Article Schema คืออะไร ใส่ BlogPosting และ Person Schema ให้ถูกต้องยังไง
อธิบาย Article Schema, BlogPosting Schema และ Person Schema พร้อมตัวอย่าง property ที่จำเป็นและวิธีตรวจสอบก่อนเผยแพร่
ทีม NOAH · เผยแพร่ 2 กันยายน 2569 · อัปเดต 2 กันยายน 2569 · อ่าน 11 นาที

สรุปสั้น
- ✓Article และ BlogPosting เป็น type ย่อยของ CreativeWork ใน schema.org ใช้ต่างกันตามลักษณะเนื้อหา ไม่ใช่เลือกได้ตามใจ
- ✓Property ที่ Google ถือว่าจำเป็นสำหรับ Article คือ headline, image และ datePublished — ขาดตัวใดตัวหนึ่งเสี่ยงถูกมองข้าม
- ✓author ควรเป็น Person หรือ Organization ที่มีชื่อจริง ไม่ใช่ค่าว่างหรือชื่อสมมติ
- ✓Person Schema ใช้ระบุตัวตนของผู้เขียนได้ละเอียดกว่า Organization แต่ต้องมีข้อมูลรองรับจริง เช่น URL โปรไฟล์
- ✓schema ที่ถูกต้องช่วยให้ Google แสดงข้อมูลบทความในหน้าค้นหาได้ชัดเจนขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าจะได้ rich results เสมอไป
ทีมคอนเทนต์บางทีมใส่ schema ประเภท Article ไว้ในทุกหน้า แต่พอไปตรวจกับ Rich Results Test กลับเจอ error เพราะลืมใส่ image หรือใส่ author เป็นข้อความเปล่า ๆ ปัญหานี้เกิดซ้ำบ่อยเพราะคนไม่รู้ว่า property ไหน “จำเป็นจริง” กับไหน “มีก็ดีแต่ไม่ใส่ก็ได้”
บทความนี้ไล่ตั้งแต่ความต่างของ Article กับ BlogPosting ไปจนถึงการใส่ผู้เขียนแบบ Person ให้ถูกต้อง วิธีตรวจสอบก่อนเผยแพร่ และข้อผิดพลาดที่ทีมคอนเทนต์มักเจอ เพื่อให้ schema ของบทความในเว็บคุณผ่านการตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่แค่มีโค้ดอยู่ในหน้า
Article Schema คืออะไร
Article Schema คืออะไร
Article Schema คือ structured data ประเภทหนึ่งใน schema.org ที่ใช้บอก search engine ว่าหน้านี้เป็นบทความ พร้อมข้อมูลประกอบ เช่น หัวข้อ (headline) รูปภาพ (image) วันที่เผยแพร่ (datePublished) และผู้เขียน (author) Article เป็น type แม่ที่มี type ย่อยเฉพาะทางอีก 2 ตัวคือ NewsArticle สำหรับข่าว และ BlogPosting สำหรับบทความบล็อกทั่วไป การเลือก type ให้ตรงช่วยให้ Google เข้าใจบริบทของเนื้อหาได้แม่นยำขึ้น
ทำไมต้องใส่ Article Schema
โดยพื้นฐานแล้ว Google อ่านเนื้อหาบนหน้าเว็บได้อยู่แล้วแม้ไม่มี schema แต่ structured data ช่วยลดความกำกวมของข้อมูล เช่น เมื่อมี datePublished ระบุชัดเจนในรูปแบบมาตรฐาน Google ไม่ต้องเดาว่าวันที่ที่แสดงบนหน้าเว็บคือวันที่เผยแพร่จริงหรือแค่วันที่กล่าวถึงในเนื้อหา เช่นเดียวกับ author ที่ช่วยยืนยันว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหานั้น ซึ่งมีผลต่อการประเมินความน่าเชื่อถือของหน้าเว็บโดยรวม แม้ schema เพียงอย่างเดียวจะไม่ได้การันตีอันดับหรือ rich results แต่เป็นการลดความเสี่ยงที่ Google จะตีความข้อมูลผิดพลาด

