Schema Markup คืออะไร ทำไม Google ถึงอยากให้ใส่ไว้ในทุกหน้า
อธิบาย Schema Markup, Structured Data และ JSON-LD ตั้งแต่พื้นฐาน วิธีใส่ในเว็บ วิธีตรวจสอบ และสิ่งที่ schema ทำได้จริงกับสิ่งที่ทำไม่ได้
ทีม NOAH · เผยแพร่ 2 กันยายน 2569 · อัปเดต 3 กันยายน 2569 · อ่าน 15 นาที

สรุปสั้น
- ✓Schema Markup คือโค้ดที่บอก Google ตรง ๆ ว่าข้อมูลในหน้าเว็บแต่ละส่วนคืออะไร ไม่ใช่ให้ Google เดาเอง
- ✓JSON-LD เป็นรูปแบบที่ Google แนะนำมากที่สุด เพราะแยกจาก HTML ที่แสดงผล แก้ไขง่ายและไม่กระทบดีไซน์
- ✓Schema มาจากคำศัพท์มาตรฐานที่ schema.org กำหนดไว้ ห้ามใช้ property ที่ไม่มีอยู่จริงในมาตรฐาน
- ✓Schema ทำให้หน้าเว็บมีสิทธิ์ขึ้น rich results แต่ไม่ได้การันตีว่าจะขึ้นเสมอไป การตัดสินใจสุดท้ายเป็นของ Google
- ✓ห้ามใส่ schema ที่ไม่ตรงกับเนื้อหาจริงในหน้า โดยเฉพาะ Review หรือ AggregateRating ที่ไม่มีรีวิวจริงรองรับ
เปิดหน้าเว็บคู่แข่งด้วย View Page Source แล้วเจอบล็อกโค้ดยาว ๆ ที่ขึ้นต้นด้วย “@context”: “https://schema.org” หลายคนงงว่าโค้ดนี้ทำหน้าที่อะไร เพราะมันไม่แสดงผลบนหน้าเว็บเลยสักบรรทัด คำตอบคือมันไม่ได้เขียนให้คนอ่าน แต่เขียนให้ Google อ่าน
Schema Markup เป็นหนึ่งในเรื่องที่คนทำ SEO เข้าใจผิดบ่อยที่สุด บางคนคิดว่าใส่แล้วอันดับจะดีขึ้นทันที บางคนไม่กล้าใส่เพราะกลัวทำผิด บทความนี้จะอธิบายให้ชัดว่า schema คืออะไร ทำงานอย่างไร ใส่อย่างไรให้ถูกต้อง และมันทำอะไรได้จริง ไม่ใช่ทำอะไรได้ตามที่คนลือกัน
Schema Markup คืออะไรกันแน่
Schema Markup คืออะไร
Schema Markup คือโค้ดโครงสร้างข้อมูล (structured data) ที่เขียนตามคำศัพท์มาตรฐานของ schema.org เพื่อบอก search engine อย่างชัดเจนว่าข้อมูลแต่ละส่วนในหน้าเว็บคืออะไร เช่น นี่คือชื่อบทความ นี่คือวันที่เผยแพร่ นี่คือคำถามและคำตอบ แทนที่ search engine ต้องเดาความหมายจาก HTML ธรรมดา schema จึงช่วยลดความกำกวมและเปิดโอกาสให้หน้านั้นแสดงผลแบบ rich results บนหน้าค้นหา
ลองนึกภาพว่าถ้าคุณส่งข้อความให้เพื่อนอ่านว่า “เปิด 9 ปิด 5” เพื่อนอาจต้องเดาว่าหมายถึงเวลาทำการของร้าน แต่ถ้าคุณเขียนให้ชัดว่า “เวลาเปิดทำการ: 09:00 ปิดทำการ: 17:00” ความหมายจะชัดเจนทันทีโดยไม่ต้องตีความ schema markup ทำหน้าที่แบบเดียวกันนี้กับ Google เพียงแต่เขียนในรูปแบบโค้ดที่เครื่องอ่านได้แทนที่จะเป็นประโยคภาษาคน

Structured Data, Schema.org และ JSON-LD สัมพันธ์กันอย่างไร
