Ahrefs vs Semrush เปรียบเทียบฟีเจอร์ทีละจุดก่อนตัดสินใจเลือกใช้ตัวไหน
เทียบ Ahrefs vs Semrush ทีละฟีเจอร์ ตั้งแต่ backlink, keyword research, site audit ไปจนถึงจุดที่แต่ละตัวเน้นพัฒนา เพื่อช่วยเลือกให้ตรงกับงานของทีม
ทีม NOAH · เผยแพร่ 2 กันยายน 2569 · อัปเดต 2 กันยายน 2569 · อ่าน 13 นาที

สรุปสั้น
- ✓Ahrefs และ Semrush ทำงานหลักคล้ายกัน คือ keyword research, site audit, backlink data และ rank tracking
- ✓Ahrefs เป็นที่รู้จักมากที่สุดในเรื่องฐานข้อมูล backlink ส่วน Semrush มีฟีเจอร์ฝั่งการตลาดออนไลน์กว้างกว่า เช่น โฆษณาและโซเชียล
- ✓ไม่มีตัวไหนดีกว่าแบบตายตัว ต้องดูว่าทีมของคุณใช้ฟีเจอร์กลุ่มไหนมากที่สุด
- ✓ทั้งสองตัวคิดราคาตามแผนใช้งานที่จำกัดโปรเจกต์ credit และผู้ใช้ ไม่ใช่ราคาเดียวตายตัว ต้องเช็กหน้าราคาจริงของแต่ละเจ้า
- ✓ทั้งสองตัวไม่มีฟีเจอร์เขียนบทความหรือส่งขึ้น WordPress ให้ ต้องใช้เครื่องมือฝั่งผลิตเนื้อหาแยกต่างหาก
แทบทุกทีมที่เริ่มมองหาเครื่องมือวิเคราะห์คู่แข่งจะเจอสองชื่อนี้ก่อนเสมอ Ahrefs กับ Semrush คำถามที่ตามมาคือถ้าเลือกได้แค่ตัวเดียว ควรเลือกตัวไหน บทความนี้เทียบให้ทีละจุดจากฟีเจอร์ที่ทั้งสองตัวมีจริง พร้อมตัวอย่างสมมติที่ช่วยให้เห็นภาพว่าแต่ละทีมควรเลือกตามลักษณะงานแบบไหน
Ahrefs vs Semrush ต่างกันตรงไหน
Ahrefs vs Semrush ต่างกันตรงไหน
Ahrefs และ Semrush เป็นเครื่องมือ SEO ที่มีฟีเจอร์หลักคล้ายกัน คือ keyword research, site audit, backlink analytics และ rank tracking ความต่างหลักคือ Ahrefs เป็นที่รู้จักมากที่สุดในเรื่องขนาดและความละเอียดของฐานข้อมูล backlink ส่วน Semrush มีฟีเจอร์ฝั่งการตลาดออนไลน์กว้างกว่า เช่น การวิเคราะห์โฆษณาและโซเชียลมีเดีย ทำให้เหมาะกับทีมที่ทำการตลาดหลายช่องทางไม่ใช่แค่ SEO
ถ้ายังไม่เคยอ่านรีวิวแต่ละตัวแบบเต็ม อ่านก่อนได้ที่ Ahrefs รีวิว และ Semrush รีวิว ส่วนภาพรวมเครื่องมือ SEO ทุกกลุ่มดูได้ที่ เครื่องมือทำ SEO
ก่อนจะเทียบทีละฟีเจอร์ ควรเข้าใจก่อนว่าทั้งสองเครื่องมือถูกออกแบบมาสำหรับทีมที่มีความรู้ด้าน SEO อยู่ในระดับหนึ่งแล้ว ไม่ใช่เครื่องมือที่เปิดมาแล้วจะบอกทุกอย่างที่ต้องทำให้อัตโนมัติ ผู้ใช้ยังต้องตีความข้อมูลและตัดสินใจเองว่าจะทำอะไรต่อจากตัวเลขที่เห็น

จุดที่ Ahrefs และ Semrush ทำเหมือนกัน
- มีเครื่องมือหาคีย์เวิร์ดพร้อมข้อมูลปริมาณการค้นหาโดยประมาณและระดับความยากของการแข่งขัน