Article กับ BlogPosting เลือกใช้อย่างไร
ความต่างหลักอยู่ที่ลักษณะเนื้อหา ไม่ใช่แพลตฟอร์มที่ใช้เขียน BlogPosting เหมาะกับบทความในบล็อกที่เขียนแบบมีมุมมองส่วนตัวหรือให้ความรู้ทั่วไป ส่วน Article ใช้ได้กว้างกว่ารวมถึงบทความข่าวสั้นที่ไม่เข้าเกณฑ์ NewsArticle เต็มรูปแบบ ถ้าไม่แน่ใจว่าจะเลือกอันไหน การใช้ Article เป็นค่าเริ่มต้นก็ปลอดภัยสำหรับบทความ SEO ทั่วไป
ตัวอย่างเช่น บทความสอนทำ SEO ทีละขั้นตอนบนบล็อกของธุรกิจ ควรใช้ BlogPosting เพราะเป็นเนื้อหาให้ความรู้ที่เผยแพร่ในนามบล็อก ส่วนประกาศข่าวสั้น ๆ เกี่ยวกับการอัปเดตอัลกอริทึมของ Google ที่เขียนในเชิงรายงานข้อเท็จจริง อาจเข้าเกณฑ์ Article ทั่วไปได้เช่นกัน แต่ถ้าเว็บของคุณไม่ได้เป็นสำนักข่าวและไม่ได้เผยแพร่เนื้อหาข่าวเป็นประจำ ไม่ควรใช้ NewsArticle เพราะเสี่ยงถูกมองว่าใส่ type ผิดประเภท
| Property | ความหมาย | จำเป็นสำหรับ Google หรือไม่ |
|---|---|---|
| headline | หัวข้อของบทความ ควรสั้นกว่า title เต็มของหน้าเล็กน้อย | จำเป็น |
| image | URL รูปภาพประกอบบทความ | จำเป็น |
| datePublished | วันที่เผยแพร่ครั้งแรกในรูปแบบ ISO 8601 | จำเป็น |
| dateModified | วันที่แก้ไขล่าสุด | แนะนำให้ใส่ |
| author | ผู้เขียน ระบุเป็น Person หรือ Organization | แนะนำให้ใส่ |
| publisher | ผู้เผยแพร่ ต้องมี name และ logo | แนะนำให้ใส่ |
| mainEntityOfPage | URL ของหน้านั้นเอง บอกว่านี่คือหน้าหลักของเนื้อหานี้ | แนะนำให้ใส่ |
แม้ property กลุ่ม “แนะนำให้ใส่” จะไม่ได้บังคับเหมือนสามตัวแรก แต่การละเลยไปเรื่อย ๆ ทำให้ schema ของหน้านั้นให้ข้อมูลไม่ครบ เช่น ถ้าไม่มี publisher Google จะไม่รู้ว่าองค์กรไหนเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหา ซึ่งมีผลต่อการแสดงผลบางรูปแบบในหน้าค้นหา แนะนำให้ใส่ครบทุกตัวที่มีข้อมูลจริงรองรับ
ใส่ผู้เขียนแบบ Person Schema ให้ถูกต้อง
หลายเว็บใส่ author เป็นแค่ข้อความชื่อทีมหรือชื่อแบรนด์ ซึ่งใช้ type Organization ก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าต้องการระบุตัวตนผู้เขียนจริง เช่น มีคอลัมนิสต์เฉพาะทางที่มีความน่าเชื่อถือ ควรใช้ type Person แทน ซึ่งรองรับ property เช่น name, url (ลิงก์ไปหน้าโปรไฟล์ผู้เขียน) และ jobTitle