หลายคนใช้สามคำนี้สลับกันจนสับสน ความจริงคือมันเป็นคนละชั้นกัน: Structured Data คือแนวคิดกว้าง ๆ ของการจัดข้อมูลให้เครื่องอ่านเข้าใจ, schema.org คือคำศัพท์มาตรฐาน (vocabulary) ที่ Google, Bing และ Yahoo ร่วมกันกำหนดไว้ว่ามี type อะไรบ้าง เช่น Article, Product, FAQPage และแต่ละ type มี property อะไรได้บ้าง ส่วน JSON-LD คือรูปแบบ (syntax) หนึ่งในการเขียนโค้ดนั้นลงในหน้าเว็บ
| รูปแบบ | ลักษณะ | ข้อดี/ข้อเสีย |
|---|---|---|
| JSON-LD | เขียนเป็นบล็อก <script type="application/ld+json"> แยกจาก HTML ที่แสดงผล | Google แนะนำ แก้ไขง่าย ไม่กระทบดีไซน์หน้าเว็บ |
| Microdata | แทรก attribute เช่น itemscope, itemprop ลงใน tag HTML โดยตรง | ต้องแก้ปนกับโครงสร้างหน้าเว็บ เสี่ยงพังเวลาปรับดีไซน์ |
| RDFa | คล้าย Microdata แต่ใช้ attribute ชุดอื่น มักพบในเว็บยุคเก่า | ใช้น้อยลงมากในปัจจุบัน |
ตัวอย่าง JSON-LD ของบทความแบบสั้น ๆ ที่ใช้ property จริงจาก schema.org:
ตัวอย่าง JSON-LD สำหรับบทความ
{"@context":"https://schema.org","@type":"Article","headline":"ชื่อบทความ","datePublished":"2026-09-02","author":{"@type":"Organization","name":"ทีม NOAH"}} — สังเกตว่าทุก property เช่น headline, datePublished, author เป็นชื่อจริงที่ schema.org กำหนดไว้ ไม่ใช่ชื่อที่ตั้งเอง
ทำไม Google ถึงสนับสนุนให้ใส่ schema
Google อ่าน HTML และภาษาธรรมชาติได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยังมีความกำกวมอยู่เสมอ เช่น ตัวเลข “2026” บนหน้าเว็บอาจเป็นปี ราคา หรือรหัสสินค้าก็ได้ schema ช่วยตัดความกำกวมนั้นออกไปตรง ๆ ทำให้ Google มั่นใจในความหมายของข้อมูล และนำไปแสดงผลในรูปแบบพิเศษบนหน้าค้นหาได้ เช่น ดาวรีวิว รูปภาพสูตรอาหาร หรือกล่องคำถามคำตอบ
อีกเหตุผลที่สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ คือ AI search และแชตบอตต่าง ๆ ก็อ่านหน้าเว็บเพื่อสรุปคำตอบเช่นกัน ข้อมูลที่มีโครงสร้างชัดเจนถูกดึงไปใช้ง่ายกว่าข้อความปนกันในย่อหน้า อ่านมุมมองนี้ต่อได้ที่ Schema สำหรับ AI Search มีผลอย่างไรจริง ๆ
มองว่า schema คือการแปลข้อมูลให้เครื่องเข้าใจ
วิธีคิดง่าย ๆ คือมองว่า schema เป็นการแปลข้อมูลบนหน้าเว็บให้อยู่ในรูปแบบที่เครื่องจักรเข้าใจได้ 100% แทนที่จะให้เครื่องจักรพยายามตีความจากข้อความที่เขียนไว้สำหรับคนอ่าน ยิ่งข้อมูลชัดเจนเท่าไร โอกาสที่ Google จะนำไปใช้อย่างถูกต้องก็ยิ่งสูงขึ้น

Schema ที่บทความ/เว็บทั่วไปมักใช้มีอะไรบ้าง
- Article / BlogPosting — สำหรับบทความและบล็อก อ่านรายละเอียดที่ Article Schema คืออะไร ใส่อย่างไรให้ถูก
- Organization — สำหรับข้อมูลองค์กร/แบรนด์ อ่านที่ Organization Schema และ SoftwareApplication Schema
- FAQPage และ BreadcrumbList — สำหรับหน้าคำถามคำตอบและเส้นทางนำทาง อ่านที่ FAQ Schema กับ Breadcrumb Schema ต่างกันอย่างไร
