Keyword Research

หนึ่งหน้าเว็บควรทำกี่ Keyword และทั้งเว็บควรมีกี่คำถึงจะพอ

ตอบคำถามควรทำกี่ Keyword ต่อเว็บไซต์และต่อหน้า พร้อมวิธีจัดกลุ่ม Keyword ให้แต่ละหน้าไม่แย่งอันดับกันเอง เหมาะกับธุรกิจ SME ที่เริ่มทำ SEO เอง

ทีม NOAH · เผยแพร่ 3 กันยายน 2569 · อัปเดต 3 กันยายน 2569 · อ่าน 11 นาที

ชายกำลังตั้งใจวิเคราะห์ข้อมูลตลาดหุ้นบนแล็ปท็อป

สรุปสั้น

  • หนึ่งหน้าเว็บไม่ควรตั้งใจแข่งอันดับกับหลาย Keyword หลักพร้อมกัน เพราะทำให้เนื้อหาไม่โฟกัสและ Google ตัดสินใจยากว่าหน้านี้ตอบคำค้นไหน
  • จำนวน Keyword ทั้งเว็บไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นกับจำนวนสินค้า บริการ และหัวข้อที่ธุรกิจมีจริง ไม่ใช่ตัวเลขที่ตั้งเป้าไว้ล่วงหน้า
  • การทำหลาย Keyword ที่ความหมายใกล้กันในหน้าเดียว ต่างจากการทำหลายหน้าแยกกันสำหรับแต่ละ Keyword ที่ผู้ค้นหาต้องการคำตอบต่างกัน
  • Keyword คล้ายกันที่ผู้ค้นหาต้องการคำตอบเดียวกัน ควรรวมไว้ในหน้าเดียว ส่วน Keyword ที่ความตั้งใจต่างกันควรแยกหน้า
  • การวางแผนจำนวน Keyword ต่อหน้าที่ดี ช่วยลดปัญหาหน้าเว็บแย่งอันดับกันเองในภายหลัง

เจ้าของธุรกิจที่เริ่มทำ SEO เองมักถามคำถามคล้ายกันสองข้อ ข้อแรกคือหนึ่งหน้าเว็บควรทำกี่ Keyword ข้อสองคือทั้งเว็บควรมีกี่คำถึงจะพอ ทั้งสองคำถามเกี่ยวโยงกันและตอบด้วยหลักการเดียวกัน

บทความนี้อธิบายวิธีคิดเรื่องจำนวน Keyword ต่อหน้าและต่อเว็บไซต์ พร้อมวิธีจัดกลุ่มคำที่ความหมายใกล้กันให้อยู่ในหน้าเดียว และแยกคำที่ความตั้งใจต่างกันออกจากกัน เพื่อให้เว็บไซต์ไม่แข่งอันดับกันเอง

ควรทำกี่ Keyword ต่อเว็บไซต์

ควรทำกี่ Keyword ต่อเว็บไซต์

ไม่มีตัวเลขตายตัวว่าทั้งเว็บไซต์ควรมีกี่ Keyword เพราะขึ้นกับจำนวนสินค้า บริการ และหัวข้อที่ธุรกิจมีจริง ธุรกิจที่มีสินค้าหลายสิบรายการย่อมมี Keyword มากกว่าธุรกิจที่ให้บริการอย่างเดียวเพียงไม่กี่แบบ สิ่งที่สำคัญกว่าจำนวนคือแต่ละหน้าต้องตอบ Keyword ของตัวเองอย่างชัดเจน ไม่ทับซ้อนกับหน้าอื่นในเว็บเดียวกัน

การตั้งเป้าจำนวน Keyword ไว้ล่วงหน้าโดยไม่ดูโครงสร้างธุรกิจจริง มักทำให้ธุรกิจพยายามยัดคำที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในเว็บไซต์ วิธีที่ตรงกว่าคือเริ่มจากสินค้าและบริการที่มีอยู่จริงก่อน แล้วค่อยขยายเป็น Keyword ที่เกี่ยวข้องแต่ละกลุ่ม