ตัวอย่างการใส่ author แบบ Person
"author": {"@type": "Person", "name": "ชื่อผู้เขียนจริง", "url": "https://example.com/author/ชื่อผู้เขียน"} — ต้องมีหน้าโปรไฟล์ผู้เขียนรองรับจริงตาม url ที่ใส่ไว้ ไม่ใช่ลิงก์ที่เปิดแล้วเจอ 404
ถ้าเว็บของคุณไม่มีระบบโปรไฟล์ผู้เขียนแยกตัว การใส่ author เป็น Organization เช่นชื่อแบรนด์หรือทีม (แบบที่ NOAH ใช้ในบทความของตัวเอง) เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและตรงกับความจริงมากกว่าการสร้าง Person ปลอมขึ้นมา
ขั้นตอนตรวจสอบก่อนเผยแพร่ว่า Article Schema ถูกต้อง
วิธีตรวจสอบ Article Schema ก่อนเผยแพร่
- 1
เปิดโค้ด JSON-LD ของหน้าและอ่านทีละ property
ดูให้ครบว่ามี headline, image และ datePublished อยู่จริง เพราะเป็นสามตัวที่ Google ถือว่าจำเป็น
- 2
เช็กว่า headline ตรงกับ H1 จริงของหน้า
headline ไม่ควรยาวหรือสั้นผิดปกติจนดูเหมือนคนละหัวข้อกับที่แสดงบนหน้าเว็บ
- 3
ตรวจ URL ของ author ว่าเปิดได้จริง
ถ้าใส่ author เป็น Person พร้อม url โปรไฟล์ ให้เปิดลิงก์นั้นดูว่านำไปสู่หน้าโปรไฟล์จริง ไม่ใช่หน้า 404
- 4
ทดสอบด้วย Rich Results Test ของ Google
วาง URL หรือโค้ดลงในเครื่องมือตรวจ structured data ของ Google เพื่อดูว่ามี error หรือ warning หรือไม่
- 5
ตรวจซ้ำหลังแก้ไขบทความเก่า
ทุกครั้งที่มีการแก้ไขเนื้อหาสำคัญ ควรอัปเดต dateModified และตรวจ schema ซ้ำอีกครั้งก่อนเผยแพร่
เชื่อมโยงกับ schema ตัวอื่นในหน้าเดียวกัน
หน้าบทความมักมี schema มากกว่าหนึ่งชนิดพร้อมกัน เช่น Article คู่กับ BreadcrumbList เพื่อบอกตำแหน่งของหน้านั้นในโครงสร้างเว็บ อ่านรายละเอียดที่ FAQ Schema กับ Breadcrumb Schema และถ้าบทความมี FAQ ท้ายบทความ ก็ควรมี FAQPage schema เพิ่มด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้ Article อยู่ตัวเดียว
สำหรับพื้นฐานของ schema และ JSON-LD ก่อนเริ่มใส่ Article ให้ทบทวนได้ที่ Schema Markup คืออะไร ส่วนถ้าอยากให้ระบบสร้างให้อัตโนมัติแทนการเขียนเอง อ่านที่ Schema Generator การให้ระบบสร้าง schema อัตโนมัติช่วยลดโอกาสพิมพ์ผิดหรือลืมใส่ property จำเป็น แต่ยังควรตรวจสอบผลลัพธ์ด้วยตาก่อนเผยแพร่จริงเสมอ

ตัวอย่างสถานการณ์ใช้งานจริง (ตัวอย่างสมมติ)