- Product และ LocalBusiness — สำหรับหน้าสินค้าและธุรกิจที่มีหน้าร้าน อ่านที่ Product Schema และ LocalBusiness Schema
- HowTo — สำหรับบทความสอนทำตามขั้นตอน
จะใส่ schema เข้าไปในเว็บได้อย่างไร
ถ้าใช้ WordPress ปลั๊กอิน SEO ส่วนใหญ่สร้าง schema พื้นฐานให้อัตโนมัติอยู่แล้ว เช่น Article และ BreadcrumbList แต่มักไม่ครอบคลุม schema เฉพาะทางอย่าง Product หรือ FAQPage ต้องเพิ่มเองหรือใช้เครื่องมือช่วยสร้าง อ่านวิธีสร้างและตรวจสอบได้ที่ Schema Generator เครื่องมือสร้าง Schema แบบไม่ต้องเขียนโค้ดเอง ส่วนเว็บที่เขียนโค้ดเอง เช่นด้วย Next.js สามารถแทรก JSON-LD ผ่าน tag script ในหน้านั้น ๆ ได้โดยตรง
ตรวจก่อนเผยแพร่เสมอ
หลังใส่ schema ให้ตรวจด้วย Rich Results Test ของ Google ทุกครั้งก่อน publish เพราะ error เล็ก ๆ เช่นลืม property ที่จำเป็น (required) อาจทำให้ Google ไม่นำ schema นั้นไปใช้เลย อ่านวิธีตรวจที่ Rich Results คืออะไร และวิธีใช้ Rich Results Test
ขั้นตอนตรวจสอบ Schema ให้ครบก่อนเผยแพร่
ตรวจสอบ Schema Markup ทีละขั้นก่อนขึ้นเว็บจริง
- 1
เลือก type ที่ตรงกับเนื้อหาจริงของหน้านั้น
อย่าเลือก type ตามผลลัพธ์ที่อยากได้บนหน้าค้นหา ให้เลือกตามสิ่งที่หน้าเว็บนั้นเป็นจริง ๆ
- 2
กรอกเฉพาะ property ที่มีข้อมูลจริงรองรับ
ไม่กรอกข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริงในหน้าเว็บ แม้เครื่องมือจะมีช่องให้กรอกก็ตาม
- 3
วางโค้ด JSON-LD ในหน้าเว็บที่เผยแพร่จริง
ใส่เป็น script tag ในตำแหน่ง head หรือ body แล้วเผยแพร่หน้านั้นให้เข้าถึงได้จริงบนอินเทอร์เน็ต
- 4
ทดสอบด้วย Rich Results Test
วาง URL จริงของหน้านั้นในเครื่องมือทดสอบของ Google ตรวจว่าไม่มี error และ type ที่ตรวจพบตรงกับที่ตั้งใจ
- 5
ติดตามผลผ่าน Search Console
ตรวจรายงาน Enhancements ใน Search Console เป็นระยะเพื่อดูว่า Google เก็บ schema จากหน้านั้นไปใช้ในระยะยาวหรือไม่

ตัวอย่างสมมติ: เว็บบทความสูตรอาหารเริ่มใส่ schema
สมมติเว็บสอนทำอาหารแห่งหนึ่งเขียนสูตรอาหารไว้เป็นบทความธรรมดา แต่ไม่เคยใส่ schema เลย ทีมจึงเริ่มใส่ Article schema สำหรับข้อมูลพื้นฐานของบทความ และ HowTo schema สำหรับขั้นตอนการทำอาหารที่มีอยู่แล้วในบทความ หลังทดสอบด้วย Rich Results Test พบว่า HowTo schema ขาด property ที่จำเป็นอย่างเวลาที่ใช้ทำ ทีมจึงกลับไปเพิ่มข้อมูลนี้ในโค้ดให้ตรงกับที่ระบุไว้ในเนื้อหาบทความ แล้วทดสอบซ้ำจนไม่มี error ก่อนเผยแพร่จริง
ตัวอย่างนี้เป็นการจำลองขั้นตอนการทำงาน ไม่ได้อ้างอิงเว็บไซต์จริงเจาะจงเว็บใดเว็บหนึ่ง และไม่ได้การันตีว่าการใส่ schema จะทำให้ได้ rich results เสมอไป
