Keyword Research

คีย์เวิร์ดแบรนด์กับคีย์เวิร์ดทั่วไป: SME ควรลงแรงกับคำไหนก่อน

แยกคีย์เวิร์ดแบรนด์กับคีย์เวิร์ดทั่วไปให้ชัด เทียบความยาก ความเร็วที่เห็นผล และการปิดการขาย พร้อมวิธีดูตัวเลขสองกลุ่มแยกกันใน Search Console

ทีม NOAH · เผยแพร่ 10 กันยายน 2569 · อัปเดต 10 กันยายน 2569 · อ่าน 13 นาที

แล็ปท็อปบนโต๊ะทำงานระหว่างวิเคราะห์คีย์เวิร์ด

สรุปสั้น

  • คีย์เวิร์ดแบรนด์คือคำที่มีชื่อร้านหรือชื่อสินค้าเฉพาะของคุณอยู่ในคำค้น ส่วนคีย์เวิร์ดทั่วไปคือคำที่บอกสิ่งที่คนต้องการโดยไม่ระบุว่าจะซื้อจากใคร
  • คนที่ค้นชื่อแบรนด์คุณคือคนที่รู้จักคุณอยู่แล้ว จึงปิดการขายง่ายกว่า แต่จำนวนคนถูกจำกัดด้วยการรับรู้ที่มีอยู่ เพิ่มขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีคนรู้จักแบรนด์มากขึ้น
  • การติดอันดับหนึ่งในชื่อแบรนด์ตัวเองไม่ใช่จุดจบของงาน เพราะสิ่งที่ต้องคุมคือทั้งหน้าแรกของผลค้นหาชื่อแบรนด์ ทั้งรีวิว ข่าว และหน้าโปรไฟล์อื่น ๆ
  • การทำเนื้อหาให้คำที่มีชื่อคู่แข่งทำได้ในเชิงเปรียบเทียบที่เป็นธรรม แต่มีเส้นแบ่งเรื่องเครื่องหมายการค้าและการทำให้เข้าใจผิดที่ต้องระวัง
  • ถ้าไม่แยกตัวเลขคำแบรนด์ออกจากคำทั่วไปใน Search Console กราฟที่โตขึ้นอาจมาจากคนที่รู้จักคุณอยู่แล้ว ไม่ใช่ลูกค้าใหม่จากการค้นหา

เจ้าของธุรกิจหลายคนเปิด Search Console แล้วเห็นกราฟคลิกค่อย ๆ ขึ้น รู้สึกว่า SEO เริ่มได้ผล แต่พอไล่ดูรายคำกลับพบว่าเกือบทั้งหมดคือคนที่พิมพ์ชื่อร้านเข้ามาตรง ๆ ซึ่งคือคนที่รู้จักร้านอยู่แล้วจากช่องทางอื่น ไม่ใช่ลูกค้าใหม่ที่ค้นหาสิ่งที่คุณขายแล้วเพิ่งมาเจอ

บทความนี้จะแยกให้ชัดว่าคำสองกลุ่มนี้ต่างกันตรงไหน ควรลงแรงกับกลุ่มไหนก่อนถ้าเพิ่งเริ่ม ต้องทำอะไรต่อทั้งที่ชื่อแบรนด์ตัวเองก็ติดอันดับหนึ่งอยู่แล้ว ควรทำเนื้อหาที่มีชื่อคู่แข่งหรือไม่ และจะอ่านตัวเลขสองกลุ่มนี้อย่างไรไม่ให้หลอกตัวเอง ภาพรวมงานหาคีย์เวิร์ดสำหรับธุรกิจอ่านได้ที่ Keyword Research สำหรับ SME