ลองนึกภาพเว็บบล็อกของธุรกิจขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เผยแพร่บทความรีวิวสินค้าเป็นประจำ ทีมคอนเทนต์ใส่ Article Schema ไว้ทุกบทความ แต่ลืมใส่ dateModified เมื่อกลับไปแก้ไขบทความรีวิวเก่าให้ตรงกับสเปกสินค้ารุ่นใหม่ พอทดสอบด้วย Rich Results Test ไม่เจอ error เพราะ dateModified ไม่ใช่ property บังคับ แต่ Google เห็นว่าบทความนี้ไม่เคยถูกอัปเดตทั้งที่เนื้อหาจริงเปลี่ยนไปแล้ว ทีมจึงเพิ่มขั้นตอนในเช็กลิสต์เผยแพร่ว่าทุกครั้งที่แก้ไขเนื้อหาสำคัญต้องอัปเดต dateModified ควบคู่ไปด้วยเสมอ ตัวอย่างนี้สะท้อนว่า property ที่ไม่บังคับก็ยังมีผลต่อความแม่นยำของข้อมูลที่ Google เห็น
อย่าใส่ author เป็น Person ปลอมเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ
บางทีมเลือกใส่ author เป็น Person พร้อมชื่อและตำแหน่งที่ไม่มีอยู่จริง เพื่อหวังให้บทความดูน่าเชื่อถือขึ้น วิธีนี้เสี่ยงมากกว่าที่คิด เพราะถ้ามีใครตรวจสอบแล้วพบว่า url โปรไฟล์เปิดไม่ได้จริงหรือไม่มีตัวตนอยู่จริง จะกระทบความน่าเชื่อถือของทั้งเว็บ ไม่ใช่แค่บทความเดียว การใส่ Organization ตามความจริงปลอดภัยกว่าเสมอ
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยกับ Article Schema
- ใส่ headline ยาวเกินไปจนไม่ตรงกับ H1 จริงของหน้า ทำให้ดูไม่สอดคล้องกัน
- ลืมอัปเดต dateModified เมื่อแก้ไขบทความเก่า ทำให้ Google เห็นว่าเนื้อหาไม่เคยถูกอัปเดต
- ใส่ image เป็น URL ที่ขนาดเล็กเกินไปหรือเป็นโลโก้แทนภาพประกอบบทความจริง
- ใส่ publisher โดยไม่มี logo หรือใส่ logo ที่ขนาดไม่ตรงตามที่ Google แนะนำ
- ใส่ author เป็น Person ทั้งที่ไม่มีหน้าโปรไฟล์จริงรองรับ ทำให้ url ที่ใส่ไว้เปิดแล้วเจอหน้า 404
- ใส่ schema ประเภท NewsArticle ทั้งที่เว็บไม่ได้เผยแพร่เนื้อหาข่าวเป็นประจำ
เช็กลิสต์ก่อนเผยแพร่บทความที่มี Article Schema
- headline, image และ datePublished ครบทั้งสามตัว และตรงกับเนื้อหาจริงบนหน้า
- author ระบุตามความจริงว่าเป็น Person หรือ Organization ไม่ใช่ชื่อสมมติ
- ถ้าใช้ Person ต้องมี url โปรไฟล์ที่เปิดได้จริง
- publisher มี name และ logo ครบตามที่ Google แนะนำ
- ทดสอบผ่าน Rich Results Test แล้วไม่มี error
- ถ้าบทความมี FAQ ท้ายบทความ มี FAQPage schema เพิ่มด้วย ไม่ปล่อยให้ Article อยู่ตัวเดียว
คำถามที่พบบ่อย
Article Schema จำเป็นสำหรับทุกบทความไหม+
ไม่บังคับตายตัว แต่แนะนำให้ใส่ทุกบทความเพราะช่วยให้ Google เข้าใจโครงสร้างหน้าเว็บชัดเจนขึ้น และเปิดโอกาสให้แสดงข้อมูล เช่น วันที่เผยแพร่ บนหน้าค้นหาได้
ใช้ NewsArticle แทน Article ได้ไหมถ้าเว็บไม่ใช่สำนักข่าว+