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยเวลาทำ schema
- ใส่ Review หรือ AggregateRating ทั้งที่หน้านั้นไม่มีรีวิวจริงจากลูกค้า ถือเป็นการทำ schema ที่ก่อให้ประโยชน์ตัวเองเกินจริง และขัดกับแนวทางของ Google โดยตรง
- ใส่ schema ที่ข้อมูลไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้เห็นจริงในหน้าเว็บ เช่น schema บอกว่าเป็นบทความแต่หน้าเว็บเป็นหน้าขายของ
- คัดลอก schema จากเว็บอื่นมาทั้งชุดโดยไม่แก้ค่าให้ตรงกับหน้าตัวเอง
- คิดว่าใส่ schema แล้วอันดับจะขึ้นทันที ทั้งที่ schema ไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับโดยตรง
- ไม่อัปเดต schema เมื่อเนื้อหาบนหน้าเว็บเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ทำให้ข้อมูลในโค้ดกับเนื้อหาจริงไม่ตรงกัน
เช็กลิสต์สรุปก่อนเผยแพร่ Schema Markup
- เลือก type ตรงกับเนื้อหาจริงของหน้าเว็บแล้ว
- กรอกเฉพาะ property ที่มีข้อมูลจริงรองรับ ไม่กรอกเพื่อให้ครบฟอร์ม
- ทดสอบด้วย Rich Results Test กับ URL จริงแล้ว ไม่มี error
- ไม่มี schema ซ้ำซ้อนกันในหน้าเดียวกันจากหลายแหล่ง
สำหรับเจ้าของธุรกิจ: Schema คืออะไร และ Schema ช่วย SEO ไหมจริง ๆ
เจ้าของธุรกิจ SME ที่ไม่ได้เขียนโค้ดเองมักถามสั้น ๆ ว่า Schema คืออะไร แล้วต้องเสียเวลาใส่ไหม พูดให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ schema เป็นเหมือนป้ายกำกับข้อมูลที่ติดไว้หลังบ้านของเว็บไซต์ ไม่มีใครเห็นตอนเปิดหน้าเว็บ แต่ Google อ่านแล้วเข้าใจได้ทันทีว่าส่วนไหนคือชื่อสินค้า ส่วนไหนคือราคา ส่วนไหนคือที่อยู่ร้าน ไม่ต้องเดาเอาเองจากข้อความปนกัน
Schema ช่วย SEO ไหม คำตอบตรง ๆ สำหรับคนที่ไม่มีเวลาอ่านศัพท์เทคนิค
Schema ไม่ได้ทำให้อันดับขึ้นตรง ๆ แต่ช่วยเพิ่มโอกาสที่หน้าเว็บจะแสดงผลแบบพิเศษในหน้าค้นหา เช่นร้านอาหารที่ใส่ LocalBusiness schema อาจมีชื่อร้าน เวลาเปิดปิด และเบอร์โทรขึ้นชัดเจนกว่าคู่แข่งที่ไม่ได้ใส่ ซึ่งช่วยให้คนที่เห็นผลค้นหาตัดสินใจคลิกเข้าร้านง่ายขึ้น สำหรับ SME ที่มีเวลาจำกัด ควรเริ่มจาก schema พื้นฐานที่ตรงกับธุรกิจตัวเองก่อน เช่น LocalBusiness สำหรับร้านที่มีหน้าร้าน หรือ Product สำหรับร้านค้าออนไลน์ ไม่ต้องรีบใส่ทุกชนิดพร้อมกันในเดือนเดียว
ให้ระบบช่วยสร้างแทนการเขียนโค้ดเอง
เจ้าของธุรกิจที่ไม่มีทีมเทคนิคไม่จำเป็นต้องเขียน JSON-LD เอง ใช้ปลั๊กอิน WordPress หรือเครื่องมือช่วยสร้างแทนได้ สิ่งที่ต้องทำเองคือตรวจว่าข้อมูลที่กรอกตรงกับความจริงของธุรกิจ หากยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มทำเรื่องเทคนิคแบบนี้ตอนไหนในแผนงาน SEO ของธุรกิจ อ่านเพิ่มได้ที่ เริ่มทำ SEO สำหรับ SME