คีย์เวิร์ดแบรนด์กับคีย์เวิร์ดทั่วไปต่างกันอย่างไร

คีย์เวิร์ดแบรนด์กับคีย์เวิร์ดทั่วไปต่างกันอย่างไร และควรทำคำไหนก่อน

คีย์เวิร์ดแบรนด์ (Branded Keyword) คือคำค้นที่มีชื่อร้าน ชื่อบริษัท หรือชื่อสินค้าเฉพาะของคุณอยู่ในนั้น ส่วนคีย์เวิร์ดทั่วไป (Non-branded หรือ Generic Keyword) คือคำที่บอกสิ่งที่คนต้องการโดยไม่ระบุว่าจะซื้อจากใคร คนที่ค้นคำแบรนด์รู้จักคุณมาก่อนแล้วจึงปิดการขายง่ายกว่ามาก แต่จำนวนถูกจำกัดตามการรับรู้ที่มีอยู่ ส่วนคำทั่วไปคือทางเดียวที่จะได้คนที่ยังไม่รู้จักคุณ สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่ม ให้ทำคำแบรนด์ให้เรียบร้อยก่อนเพราะใช้เวลาน้อยและเสียลูกค้าง่ายถ้าปล่อยไว้ แล้วจึงทุ่มแรงส่วนใหญ่ไปที่คำทั่วไปแบบเจาะจงที่ใกล้การตัดสินใจซื้อ

นิยามและตัวอย่างของทั้งสองประเภท

เส้นแบ่งง่าย ๆ คือถามว่าในคำค้นนั้นมีชื่อเฉพาะที่เป็นของคุณอยู่หรือไม่ ถ้ามี คือคำแบรนด์ ถ้าไม่มี คือคำทั่วไป ในทางปฏิบัติจะมีคำก้ำกึ่งอยู่บ้าง จึงควรดูตัวอย่างประกอบ

คีย์เวิร์ดแบรนด์

  • ชื่อร้านหรือชื่อบริษัทเดี่ยว ๆ เช่น พิมพ์ชื่อร้านของคุณลงไปตรง ๆ
  • ชื่อแบรนด์บวกคำถามหรือคำขยาย เช่น ชื่อร้านบวกคำว่า รีวิว ราคา สาขา เบอร์โทร เวลาเปิด
  • ชื่อรุ่นสินค้าเฉพาะที่คุณตั้งเอง ซึ่งไม่มีใครอื่นใช้ชื่อนี้
  • ชื่อแบรนด์ที่คนสะกดผิดหรือสะกดคนละแบบ ซึ่งยังนับเป็นคำแบรนด์อยู่
  • ชื่อแบรนด์บวกชื่อทำเล เช่น ชื่อร้านบวกชื่อเขตหรือชื่อจังหวัด สำหรับธุรกิจที่มีหลายสาขา

คีย์เวิร์ดทั่วไป

  • คำเรียกสินค้าหรือบริการล้วน ๆ ซึ่งทุกร้านในตลาดเดียวกันแข่งกันหมด
  • คำบริการบวกทำเล เช่น ประเภทบริการบวกชื่อย่านหรือชื่อจังหวัด ซึ่งแคบกว่าและมักคุ้มกว่าสำหรับ SME
  • คำถามเชิงปัญหาหรืออาการ ซึ่งคนค้นตอนยังไม่รู้ว่าต้องซื้ออะไร
  • คำเปรียบเทียบที่ไม่มีชื่อยี่ห้อ เช่น การเทียบวัสดุสองแบบ หรือเทียบวิธีทำสองวิธี
  • คำที่มีคำต่อท้ายเชิงพาณิชย์อย่าง ราคา รับทำ ใกล้ฉัน ซึ่งอยู่ใกล้การซื้อ วิธีใช้คำต่อท้ายกลุ่มนี้อยู่ใน Service Keyword และคำต่อท้ายอย่าง ราคา กับ รีวิว