- มี Site Audit สำหรับไล่ crawl หาปัญหาเชิงเทคนิคของเว็บ
- มีฟีเจอร์ดูข้อมูล backlink ทั้งของเว็บตัวเองและคู่แข่ง
- มี Rank Tracker สำหรับติดตามอันดับคีย์เวิร์ดตามช่วงเวลา
- มีฟีเจอร์เปรียบเทียบคีย์เวิร์ดกับคู่แข่งเพื่อหาช่องว่างเนื้อหา
จุดที่ Ahrefs เด่น
Ahrefs เป็นที่รู้จักมากที่สุดในวงการ SEO ในเรื่องฐานข้อมูล backlink ที่ครอบคลุมและอัปเดตสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังมี Content Explorer ที่ช่วยค้นหาเนื้อหาที่มีคนพูดถึงเยอะในหัวข้อที่สนใจ เหมาะกับทีมที่เน้นงานวิเคราะห์ backlink และคู่แข่งเป็นหลัก
จุดที่ Semrush เด่น
Semrush ครอบคลุมงานการตลาดออนไลน์กว้างกว่า เพราะมีฟีเจอร์วิเคราะห์โฆษณาและโซเชียลมีเดียรวมอยู่ในแพลตฟอร์มเดียวกับฟีเจอร์ SEO Keyword Magic Tool ยังช่วยขยายคำจากคีย์เวิร์ดตั้งต้นได้จำนวนมากในครั้งเดียว เหมาะกับทีมที่ต้องดูแลหลายช่องทางการตลาดพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ SEO อย่างเดียว
| หัวข้อ | Ahrefs | Semrush |
|---|---|---|
| จุดเด่นหลัก | ฐานข้อมูล backlink ที่ครอบคลุมและเป็นที่รู้จักมาก | ครอบคลุมงานการตลาดออนไลน์กว้างกว่า รวมโฆษณาและโซเชียล |
| เครื่องมือหาคีย์เวิร์ด | Keywords Explorer | Keyword Magic Tool |
| วิเคราะห์เนื้อหา | Content Explorer สำหรับดูเนื้อหาที่มีคนพูดถึงเยอะ | On Page SEO Checker แนะนำจุดปรับปรุงเทียบคู่แข่ง |
| ฟีเจอร์นอกเหนือ SEO | เน้น SEO และ content เป็นหลัก | มีฟีเจอร์ฝั่งโฆษณาและโซเชียลมีเดียเพิ่มเติม |
| โครงสร้างราคา | จำกัดตามโปรเจกต์ credit และผู้ใช้ต่อบัญชี | จำกัดตามโปรเจกต์ คีย์เวิร์ดที่ track และรายงานต่อวัน |

ตัวอย่าง: สองทีมที่เลือกเครื่องมือต่างกันและเหตุผล
สมมติทีมแรกเป็นเอเจนซี่รับทำ SEO ที่งานหลักคือวิเคราะห์ backlink ของลูกค้าและคู่แข่งทุกเดือน เพื่อวางแผนสร้างลิงก์คุณภาพ ทีมนี้เลือก Ahrefs เพราะฐานข้อมูล backlink ละเอียดกว่าและตรงกับงานหลักที่ทำซ้ำทุกวัน ส่วนทีมที่สองเป็นแผนกการตลาดในองค์กรที่ดูแลทั้ง SEO โฆษณา Facebook และ Google Ads พร้อมกัน ทีมนี้เลือก Semrush เพราะสามารถดูข้อมูลทั้งฝั่ง SEO และโฆษณาในแพลตฟอร์มเดียว ลดความยุ่งยากในการสลับเครื่องมือหลายตัว ทั้งสองตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าไม่มีเครื่องมือไหนดีกว่าแบบตายตัว ขึ้นกับลักษณะงานของแต่ละทีมจริง ๆ
วิธีตัดสินใจเลือกก่อนสมัครสมาชิก