คำถามที่พบบ่อย
Schema คืออะไร แบบเข้าใจง่ายสำหรับคนไม่ถนัดเทคนิค+
Schema คือโค้ดที่ติดไว้หลังบ้านของหน้าเว็บ ไม่แสดงให้คนอ่านเห็น แต่บอก Google ตรง ๆ ว่าข้อมูลแต่ละส่วนคืออะไร เช่นชื่อสินค้า ราคา หรือที่อยู่ร้าน เจ้าของธุรกิจไม่ต้องเขียนเอง ใช้เครื่องมือช่วยสร้างได้
Schema ช่วย SEO ไหม คุ้มที่จะเสียเวลาใส่หรือเปล่า+
Schema ไม่ได้ทำให้อันดับขึ้นโดยตรง แต่เพิ่มโอกาสให้หน้านั้นแสดงผลแบบพิเศษบนหน้าค้นหา เช่นดาวรีวิวหรือเวลาเปิดปิดร้าน ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการคลิกได้ สำหรับ SME ถือว่าคุ้มค่าเพราะตั้งค่าครั้งเดียวแล้วไม่ต้องดูแลบ่อย
ใส่ schema แล้วอันดับ Google จะดีขึ้นไหม+
Google ระบุชัดว่า structured data ไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับโดยตรง สิ่งที่ schema ทำได้คือเพิ่มโอกาสให้หน้านั้นมีสิทธิ์ขึ้น rich results ซึ่งอาจทำให้อัตราการคลิกดีขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้ตำแหน่งอันดับสูงขึ้นโดยตรง
ใส่ schema แล้วรับประกันว่าจะขึ้น rich results ไหม+
ไม่รับประกัน การใส่ schema ที่ถูกต้องทำให้หน้านั้น 'มีสิทธิ์' ถูกพิจารณาสำหรับ rich results เท่านั้น Google ยังใช้เกณฑ์คุณภาพหน้าเว็บโดยรวมประกอบการตัดสินใจว่าจะแสดงผลแบบพิเศษหรือไม่
JSON-LD ต้องใส่ตรงไหนของหน้าเว็บ+
ใส่เป็น tag <script type="application/ld+json"> ได้ทั้งใน head หรือ body ของหน้า Google อ่านได้ทั้งสองตำแหน่ง สิ่งสำคัญกว่าตำแหน่งคือค่าภายในต้องตรงกับเนื้อหาจริงของหน้านั้น
ใส่ schema หลายชนิดในหน้าเดียวได้ไหม+
ได้ หน้าบทความหนึ่งหน้าสามารถมีทั้ง Article, BreadcrumbList และ FAQPage พร้อมกันได้ถ้าหน้านั้นมีเนื้อหาที่รองรับจริงทุกส่วน มักเขียนรวมเป็น @graph เดียวเพื่อให้จัดการง่าย
ต้องเขียนโค้ด schema เองทุกหน้าหรือใช้เครื่องมือได้+
ใช้เครื่องมือช่วยสร้างได้ ทั้งปลั๊กอิน WordPress และเครื่องมือสร้างเฉพาะทาง สิ่งที่ต้องทำเองคือตรวจสอบว่าค่าที่เครื่องมือใส่มาตรงกับเนื้อหาจริงของหน้านั้นก่อนเผยแพร่เสมอ
สรุป
Schema Markup คือภาษาที่ใช้คุยกับ search engine โดยตรง ไม่ใช่มนตร์เพิ่มอันดับ ประโยชน์จริงคือทำให้ Google เข้าใจหน้าเว็บถูกต้องและมีสิทธิ์แสดงผลแบบพิเศษมากขึ้น เริ่มจาก type พื้นฐานอย่าง Article และ Organization ก่อน แล้วค่อยขยายไปยัง type เฉพาะทางตามลักษณะเว็บของคุณ ดูภาพรวมงาน technical SEO อื่น ๆ ได้ที่ หน้ารวม Technical SEO
อยากดูเครื่องมือ SEO ที่ครบทั้งชุด
ดูภาพรวมเครื่องมือ SEO ทุกกลุ่มที่ทีมไทยใช้กันจริง ตั้งแต่คีย์เวิร์ดไปจนถึงงาน technical
ดูเครื่องมือ SEO