คำก้ำกึ่งที่ต้องตัดสินใจไว้ล่วงหน้า

ถ้าชื่อแบรนด์ของคุณเป็นคำทั่วไปในภาษาไทยอยู่แล้ว เช่น เป็นคำนามที่คนใช้ในชีวิตประจำวัน การแยกสองกลุ่มนี้จะยากกว่าปกติ ให้กำหนดกติกาไว้ตั้งแต่แรกว่าจะนับคำไหนเป็นคำแบรนด์บ้าง แล้วใช้กติกาเดิมทุกครั้งที่ดูรายงาน ไม่อย่างนั้นตัวเลขแต่ละเดือนจะเทียบกันไม่ได้

ตารางเปรียบเทียบสองกลุ่มคำ

ตารางนี้เป็นการเทียบเชิงคุณลักษณะจากพฤติกรรมของคนค้นหา ไม่ใช่ตัวเลขที่วัดมาจากเว็บใดเว็บหนึ่ง ให้ใช้เป็นกรอบตัดสินใจว่าจะจัดสรรแรงอย่างไร

หัวข้อคีย์เวิร์ดแบรนด์คีย์เวิร์ดทั่วไป
ปริมาณการค้นหาจำกัดตามจำนวนคนที่รู้จักแบรนด์ เพิ่มได้ก็ต่อเมื่อมีคนรู้จักมากขึ้นจากช่องทางอื่นใหญ่กว่ามากและมีอยู่แล้วในตลาด ไม่ขึ้นกับว่าใครรู้จักคุณหรือไม่
อัตราการปิดการขายสูง เพราะคนที่พิมพ์ชื่อคุณมักตั้งใจมาหาคุณอยู่แล้ว เหลือแค่หาข้อมูลยืนยันต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เพราะคนเพิ่งเริ่มหาข้อมูลและกำลังเทียบหลายเจ้า
ความยากในการแข่งต่ำ เว็บทางการของคุณควรเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้วในกรณีปกติสูง ต้องแข่งกับเว็บที่ทำมานาน เว็บรวมข้อมูล และโฆษณาที่อยู่ด้านบน
ความเร็วที่เห็นผลเร็ว มักเห็นผลภายในไม่กี่สัปดาห์หลังทำหน้าให้ครบและถูกเก็บเข้าระบบช้า ต้องวัดกันเป็นเดือนขึ้นไป และคำที่แข่งหนักอาจใช้เวลามากกว่านั้น
ใครที่คุณแข่งด้วยเว็บรวมรายชื่อธุรกิจ หน้าโปรไฟล์บนแพลตฟอร์ม เว็บรีวิว และบางครั้งคือคู่แข่งที่ซื้อโฆษณาชื่อคุณคู่แข่งโดยตรงทุกเจ้าในตลาด รวมถึงสื่อและเว็บใหญ่ที่เขียนเรื่องเดียวกัน
สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกทำให้ข้อมูลบนหน้าเว็บและโปรไฟล์ต่าง ๆ ครบและตรงกัน ไม่ให้คนที่ตั้งใจมาหาคุณต้องไปหาข้อมูลที่อื่นเลือกคำแบบเจาะจงที่ใกล้การตัดสินใจก่อน แล้วค่อยขยับไปคำที่กว้างขึ้นเมื่อเว็บเริ่มมีน้ำหนัก
คีย์เวิร์ดแบรนด์เทียบกับคีย์เวิร์ดทั่วไป
หน้าจอแล็ปท็อปเปิดหน้าเครื่องมือค้นหาเพื่อตรวจผลการค้นหา

แบรนด์ตัวเองติดอันดับหนึ่งอยู่แล้ว ยังต้องทำอะไรอีก

การที่เว็บของคุณเป็นผลอันดับหนึ่งเมื่อค้นชื่อร้าน ไม่ได้แปลว่างานเสร็จ เพราะสิ่งที่คนเห็นคือทั้งหน้าจอ ไม่ใช่แค่บรรทัดแรก ถ้าอันดับสองถึงห้าเป็นกระทู้ร้องเรียน โปรไฟล์ที่ข้อมูลผิด หรือหน้าเก่าที่ปิดกิจการไปแล้ว คนที่ตั้งใจมาหาคุณก็ยังเปลี่ยนใจได้