เว็บไซต์ที่เพิ่งเริ่มทำ SEO มักมี Keyword น้อยกว่าเว็บไซต์ที่ทำมาหลายปี และนั่นเป็นเรื่องปกติ จำนวน Keyword ควรเติบโตไปพร้อมกับจำนวนหน้าเว็บที่เพิ่มขึ้นตามเนื้อหาที่ทยอยเขียน ไม่ใช่พยายามทำให้ครบตั้งแต่วันแรก

คนกำลังวิเคราะห์กราฟข้อมูลบนแล็ปท็อปเพื่อติดตามข้อมูล

หนึ่งหน้าเว็บไซต์ควรทำกี่ Keyword

หนึ่งหน้าควรมี Keyword หลักเพียงคำเดียวหรือกลุ่มคำที่ความหมายใกล้เคียงกันมาก ๆ เพราะ Google พยายามจับคู่หน้าเว็บกับคำค้นหาที่หน้านั้นตอบได้ดีที่สุด ถ้าหน้าเดียวพยายามแข่งอันดับกับหลาย Keyword ที่ความหมายต่างกัน เนื้อหาจะกระจายจนไม่โฟกัสพอที่จะติดอันดับดีในคำไหนเลย

  • Keyword หลัก 1 คำต่อหน้า เป็นคำที่หน้านั้นตั้งใจตอบเป็นหลัก
  • Keyword รอง 2-4 คำที่ความหมายใกล้เคียงกับ Keyword หลัก ใช้แทรกในเนื้อหาตามธรรมชาติ
  • หลีกเลี่ยงการยัด Keyword ที่ความตั้งใจต่างกันไว้ในหน้าเดียว เช่น หน้าขายสินค้าที่พยายามตอบทั้งคำถามความรู้ทั่วไปและคำค้นหาราคาไปพร้อมกันมากเกินไป

เช็กง่าย ๆ ว่าหน้าเว็บโฟกัสพอหรือยัง

อ่านหัวข้อและย่อหน้าแรกของหน้านั้น ถ้าตอบคำถามได้ชัดเจนว่าหน้านี้พูดเรื่องอะไรเรื่องเดียว แปลว่าหน้านั้นโฟกัสพอแล้ว ถ้าต้องอธิบายหลายเรื่องกว่าจะสรุปได้ว่าหน้านี้เกี่ยวกับอะไร มักเป็นสัญญาณว่าพยายามทำ Keyword มากเกินไปในหน้าเดียว

หลักการนี้ใช้ได้ทั้งกับหน้าสินค้า หน้าบริการ และหน้าบทความ แม้แต่ละประเภทหน้าเว็บจะมีจุดประสงค์ต่างกัน แต่ทุกหน้าควรมีจุดโฟกัสของตัวเองที่ชัดเจนเสมอ

Keyword คล้ายกัน ควรรวมหรือแยกหน้า

จุดที่เจ้าของธุรกิจสับสนบ่อยที่สุดคือ Keyword ที่หน้าตาคล้ายกันแต่ไม่รู้ว่าควรรวมไว้หน้าเดียวหรือแยกหน้า หลักการง่าย ๆ คือดูว่าผู้ค้นหาต้องการคำตอบเดียวกันหรือคำตอบต่างกัน