ไม่แนะนำ NewsArticle มีเกณฑ์เฉพาะสำหรับเนื้อหาข่าวจริง การใส่ผิด type อาจทำให้ Google ไม่นำ schema นั้นไปใช้ หรือมองว่าข้อมูลไม่ตรงกับเนื้อหา
author ต้องเป็นคนจริงเสมอไปไหม+
ไม่จำเป็น ใส่เป็น Organization ได้ถ้าเว็บเผยแพร่ในนามทีมหรือแบรนด์ สิ่งสำคัญคือชื่อที่ใส่ต้องตรงกับสิ่งที่แสดงบนหน้าเว็บจริง
ใส่ dateModified ทุกครั้งที่แก้บทความเล็กน้อยไหม+
ควรอัปเดตเมื่อมีการแก้ไขเนื้อหาที่มีนัยสำคัญ เช่น เพิ่มหัวข้อใหม่หรือแก้ข้อมูลที่ล้าสมัย การแก้ตัวสะกดเล็กน้อยไม่จำเป็นต้องอัปเดตทุกครั้ง
Person Schema ต่างจาก Organization Schema อย่างไร+
Person ใช้ระบุตัวตนบุคคล เช่น ชื่อ ตำแหน่งงาน ลิงก์โปรไฟล์ ส่วน Organization ใช้ระบุองค์กรหรือแบรนด์ เลือกตามความเป็นจริงว่าใครคือผู้เผยแพร่เนื้อหานั้น
ใส่ Article Schema แล้วจะได้ rich results ในหน้าค้นหาเลยไหม+
ไม่แน่นอน schema ที่ถูกต้องเป็นเงื่อนไขจำเป็นแต่ไม่ใช่เงื่อนไขเพียงพอ Google เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะแสดงผลแบบใดในหน้าค้นหา ไม่มีเครื่องมือใดรับประกันได้ว่าจะได้ rich results เสมอไป
ถ้าเว็บใช้ WordPress ต้องเขียน Article Schema เองทุกครั้งไหม+
ไม่จำเป็นถ้าใช้ปลั๊กอิน SEO ที่สร้าง schema ให้อัตโนมัติ แต่ควรเปิดตรวจ property ที่ระบบสร้างให้อย่างน้อยครั้งแรกว่าครบและตรงกับเนื้อหาจริง ไม่ใช่ปล่อยไว้โดยไม่เคยตรวจสอบเลย
mainEntityOfPage ต้องใส่ URL แบบไหน+
ควรใส่ URL เต็มของหน้าบทความนั้นเอง ไม่ใช่ URL ของหน้าแรกหรือหน้าอื่น เพื่อยืนยันว่าหน้านี้คือแหล่งหลักของเนื้อหาที่ระบุใน schema ไม่ใช่หน้าที่แค่กล่าวถึงหัวข้อเดียวกัน
สรุป
Article Schema ไม่ใช่แค่โค้ดสำเร็จรูปที่วางแล้วจบ ต้องใส่ property ที่จำเป็นให้ครบและตรงกับเนื้อหาจริง โดยเฉพาะ headline, image และ datePublished ส่วนการเลือก author เป็น Person หรือ Organization ให้เลือกตามความจริงของเว็บคุณ ไม่ใช่ตามที่คิดว่าดูดีกว่า และควรทดสอบด้วย Rich Results Test ทุกครั้งก่อนเผยแพร่ เพื่อให้แน่ใจว่า schema ที่ใส่ไปไม่มี error สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการตรวจซ้ำเป็นระยะ โดยเฉพาะหลังแก้ไขบทความเก่า เพราะ schema ที่ถูกต้องตอนเผยแพร่ครั้งแรกอาจล้าสมัยไปแล้วเมื่อเนื้อหาเปลี่ยน กลับไปดูภาพรวม schema ทั้งหมดได้ที่ หน้ารวม Technical SEO
ให้ AI เขียนบทความพร้อม schema ที่ถูกต้องในขั้นตอนเดียว
NOAH เขียนบทความ SEO ภาษาไทยพร้อมสร้าง Article Schema ให้ตรงกับเนื้อหาจริงโดยอัตโนมัติ
ดู AI SEO Writer