  • ไล่ค้นชื่อแบรนด์ตัวเองแบบไม่ล็อกอิน แล้วจดว่าผลสิบอันดับแรกคืออะไรบ้าง ทำซ้ำทุกไตรมาส
  • ตรวจว่าข้อมูลพื้นฐานอย่างที่อยู่ เบอร์โทร เวลาเปิดปิด ตรงกันทุกที่ที่ปรากฏ ทั้งบนเว็บและบนโปรไฟล์ธุรกิจ
  • ทำหน้าที่ตอบคำค้นแบบชื่อแบรนด์บวกคำขยายให้ครบ เช่น หน้ารีวิวลูกค้า หน้าคำถามที่พบบ่อย หน้าติดต่อ หน้าสาขา
  • จัดการรีวิวอย่างเป็นระบบ ตอบทั้งรีวิวดีและรีวิวที่ติ วิธีขอรีวิวโดยไม่ผิดกติกาอยู่ใน รีวิว Google มีผลต่ออันดับไหม
  • ถ้ามีข่าวหรือบทความจากสื่อที่พูดถึงคุณ ให้ลิงก์กลับมาที่เว็บทางการ เพื่อให้เครื่องมือค้นหาเชื่อมโยงชื่อแบรนด์กับเว็บของคุณได้ชัดขึ้น
  • ทำให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจว่าแบรนด์คุณคือหน่วยหนึ่งที่มีตัวตน ไม่ใช่แค่ชุดตัวอักษร แนวคิดนี้อธิบายไว้ที่ Entity SEO

หน้าเดียวที่คุ้มที่สุดสำหรับคำแบรนด์

ถ้ามีเวลาทำแค่หน้าเดียว ให้ทำหน้าคำถามที่พบบ่อยของร้าน ที่รวมทุกอย่างที่คนถามก่อนตัดสินใจ ทั้งราคาโดยประมาณ เวลาทำงาน พื้นที่ให้บริการ วิธีชำระเงิน และเงื่อนไขการรับประกัน เพราะคนที่ค้นชื่อคุณส่วนใหญ่กำลังหาข้อมูลยืนยันก่อนติดต่อ

คำที่มีชื่อคู่แข่งควรทำไหม และเส้นแบ่งอยู่ตรงไหน

คำถามนี้มาเสมอเมื่อเห็นว่าคู่แข่งมีคนค้นชื่อเยอะกว่า คำตอบคือทำได้ในบางรูปแบบและมีขอบเขตที่ควรระวัง หลักคิดที่ปลอดภัยที่สุดคือ ทำเนื้อหาที่ช่วยคนตัดสินใจได้จริง ไม่ใช่เนื้อหาที่อาศัยชื่อคนอื่นเพื่อดึงคนเข้ามาแล้วทำให้เข้าใจผิด

  • ทำได้: หน้าเปรียบเทียบที่ระบุข้อดีข้อเสียของทั้งสองฝั่งอย่างเป็นธรรม โดยใช้ข้อมูลที่ตรวจสอบได้จากหน้าเว็บสาธารณะของแต่ละเจ้าและระบุวันที่อ้างอิง
  • ทำได้: บทความอธิบายว่าคนที่กำลังเลือกระหว่างสองทางเลือกควรดูเกณฑ์อะไร โดยไม่บิดเบือนข้อมูลของอีกฝั่ง
  • ควรระวัง: การใช้ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของคนอื่นในลักษณะที่ทำให้คนเข้าใจว่าคุณคือเจ้าของ เป็นตัวแทน หรือเกี่ยวข้องกัน ทั้งที่ไม่ใช่
  • ควรระวัง: การใส่ชื่อคู่แข่งใน title หรือคำโปรยเพื่อดึงคลิก ทั้งที่เนื้อหาข้างในไม่ได้พูดถึงเลย ซึ่งทั้งทำให้คนอ่านผิดหวังและเป็นสัญญาณคุณภาพที่ไม่ดี
  • ไม่ควรทำ: กล่าวหาหรือใส่ข้อมูลด้านลบที่พิสูจน์ไม่ได้ เพราะนอกจากเสี่ยงทางกฎหมายแล้ว ยังทำลายความน่าเชื่อถือของตัวเองด้วย
  • ไม่ควรทำ: คัดลอกเนื้อหาหรือภาพของคู่แข่งมาใช้ในหน้าเปรียบเทียบ