คู่ Keywordความตั้งใจของผู้ค้นหาควรรวมหรือแยกหน้า
ซ่อมแอร์บ้าน / ซ่อมเครื่องปรับอากาศต้องการบริการซ่อมแบบเดียวกันรวมในหน้าเดียว เพราะเป็นคำพ้องความหมาย
ซ่อมแอร์บ้าน / ล้างแอร์บ้านต้องการบริการคนละแบบแยกหน้า เพราะขั้นตอนและราคาต่างกัน
เครื่องกรองน้ำ ราคา / เครื่องกรองน้ำ รีวิวต้องการข้อมูลคนละแบบก่อนตัดสินใจอาจรวมในหน้าเดียวถ้าเนื้อหาตอบทั้งราคาและรีวิวได้ครบ
คลินิกทำฟันใกล้ฉัน / คลินิกทำฟันเชียงใหม่ต้องการสถานที่คนละพื้นที่กันแยกหน้าตามพื้นที่ให้บริการจริง
ตัวอย่างการตัดสินใจรวมหรือแยกหน้า

วิธีจัดกลุ่ม Keyword ก่อนวางเป็นหน้าเว็บ

ขั้นตอนจัดกลุ่ม Keyword ให้พอดีกับจำนวนหน้า

  1. 1

    รวบรวม Keyword ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

    ลิสต์คำที่ลูกค้าน่าจะใช้ค้นหา ทั้งชื่อสินค้า บริการ และคำถามที่เกี่ยวข้อง

  2. 2

    จัดกลุ่มตามความตั้งใจของผู้ค้นหา

    แยกว่าคำไหนต้องการคำตอบเดียวกัน คำไหนต้องการคำตอบต่างกัน แม้หน้าตาคำจะคล้ายกัน

  3. 3

    กำหนด Keyword หลักหนึ่งคำต่อหนึ่งกลุ่ม

    แต่ละกลุ่มควรมี Keyword หลักเพียงคำเดียวที่ชัดเจนที่สุดในกลุ่มนั้น

  4. 4

    สร้างหน้าเว็บตามจำนวนกลุ่มที่ได้

    จำนวนหน้าเว็บควรเท่ากับจำนวนกลุ่ม Keyword ไม่ใช่เท่ากับจำนวน Keyword ทั้งหมดที่ลิสต์ไว้

  5. 5

    ตรวจสอบว่าไม่มีสองหน้าตอบ Keyword หลักเดียวกัน

    ถ้าเจอสองหน้าที่ตั้งใจตอบคำเดียวกัน ให้รวมเป็นหน้าเดียวหรือปรับ Keyword หลักของหน้าใดหน้าหนึ่งใหม่

ชายกำลังตรวจสอบกราฟการเงินบนแล็ปท็อปในห้องครัวโมเดิร์น

ทำไมยัด Keyword หลายคำในหน้าเดียวถึงเป็นปัญหา

เมื่อหน้าเว็บพยายามตอบ Keyword หลายคำที่ความตั้งใจต่างกัน เนื้อหาต้องกระจายไปหลายทิศทาง ผู้อ่านที่ต้องการคำตอบเฉพาะเรื่องอาจอ่านไม่เจอสิ่งที่ต้องการเพราะถูกฝังอยู่กับเนื้อหาเรื่องอื่น Google เองก็ตัดสินใจยากว่าควรจับคู่หน้านี้กับคำค้นไหนเป็นหลัก ผลคือหน้านั้นอาจไม่ติดอันดับดีในคำไหนเลยสักคำ

หน้าที่แข่งกับหลาย Keyword พร้อมกันมักแพ้หน้าที่โฟกัสคำเดียว

หน้าเว็บที่พยายามครอบคลุมทุกคำที่เกี่ยวข้องในหน้าเดียว มักแพ้หน้าคู่แข่งที่โฟกัสเฉพาะคำนั้นคำเดียวและตอบได้ลึกกว่า การแยกเนื้อหาตามความตั้งใจของผู้ค้นหาจึงสำคัญกว่าการพยายามครอบคลุมให้ครบในหน้าเดียว

