเจตนาถูกตอบได้ไม่ดีทั้งคู่
ควรบังคับให้ใช้อีเมลบริษัทเท่านั้นเพื่อกันลีดที่ไม่จริงจังไหม+
ไม่แนะนำให้บังคับ เพราะธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากใช้อีเมลทั่วไปเป็นอีเมลหลักจริง ๆ การบังคับจะตัดลูกค้ากลุ่มนั้นทิ้งทั้งกลุ่ม ถ้ากังวลเรื่องลีดขยะ ให้ใช้การคัดกรองจากฟิลด์ประเภทงานและปริมาณแทน
ต้องมีระบบให้ดาวน์โหลดใบเสนอราคาอัตโนมัติไหม+
ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นและมักไม่คุ้มกับงานที่ต้องดูแล เพราะงาน B2B ที่ราคาขึ้นกับหลายปัจจัยต้องมีคนตรวจก่อนส่งอยู่ดี ระบบอัตโนมัติเหมาะกับงานที่มีสูตรราคาชัดเจนและไม่มีข้อยกเว้นเท่านั้น
ควรใส่คำว่าฟรีหรือไม่มีค่าใช้จ่ายบนปุ่มส่งฟอร์มไหม+
ถ้าการประเมินราคาไม่มีค่าใช้จ่ายจริง การบอกไว้ช่วยลดความลังเลได้ แต่ถ้ามีบางกรณีที่คิดค่าสำรวจหน้างาน ต้องเขียนเงื่อนไขนั้นไว้ด้วย ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นข้อโต้แย้งตอนคุยกันจริง
หน้าขอใบเสนอราคาที่เพิ่งทำใหม่ ต้องรอนานแค่ไหนถึงจะเห็นผล+
ไม่มีกรอบเวลาที่การันตีได้ ขึ้นกับการแข่งขันของคำค้นและความแข็งแรงของเว็บเดิม สิ่งที่ควบคุมได้คือทำให้หน้าครบถ้วนตั้งแต่วันแรก มีลิงก์เข้ามาจากหน้าบริการที่เกี่ยวข้อง และตรวจคำค้นที่เข้ามาเป็นระยะเพื่อปรับเนื้อหาให้ตรงขึ้น
สรุป
หน้าขอใบเสนอราคาไม่ใช่หน้าฟอร์ม แต่เป็นหน้าที่ต้องตอบให้ได้ว่าคุณรับงานแบบนี้ไหม ราคาขึ้นกับอะไร และจะติดต่อกลับเมื่อไร เขียนสามเรื่องนี้ให้ชัดก่อน แล้วค่อยออกแบบฟอร์มให้ถามเฉพาะสิ่งที่ใช้ตัดสินใจจริง ตั้งหน้าขอบคุณเป็น URL แยกเพื่อวัดผล และบันทึกปลายทางของลีดกลับเข้ามาเสมอ เพราะจำนวนฟอร์มที่เข้ามาไม่มีความหมายถ้าไม่รู้ว่ากี่รายที่คุยต่อได้จริง
ทำให้คนที่พร้อมซื้อหาเจอหน้าของคุณ
NOAH ช่วยหาคีย์เวิร์ดที่ผู้ซื้อองค์กรใช้ค้นจริง วิเคราะห์ช่องว่างเนื้อหาเทียบคู่แข่ง และเขียนบทความภาษาไทยที่ดึงคนเข้ามาหาหน้าขอใบเสนอราคาของคุณ
เริ่มฟรี 3 บทความ