เรื่องเครื่องหมายการค้าไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินเองได้

การใช้ชื่อทางการค้าของผู้อื่นมีข้อกฎหมายเกี่ยวข้อง และรายละเอียดต่างกันไปตามกรณี บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ถ้าจะทำหน้าเปรียบเทียบที่ระบุชื่อคู่แข่งโดยตรงเป็นงานหลัก ควรให้ที่ปรึกษากฎหมายดูก่อนเผยแพร่

หน้าจอแดชบอร์ดแสดงข้อมูลสถิติของเว็บไซต์

แยกดูตัวเลขสองกลุ่มใน Search Console อย่างไรไม่ให้หลอกตัวเอง

ตราบใดที่ยังดูยอดคลิกรวมอย่างเดียว คุณจะแยกไม่ออกว่าการเติบโตมาจากลูกค้าใหม่หรือมาจากคนที่รู้จักคุณอยู่แล้ว โดยเฉพาะช่วงที่ยิงโฆษณาหรือออกอีเวนต์ ซึ่งจะดันคำแบรนด์ขึ้นชั่วคราวโดยที่คำทั่วไปไม่ขยับเลย

แยกดูคำแบรนด์กับคำทั่วไปใน Search Console

  1. 1

    เขียนกติกาว่าคำแบบไหนนับเป็นคำแบรนด์

    จดไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่านับชื่อร้าน ชื่อย่อ ชื่อสะกดผิดแบบใดบ้าง แล้วใช้กติกาเดิมทุกเดือน ถ้าเปลี่ยนกติกากลางทาง ตัวเลขที่เทียบย้อนหลังจะไม่มีความหมาย

  2. 2

    เปิดรายงาน Performance แล้วกรองคำค้นที่มีชื่อแบรนด์

    ใช้ตัวกรองคำค้นแบบมีคำที่กำหนด ใส่ชื่อแบรนด์ลงไป จะได้ตัวเลขของกลุ่มคำแบรนด์ทั้งกลุ่ม

  3. 3

    สลับตัวกรองเป็นแบบไม่มีคำนั้น เพื่อดูกลุ่มคำทั่วไป

    เปลี่ยนเงื่อนไขเป็นไม่มีชื่อแบรนด์ จะได้ตัวเลขของคำทั่วไป ซึ่งคือกลุ่มที่บอกว่าเว็บของคุณดึงคนที่ยังไม่รู้จักคุณได้แค่ไหน

  4. 4

    จดตัวเลขสองชุดนี้ทุกเดือนไว้ในไฟล์เดียวกัน

    เก็บทั้งจำนวนคลิกและจำนวนการแสดงผลของทั้งสองกลุ่ม การจดเองสำคัญเพราะรายงานมาตรฐานไม่ได้เก็บมุมมองนี้ให้ย้อนหลังในรูปแบบที่เทียบง่าย

  5. 5

    ดูสัดส่วนแทนการดูตัวเลขดิบ

    คำนวณว่าคลิกจากคำทั่วไปคิดเป็นสัดส่วนเท่าไรของทั้งหมด ถ้าสัดส่วนนี้ค่อย ๆ เพิ่ม แปลว่าเว็บเริ่มดึงคนใหม่ได้จริง ถ้ายอดรวมโตแต่สัดส่วนนี้ลดลง แปลว่าการโตมาจากคนที่รู้จักคุณอยู่แล้ว