ปัญหาหน้าเว็บแย่งอันดับกันเอง

อีกด้านหนึ่งของปัญหาคือการแยกหน้าเยอะเกินไปสำหรับ Keyword ที่ความตั้งใจเดียวกันจริง ๆ เช่น ทำหน้าแยกสำหรับ “ซ่อมแอร์บ้าน” และ “ซ่อมเครื่องปรับอากาศ” ทั้งที่เป็นคำพ้องความหมายและผู้ค้นหาต้องการคำตอบเดียวกัน สถานการณ์แบบนี้ทำให้สองหน้าแย่งอันดับกันเองใน การทำแผนที่ Keyword กับหน้าเว็บ และเสียโอกาสที่หน้าเดียวจะรวมความน่าเชื่อถือได้เต็มที่

หากพบว่าเว็บไซต์มีปัญหานี้อยู่แล้ว ควรอ่านเพิ่มเติมเรื่อง Keyword Cannibalization เพื่อเข้าใจวิธีตรวจสอบและแก้ไขหน้าที่แย่งอันดับกันเองอย่างเป็นระบบ

สัญญาณง่าย ๆ ที่บอกว่าอาจมีปัญหานี้อยู่คือสองหน้าที่คล้ายกันสลับกันขึ้นอันดับในผลการค้นหาช่วงเวลาต่างกัน หรือทั้งสองหน้าติดอันดับต่ำกว่าที่ควรจะเป็นทั้งคู่ แม้เนื้อหาแต่ละหน้าจะเขียนได้ดีก็ตาม

ตัวอย่าง: ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าวางจำนวน Keyword ต่อหน้า

สมมติร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าขายทั้งพัดลม เครื่องฟอกอากาศ และเครื่องกรองน้ำ แต่ละหมวดสินค้าควรมีหน้าหลักของตัวเอง และภายในแต่ละหมวดอาจแยกย่อยตามรุ่นหรือคุณสมบัติที่ต่างกันจริง เช่น หน้าเครื่องฟอกอากาศสำหรับห้องเล็กแยกจากหน้าสำหรับห้องใหญ่ เพราะผู้ค้นหาสองกลุ่มนี้ต้องการคำตอบต่างกัน

ในทางกลับกัน ไม่จำเป็นต้องแยกหน้าสำหรับ “เครื่องฟอกอากาศ ราคา” และ “เครื่องฟอกอากาศ ราคาถูก” เพราะทั้งสองคำต้องการคำตอบเดียวกันคือช่วงราคาของสินค้า สามารถรวมไว้ในหน้าเดียวและใช้ทั้งสองคำเป็น Keyword รองในหน้านั้นได้

  • หมวดพัดลม: แยกตามประเภท เช่น พัดลมตั้งพื้น พัดลมเพดาน เพราะลูกค้าต้องการคำตอบต่างกัน
  • หมวดเครื่องฟอกอากาศ: แยกตามขนาดห้องที่รองรับ เพราะเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ
  • หมวดเครื่องกรองน้ำ: แยกตามระบบกรอง เช่น RO หรือ UF เพราะคุณสมบัติต่างกันชัดเจน

คำถามที่พบบ่อย

หนึ่งหน้าเว็บทำ Keyword ได้กี่คำสูงสุด+

ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่ควรมี Keyword หลักเพียงคำเดียวที่หน้านั้นตั้งใจตอบ ส่วน Keyword รองที่ความหมายใกล้เคียงกันสามารถแทรกในเนื้อหาได้อีกสองถึงสี่คำโดยไม่ทำให้เนื้อหากระจายจนไม่โฟกัส

เว็บไซต์เล็ก ๆ ที่มีสินค้าไม่กี่อย่าง ควรมีกี่หน้า+

ควรมีจำนวนหน้าเท่ากับจำนวนกลุ่มความตั้งใจของผู้ค้นหาที่แยกจากกันจริง ไม่ใช่จำนวนสินค้าทั้งหมด สินค้าที่คล้ายกันมากอาจรวมอยู่ในหน้าเดียวได้ถ้าลูกค้าต้องการคำตอบแบบเดียวกัน