ขั้นตอนเลือก Ahrefs หรือ Semrush ให้เหมาะกับทีม
- 1
ลิสต์งานที่ทีมทำซ้ำบ่อยที่สุดในแต่ละสัปดาห์
เช่น วิเคราะห์ backlink คู่แข่ง หาคีย์เวิร์ดใหม่ หรือติดตามโฆษณา เพื่อรู้ว่าฟีเจอร์กลุ่มไหนสำคัญที่สุดสำหรับทีม
- 2
ทดลองใช้ trial ของทั้งสองตัวถ้ามี
เปิดดูหน้าตาการใช้งานจริงก่อนตัดสินใจ เพราะความถนัดในการใช้อินเทอร์เฟซก็มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานระยะยาว
- 3
เช็กแผนราคาที่ตรงกับขนาดทีมจริง
ดูจำนวนผู้ใช้ โปรเจกต์ที่รองรับ และ credit ต่อเดือนของแต่ละแผน อย่าเลือกแผนที่เกินความจำเป็นของทีมเล็ก
- 4
ตัดสินใจโดยไม่ยึดกระแสหรือชื่อเสียงอย่างเดียว
เลือกจากฟีเจอร์ที่ตรงกับงานจริงของทีม ไม่ใช่จากว่าเครื่องมือไหนถูกพูดถึงในโซเชียลมากกว่ากัน
เลือกยังไงให้เหมาะกับทีมของคุณ
ถ้างานหลักของทีมคือวิเคราะห์ backlink และคู่แข่งด้าน SEO โดยเฉพาะ Ahrefs ตอบโจทย์ตรงกว่า ถ้าทีมต้องดูแลการตลาดออนไลน์หลายช่องทางและอยากได้เครื่องมือกลางตัวเดียว Semrush จะครอบคลุมกว่า ไม่ว่าจะเลือกตัวไหน ทั้งสองตัวไม่มีฟีเจอร์เขียนบทความหรือส่งขึ้น WordPress ให้ ยังต้องใช้เครื่องมือฝั่งผลิตเนื้อหาแยกต่างหาก
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยตอนเปรียบเทียบ
อย่าเทียบแค่ตัวเลข Domain Rating หรือ Authority Score
Domain Rating ของ Ahrefs และ Authority Score ของ Semrush เป็นตัวชี้วัดที่แต่ละเจ้าพัฒนาขึ้นเอง ไม่ใช่ตัวชี้วัดของ Google และคำนวณคนละวิธีกัน จึงนำตัวเลขจากสองเครื่องมือมาเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้
- เลือกเครื่องมือตามกระแสโดยไม่เช็กว่าฟีเจอร์ที่ต้องใช้จริงมีครบหรือไม่
- สมัครทั้งสองตัวพร้อมกันทั้งที่ใช้ฟีเจอร์ซ้ำกันเกินครึ่ง
- เชื่อว่าตัวเลข search volume จากทั้งสองเครื่องมือแม่นเท่ากับข้อมูลจริงของ Google เสมอ ทั้งที่เป็นการประมาณจากฐานข้อมูลของแต่ละเจ้า
- สมัครแผนราคาสูงเกินความจำเป็นของทีมตั้งแต่แรก โดยไม่ได้ประเมินว่าทีมใช้ credit หรือฟีเจอร์ครบตามแผนหรือไม่
- ยกเลิกใช้งานกลางคันโดยไม่ export ข้อมูลที่เก็บสะสมไว้ ทำให้เสียประวัติการติดตามอันดับหรือ backlink ที่สะสมมา
เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจสมัครสมาชิก
- รู้แล้วว่างานหลักของทีมต้องใช้ฟีเจอร์กลุ่มไหนมากที่สุด
- ทดลองใช้อินเทอร์เฟซจริงแล้ว ไม่ใช่ตัดสินใจจากรีวิวอย่างเดียว
- เทียบแผนราคาที่ตรงกับขนาดทีมและจำนวนโปรเจกต์จริง ไม่ใช่แผนที่เกินความจำเป็น