  6. 6

    ตรวจซ้ำในเดือนที่มีกิจกรรมการตลาดใหญ่

    เดือนที่ยิงโฆษณาหรือออกงาน คำแบรนด์จะพุ่งขึ้นตามธรรมชาติ อย่านำเดือนนั้นไปสรุปว่างาน SEO ได้ผล ให้เทียบเฉพาะกลุ่มคำทั่วไปแทน

วิธีอ่านรายงานคำค้นให้ละเอียดกว่านี้ รวมถึงการหาคำที่มีการแสดงผลแต่ยังไม่มีคลิก อยู่ใน อ่านรายงาน Keyword ใน Search Console ส่วนความหมายของตัวเลขพื้นฐานอย่าง Impression และ Average Position อธิบายไว้ที่ SEO Traffic, Impression, Click และ Average Position

รายงานกราฟและตัวเลขวางอยู่บนโต๊ะทำงาน

ลำดับที่แนะนำสำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่ม

ลำดับนี้เรียงตามหลักว่า งานที่เสียลูกค้าง่ายที่สุดถ้าไม่ทำ ควรทำก่อน ไม่ใช่เรียงตามงานที่ตัวเลขดูดีที่สุด ระยะเวลาที่ระบุเป็นกรอบคร่าว ๆ ขึ้นกับว่าเว็บมีอะไรอยู่แล้วบ้าง

  1. 1จัดการคำแบรนด์ให้จบก่อน ทำให้ค้นชื่อร้านแล้วเจอเว็บทางการเป็นอันดับแรก ข้อมูลติดต่อครบ และมีหน้าคำถามที่พบบ่อย งานชุดนี้ใช้เวลาน้อยที่สุดแต่ถ้าไม่ทำจะเสียคนที่ตั้งใจมาหาคุณอยู่แล้ว
  2. 2ตรวจว่าผลค้นหาชื่อแบรนด์ทั้งหน้าแรกไม่มีข้อมูลผิดหรือหน้าเก่าที่ควรปิด จัดการโปรไฟล์ที่ยังเข้าถึงได้ให้ข้อมูลตรงกัน
  3. 3เลือกคำทั่วไปแบบเจาะจงที่ใกล้การตัดสินใจซื้อห้าถึงสิบคำ เช่น บริการบวกทำเล หรือสินค้าบวกคำต่อท้ายเชิงพาณิชย์ แล้วทำหน้าให้ครบทีละคำ
  4. 4ทำเนื้อหาตอบคำถามเชิงปัญหาที่ลูกค้าถามซ้ำ ซึ่งเป็นคำทั่วไปที่แข่งง่ายกว่าและดึงคนที่ยังไม่รู้จักคุณเข้ามา
  5. 5เมื่อหน้าชุดแรกเริ่มมีอันดับแล้ว ค่อยขยับไปคำที่กว้างขึ้นและแข่งหนักขึ้น การประเมินความยากของคำอ่านได้ที่ Keyword Difficulty
  6. 6ตลอดทาง ให้จดสัดส่วนคลิกจากคำทั่วไปทุกเดือน เพราะนี่คือตัวเลขเดียวที่บอกว่าเว็บกำลังหาลูกค้าใหม่ได้จริงหรือไม่

ถ้าเว็บยังใหม่มากและยังไม่มีอันดับใด ๆ เลย ให้เริ่มจากคำที่คู่แข่งน้อยก่อนตามแนวทางใน วิธีหา Keyword คู่แข่งน้อย แทนการไปแข่งคำกว้างตั้งแต่เดือนแรก

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ความผิดพลาดในเรื่องนี้ไม่ค่อยเกิดจากความไม่รู้ แต่เกิดจากการดูตัวเลขรวมแล้วสรุปเร็วเกินไป