ควรเพิ่ม Keyword ใหม่เข้าไปในหน้าเดิมหรือสร้างหน้าใหม่+

ถ้า Keyword ใหม่มีความตั้งใจเดียวกับหน้าที่มีอยู่แล้ว ให้เพิ่มเข้าไปในหน้าเดิมเป็น Keyword รอง แต่ถ้าความตั้งใจต่างกันชัดเจน ควรสร้างหน้าใหม่แยกต่างหาก

ทำไมสองหน้าที่ทำ Keyword คล้ายกันถึงติดอันดับแย่ลงทั้งคู่+

เพราะ Google อาจสับสนว่าควรจัดอันดับหน้าไหนให้กับคำค้นนั้น ทำให้ทั้งสองหน้าแบ่งความน่าเชื่อถือกันแทนที่จะรวมกันในหน้าเดียว ปัญหานี้เรียกว่า Keyword Cannibalization

จำเป็นต้องมี Keyword ครบทุกคำที่ลูกค้าอาจค้นหาไหม+

ไม่จำเป็นต้องครบทุกคำในคราวเดียว ควรเริ่มจากคำที่ตรงกับสินค้าและบริการหลักก่อน แล้วค่อยขยายเพิ่มตามหัวข้อที่ลูกค้าถามจริงในภายหลัง

สรุป

ไม่มีตัวเลขตายตัวว่าทั้งเว็บไซต์หรือหนึ่งหน้าเว็บควรทำกี่ Keyword สิ่งที่สำคัญกว่าคือแต่ละหน้าควรมี Keyword หลักเพียงคำเดียวที่ชัดเจน และ Keyword ที่ความตั้งใจเดียวกันควรรวมอยู่ในหน้าเดียว ส่วนที่ความตั้งใจต่างกันควรแยกหน้า การจัดกลุ่มแบบนี้ช่วยให้เว็บไซต์ไม่แข่งอันดับกันเอง และแต่ละหน้ามีโอกาสติดอันดับดีขึ้น

หัวข้อนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Keyword Research สำหรับ SME ถ้าต้องการจัดกลุ่ม Keyword ให้เป็นระบบมากขึ้น อ่านต่อที่ Keyword Clustering คืออะไร

จัดกลุ่ม Keyword และวางแผนหน้าเว็บให้ครบระบบ

NOAH ช่วยจัดกลุ่ม Keyword ตามความตั้งใจของผู้ค้นหา พร้อมแนะนำว่าควรรวมหรือแยกเป็นหน้าเว็บ เพื่อลดปัญหาหน้าแย่งอันดับกันเอง

เริ่มฟรี 3 บทความ

อ่านต่อ

Keyword Research

คีย์เวิร์ดแบรนด์กับคีย์เวิร์ดทั่วไป: SME ควรลงแรงกับคำไหนก่อน

แยกคีย์เวิร์ดแบรนด์กับคีย์เวิร์ดทั่วไปให้ชัด เทียบความยาก ความเร็วที่เห็นผล และการปิดการขาย พร้อมวิธีดูตัวเลขสองกลุ่มแยกกันใน Search Console

Keyword Research

หาคีย์เวิร์ดจากคำพูดลูกค้า: ขุดคำค้นจากแชท สายโทร และหน้าร้านจริง

วิธีเก็บคำที่ลูกค้าใช้จริงจากแชท สายโทร ทีมขาย และรีวิว แล้วแปลงเป็นรายการคีย์เวิร์ดที่ตรวจปริมาณค้นหาแล้ว พร้อมจับคู่กับหน้าเว็บที่ควรทำ

Keyword Research

คีย์เวิร์ดตามฤดูกาลและเทศกาล: วางแผนล่วงหน้ากี่เดือนถึงจะทัน

คำค้นหาตามฤดูกาลขึ้นลงเป็นรอบทุกปี บทความนี้อธิบายว่าควรเผยแพร่ล่วงหน้าเท่าไร ดูรอบของคำจาก Google Trends อย่างไร และควรใช้หน้าเดิมซ้ำหรือสร้างหน้าใหม่