- เข้าใจแล้วว่า Domain Rating และ Authority Score เป็นตัวชี้วัดของแต่ละเจ้า ไม่ใช่ตัวชี้วัดของ Google
- วางแผนแล้วว่าจะใช้เครื่องมือฝั่งผลิตเนื้อหาตัวไหนควบคู่กัน เพราะทั้งสองตัวไม่มีฟีเจอร์เขียนบทความให้
- ให้สมาชิกในทีมที่จะใช้งานจริงได้ทดลองใช้ก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่ให้ผู้บริหารเลือกฝ่ายเดียวโดยไม่ถามคนหน้างาน
คำถามที่พบบ่อย
Ahrefs vs Semrush ตัวไหนแม่นกว่าเรื่อง search volume ภาษาไทย+
ทั้งสองตัวประมาณ search volume จากฐานข้อมูลของตัวเอง ซึ่งขนาดตัวอย่างของผู้ใช้ไทยเล็กกว่าตลาดอังกฤษมาก แนะนำให้เทียบกับ Google Keyword Planner เสมอสำหรับคีย์เวิร์ดภาษาไทย
จำเป็นต้องใช้ทั้งสองตัวพร้อมกันไหม+
ไม่จำเป็น เพราะฟีเจอร์หลักซ้ำกันเกินครึ่ง ควรเลือกตัวเดียวที่ตอบโจทย์งานหลักของทีม แล้วเสริมด้วยเครื่องมือกลุ่มอื่นที่ยังขาดแทน
มีทางเลือกที่ถูกกว่าทั้งสองตัวไหม+
มี เช่น Ubersuggest ซึ่งมักถูกมองว่าเข้าถึงง่ายกว่าสำหรับผู้เริ่มต้น อ่านรีวิวที่ Ubersuggest รีวิว หรือดูทางเลือกอื่นเพิ่มเติมที่ Ahrefs alternatives และ Semrush alternatives
Domain Rating กับ Authority Score คืออะไร ต่างกันไหม+
ทั้งสองเป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือของเว็บที่ Ahrefs และ Semrush พัฒนาขึ้นเอง ไม่ใช่ตัวชี้วัดของ Google และคำนวณด้วยวิธีที่ต่างกัน จึงเทียบตัวเลขข้ามเครื่องมือกันตรง ๆ ไม่ได้
ควรเลือกจากอะไรเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ราคา+
ควรเริ่มจากงานที่ทีมต้องทำบ่อยที่สุด เช่น เน้นวิเคราะห์ backlink หรือเน้นดูแลการตลาดหลายช่องทาง แล้วค่อยดูว่าเครื่องมือไหนตอบโจทย์งานนั้นตรงกว่า ก่อนไปเทียบเรื่องราคาเป็นลำดับถัดไป
ทีมขนาดเล็กมากที่งบจำกัดควรเลือกอะไร+
ควรพิจารณาว่าจำเป็นต้องใช้เครื่องมือระดับนี้ตั้งแต่ต้นหรือไม่ ทีมขนาดเล็กมากบางทีมเริ่มจากเครื่องมือฟรีของ Google อย่าง Search Console และ Keyword Planner ก่อน แล้วค่อยขยับมาใช้ Ahrefs หรือ Semrush เมื่อธุรกิจโตขึ้นและมีงบมากพอ
สมัครรายปีคุ้มกว่ารายเดือนจริงไหม+
โดยทั่วไปแผนรายปีมักมีส่วนลดเทียบกับรายเดือน แต่ก็ผูกมัดนานกว่า แนะนำให้ทดลองใช้แบบรายเดือนหรือช่วงทดลองฟรีก่อนอย่างน้อยหนึ่งรอบการทำงานจริง เพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องมือตอบโจทย์ทีมก่อนค่อยเปลี่ยนไปสมัครแผนรายปี