  • รายงานผล SEO ด้วยยอดคลิกรวมโดยไม่แยกคำแบรนด์ออก ทำให้เข้าใจผิดว่าเว็บกำลังหาลูกค้าใหม่ได้ ทั้งที่ตัวเลขมาจากคนที่รู้จักอยู่แล้ว
  • ทุ่มเขียนบทความหลายสิบชิ้นให้คำทั่วไป แต่ค้นชื่อร้านตัวเองแล้วยังเจอข้อมูลติดต่อผิด ซึ่งเป็นการเสียลูกค้าที่ตั้งใจมาหาอยู่แล้ว
  • คิดว่าคำแบรนด์ไม่ต้องทำอะไรเพราะติดอันดับหนึ่งอยู่แล้ว โดยไม่ดูว่าอันดับสองถึงห้าในหน้านั้นคืออะไร
  • เอาคำแบรนด์ของคู่แข่งมาใส่ในหน้าเว็บทั้งที่เนื้อหาไม่ได้พูดถึง เพื่อหวังดึงคลิก
  • เปลี่ยนกติกาการนับคำแบรนด์กลางทาง แล้วนำตัวเลขก่อนหน้ามาเทียบกัน
  • ตกใจเมื่อคำแบรนด์ตกลงหลังหยุดยิงโฆษณา ทั้งที่เป็นเรื่องปกติ เพราะคำแบรนด์ผันตามการรับรู้ที่สร้างจากช่องทางอื่น
  • ตั้งเป้าเป็นอันดับของคำกว้างคำเดียว แทนที่จะตั้งเป้าเป็นจำนวนคำทั่วไปที่มีอันดับในหน้าแรก

คำถามที่พบบ่อย

สัดส่วนคำแบรนด์กับคำทั่วไปเท่าไรถึงเรียกว่าดี+

ไม่มีตัวเลขมาตรฐาน เพราะขึ้นกับว่าแบรนด์เป็นที่รู้จักแค่ไหนและอยู่ในธุรกิจแบบใด สิ่งที่ควรดูคือทิศทางของตัวเองเทียบกับเดือนก่อน ถ้าสัดส่วนคำทั่วไปค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แปลว่าเดินถูกทาง

ควรซื้อโฆษณาชื่อแบรนด์ตัวเองไหมถ้าติดอันดับหนึ่งอยู่แล้ว+

เป็นการตัดสินใจฝั่งโฆษณาที่ขึ้นกับว่ามีคู่แข่งซื้อชื่อคุณอยู่หรือไม่ และงบที่มี ในมุมของ SEO สิ่งที่ควบคุมได้คือทำให้ผลค้นหาแบบธรรมชาติของชื่อแบรนด์ครบและถูกต้องที่สุดก่อนเสมอ

แบรนด์ใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้จักเลย ทำคำแบรนด์ไปทำไม+

ทำเพื่อรองรับคนที่เจอคุณจากช่องทางอื่นแล้วมาค้นชื่อเพื่อตรวจสอบก่อนตัดสินใจ เช่น คนที่เห็นป้ายหน้าร้าน เห็นโพสต์ หรือได้ยินจากคนรู้จัก งานชุดนี้ใช้เวลาไม่มากแต่ทำให้ทุกช่องทางอื่นทำงานได้เต็มที่ขึ้น

ถ้าชื่อแบรนด์ไปชนกับชื่อธุรกิจอื่นที่ใช้ชื่อคล้ายกัน ควรทำอย่างไร+

เพิ่มคำระบุตัวตนที่ชัดเจนควบคู่กับชื่อเสมอ เช่น ชื่อบวกประเภทธุรกิจหรือบวกทำเล ทั้งใน title ของหน้าเว็บและในข้อมูลโปรไฟล์ต่าง ๆ เพื่อให้ทั้งคนและเครื่องมือค้นหาแยกออกว่าคุณคือรายไหน

คำที่มีชื่อแบรนด์บวกคำว่า รีวิว ควรทำหน้าเองไหมทั้งที่คนอยากอ่านรีวิวจากคนอื่น+

ควรมีหน้าที่รวมความคิดเห็นและตัวอย่างงานจริงของคุณ โดยไม่ต้องแกล้งทำเป็นหน้ารีวิวจากบุคคลที่สาม ให้ระบุชัดว่าเป็นข้อมูลจากลูกค้าของคุณเอง และอย่าสร้างรีวิวปลอมขึ้นมาเด็ดขาด

NOAH ช่วยแยกสองกลุ่มคำนี้ให้อัตโนมัติได้ไหม+

NOAH เชื่อมข้อมูลจาก Google Search Console และช่วยหาคีย์เวิร์ดพร้อมปริมาณการค้นหาได้ แต่การตัดสินว่าคำไหนนับเป็นคำแบรนด์ยังต้องกำหนดกติกาเองก่อน เพราะแต่ละธุรกิจมีชื่อย่อและชื่อสะกดต่างกัน และ NOAH ไม่มีการติดตามอันดับรายวัน จึงควรใช้รายงานจาก Search Console เป็นแหล่งอ้างอิงหลัก

สรุป

คำแบรนด์กับคำทั่วไปไม่ได้แข่งกัน แต่ทำงานคนละหน้าที่ คำแบรนด์ดูแลคนที่ตั้งใจมาหาคุณอยู่แล้วให้ไม่หลุดมือ ส่วนคำทั่วไปคือทางเดียวที่จะได้คนที่ยังไม่เคยรู้จักคุณ สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่ม ให้ปิดงานคำแบรนด์ให้เรียบร้อยก่อนเพราะใช้เวลาน้อย แล้วทุ่มแรงส่วนใหญ่ไปที่คำทั่วไปแบบเจาะจงที่ใกล้การตัดสินใจซื้อ และไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ ให้แยกตัวเลขสองกลุ่มนี้ทุกเดือน เพราะยอดรวมที่โตขึ้นอาจไม่ได้แปลว่ามีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นเลย

รู้ว่าควรลงแรงกับคำไหนก่อน

NOAH ช่วยหาคีย์เวิร์ดพร้อมปริมาณการค้นหา เทียบช่องว่างเนื้อหากับคู่แข่ง เชื่อมข้อมูลจาก Google Search Console และวางแผนว่าคำไหนควรอยู่หน้าไหน

เริ่มฟรี 3 บทความ

อ่านต่อ

Keyword Research

หาคีย์เวิร์ดจากคำพูดลูกค้า: ขุดคำค้นจากแชท สายโทร และหน้าร้านจริง

วิธีเก็บคำที่ลูกค้าใช้จริงจากแชท สายโทร ทีมขาย และรีวิว แล้วแปลงเป็นรายการคีย์เวิร์ดที่ตรวจปริมาณค้นหาแล้ว พร้อมจับคู่กับหน้าเว็บที่ควรทำ

Keyword Research

คีย์เวิร์ดตามฤดูกาลและเทศกาล: วางแผนล่วงหน้ากี่เดือนถึงจะทัน

คำค้นหาตามฤดูกาลขึ้นลงเป็นรอบทุกปี บทความนี้อธิบายว่าควรเผยแพร่ล่วงหน้าเท่าไร ดูรอบของคำจาก Google Trends อย่างไร และควรใช้หน้าเดิมซ้ำหรือสร้างหน้าใหม่

Keyword Research

Service Keyword, Product Keyword และคำต่อท้ายอย่าง ราคา กับ รีวิว ใช้ต่างกันอย่างไร

แยกความต่างระหว่าง Service Keyword กับ Product Keyword และวิธีใช้คำต่อท้ายอย่าง ราคา รีวิว เปรียบเทียบ ใกล้ฉัน ให้ตรงกับสินค้าและบริการของธุรกิจไทย