วิธีทดสอบเครื่องมือด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจจริง
ก่อนสมัครสมาชิกแบบรายปีซึ่งมักถูกกว่ารายเดือนแต่ผูกมัดนานกว่า แนะนำให้ทดสอบเครื่องมือด้วยข้อมูลจริงของธุรกิจตัวเองก่อนเสมอ ไม่ใช่แค่ดูตัวอย่างจากวิดีโอสาธิตหรือรีวิวของคนอื่น เพราะแต่ละธุรกิจมีลักษณะข้อมูลและความต้องการที่ต่างกัน
- ลองค้นหาชื่อเว็บของธุรกิจตัวเองในทั้งสองเครื่องมือ แล้วดูว่าข้อมูล backlink และคีย์เวิร์ดที่แสดงตรงกับสิ่งที่รู้อยู่แล้วหรือไม่
- ลองค้นหาคู่แข่งหลักสักสองสามราย เพื่อดูว่าข้อมูลที่ได้ช่วยให้เห็นภาพคู่แข่งชัดเจนขึ้นจริงหรือไม่
- ทดลองใช้ฟีเจอร์ที่คาดว่าจะใช้บ่อยที่สุดก่อน ไม่ใช่ไล่ลองทุกฟีเจอร์แบบผิวเผิน
- สอบถามทีมที่จะใช้งานจริงว่าอินเทอร์เฟซของเครื่องมือไหนใช้งานง่ายกว่าสำหรับพวกเขา เพราะคนที่ใช้งานประจำสำคัญกว่าความเห็นของผู้บริหารที่ไม่ได้ใช้เอง
- จดบันทึกข้อดีข้อเสียที่พบระหว่างทดลองใช้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แทนการจำในหัวซึ่งมักลืมรายละเอียดเมื่อถึงเวลาตัดสินใจจริง
ตัวอย่าง: ทดลอง 7 วันก่อนตัดสินใจสมัครรายปี
สมมติทีมการตลาดของบริษัทหนึ่งตั้งงบไว้สำหรับเครื่องมือ SEO หนึ่งตัว ก่อนตัดสินใจ ทีมใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ทดลองทั้ง Ahrefs และ Semrush ในช่วงทดลองใช้ฟรีหรือแผนราคาต่ำสุด โดยให้สมาชิกในทีมแต่ละคนลองใช้ฟีเจอร์ที่ตัวเองต้องทำงานด้วยประจำ เช่น ฝ่ายวิเคราะห์คู่แข่งลองฟีเจอร์ backlink และ content gap ฝ่ายดูแลโฆษณาลองฟีเจอร์วิเคราะห์โฆษณา หลังจากนั้นทีมรวบรวมความเห็นทั้งหมดมาเทียบกันก่อนตัดสินใจ ผลลัพธ์คือได้ข้อสรุปที่ตรงกับการใช้งานจริงมากกว่าการเลือกจากรีวิวออนไลน์เพียงอย่างเดียว ตัวอย่างนี้เป็นแนวทางสมมติที่ปรับใช้ได้ตามขนาดและงบของแต่ละทีม
สรุป
Ahrefs และ Semrush ทำงานหลักคล้ายกันมาก ความต่างอยู่ที่จุดเน้นและขอบเขตฟีเจอร์เสริม เลือกจากงานที่ทีมของคุณต้องทำบ่อยที่สุด ไม่ใช่จากชื่อเสียงอย่างเดียว และอย่าลืมว่าทั้งสองตัวยังต้องใช้เครื่องมือฝั่งผลิตเนื้อหาแยกต่างหาก การทดลองใช้จริงก่อนสมัครแผนรายปีจะช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นยำกว่าการอ่านรีวิวเพียงอย่างเดียว
หาคีย์เวิร์ดและเขียนบทความในระบบเดียว
ไม่ว่าจะเลือก Ahrefs หรือ Semrush ก็ยังต้องมีเครื่องมือฝั่งเขียนบทความอยู่ดี ลองดูเครื่องมือ Keyword Research ของ NOAH ที่เชื่อมต่อกับการเขียนบทความได้เลย
ดูเครื่องมือ Keyword Research