Keyword Research

หาคีย์เวิร์ดจากคำพูดลูกค้า: ขุดคำค้นจากแชท สายโทร และหน้าร้านจริง

วิธีเก็บคำที่ลูกค้าใช้จริงจากแชท สายโทร ทีมขาย และรีวิว แล้วแปลงเป็นรายการคีย์เวิร์ดที่ตรวจปริมาณค้นหาแล้ว พร้อมจับคู่กับหน้าเว็บที่ควรทำ

ทีม NOAH · เผยแพร่ 10 กันยายน 2569 · อัปเดต 10 กันยายน 2569 · อ่าน 13 นาที

หน้าร้านของธุรกิจท้องถิ่นที่ลูกค้าเดินเข้ามาสอบถาม

สรุปสั้น

  • คำที่ธุรกิจใช้เรียกสินค้าของตัวเองมักเป็นคำในวงการหรือชื่อรุ่น ส่วนลูกค้าพิมพ์ค้นหาด้วยคำที่บรรยายปัญหาหรือสิ่งที่เห็นด้วยตา ทำให้สองฝั่งไม่เจอกัน
  • แหล่งคำที่ลูกค้าใช้จริงมีอยู่แล้วในธุรกิจทุกแห่ง ทั้งแชท คำถามหน้าร้าน ทีมขาย รีวิว คอมเมนต์ ช่องค้นหาในเว็บตัวเอง และรายงานคำค้นใน Search Console
  • คำพูดลูกค้าใช้เป็นคีย์เวิร์ดตรง ๆ ไม่ได้ทันที ต้องผ่านการตัดคำฟุ่มเฟือย รวมคำที่หมายถึงเรื่องเดียวกัน แล้วจึงตรวจปริมาณการค้นหาและความตั้งใจก่อนเลือก
  • คำจากลูกค้าจำนวนมากมีคนค้นหาไม่เยอะ แต่มักเป็นคำที่ตรงกับจังหวะตัดสินใจซื้อ จึงคุ้มกว่าคำกว้างที่แข่งกันหนักและปิดการขายยาก
  • ทุกคำที่เก็บมาต้องถูกจับคู่กับหน้าเว็บหนึ่งหน้าเสมอ ถ้าไม่จับคู่ รายการคำจะกลายเป็นไฟล์ที่ไม่มีใครหยิบไปใช้ต่อ

เจ้าของธุรกิจจำนวนมากเปิดเครื่องมือหาคีย์เวิร์ดแล้วพิมพ์ชื่อสินค้าของตัวเองลงไป ได้รายการคำมาสองร้อยคำ เขียนบทความตามนั้นครบทุกคำ แล้วก็ยังไม่มีลูกค้าเข้ามาจากการค้นหา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ แต่อยู่ที่คำตั้งต้นเป็นคำที่คุณใช้ ไม่ใช่คำที่ลูกค้าพิมพ์

บทความนี้จะพาไล่ว่าคำจริงของลูกค้าซ่อนอยู่ที่ไหนบ้างในธุรกิจของคุณ วิธีดึงออกมาให้เป็นระบบ วิธีแปลงคำพูดยาว ๆ ให้กลายเป็นรายการคีย์เวิร์ดที่ใช้งานได้ วิธีตรวจก่อนเลือกว่าคำไหนคุ้ม และวิธีจับคู่กับหน้าเว็บ ถ้าอยากดูภาพรวมของงานหาคีย์เวิร์ดสำหรับธุรกิจก่อน อ่านได้ที่ Keyword Research สำหรับ SME

หาคีย์เวิร์ดจากคำพูดลูกค้าทำอย่างไร

จะหาคีย์เวิร์ดจากคำพูดของลูกค้าได้อย่างไร

เริ่มจากรวบรวมข้อความจริงที่ลูกค้าใช้ ทั้งแชท คำถามหน้าร้าน สิ่งที่ทีมขายได้ยินทางโทรศัพท์ รีวิว คอมเมนต์ คำที่คนพิมพ์ในช่องค้นหาบนเว็บของคุณ และรายงานคำค้นใน Google Search Console จากนั้นคัดเฉพาะประโยคที่มีคำเรียกสินค้าหรือคำบอกปัญหา ตัดคำทักทายและคำฟุ่มเฟือยออก รวมคำที่หมายถึงเรื่องเดียวกันเข้าเป็นกลุ่ม แล้วตรวจปริมาณการค้นหาและความตั้งใจของแต่ละคำก่อนเลือก สุดท้ายจับคู่ทุกคำที่เลือกกับหน้าเว็บหนึ่งหน้า ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่มีอยู่แล้วหรือหน้าที่ต้องทำใหม่

ทำไมคำที่ธุรกิจใช้มักไม่ใช่คำที่ลูกค้าพิมพ์

คนที่ทำงานกับสินค้าทุกวันจะเรียกของด้วยชื่อที่ถูกต้องที่สุด ชื่อรุ่น รหัสสินค้า หรือศัพท์ในวงการ ส่วนลูกค้าที่กำลังมีปัญหาไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองต้องการเรียกว่าอะไร เขาจึงพิมพ์บรรยายสิ่งที่เห็นหรือสิ่งที่เจ็บปวดแทน ช่องว่างนี้คือเหตุผลที่เว็บซึ่งเขียนถูกต้องทุกอย่างกลับไม่มีคนเข้า

  • ธุรกิจเรียกด้วยชื่อทางการหรือชื่อรุ่น ลูกค้าเรียกด้วยลักษณะที่มองเห็นหรืออาการที่เกิดขึ้น
  • ธุรกิจใช้คำเดียวสม่ำเสมอเพราะเป็นคำในระบบหลังบ้าน ลูกค้าใช้คำได้หลายแบบและสะกดไม่เหมือนกัน
  • ธุรกิจพูดถึงคุณสมบัติของสินค้า ลูกค้าพิมพ์ถึงผลลัพธ์ที่ตัวเองอยากได้
  • ธุรกิจคิดในหน่วยของบริการที่ตัวเองขาย ลูกค้าคิดในหน่วยของสถานการณ์ที่ตัวเองเจอ
  • คำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่วงการใช้กัน ลูกค้าทั่วไปมักพิมพ์เป็นภาษาไทยแบบสะกดตามเสียง

คำที่ลูกค้าใช้ไม่ได้แปลว่าคำที่ธุรกิจใช้ผิด

คุณยังต้องใช้ชื่อรุ่นและศัพท์ที่ถูกต้องในหน้าสินค้า เพื่อความชัดเจนและความน่าเชื่อถือ สิ่งที่ต้องเพิ่มคือคำแบบที่ลูกค้าพิมพ์เข้าไปด้วย โดยเฉพาะในหัวข้อและย่อหน้าเปิด เพื่อให้หน้านั้นถูกจับคู่กับคำค้นที่คนใช้จริงได้

แหล่งคำจริงที่มีอยู่แล้วในธุรกิจของคุณ

ไม่ต้องซื้อข้อมูลจากที่ไหน แหล่งคำที่ตรงที่สุดอยู่ในงานประจำวันอยู่แล้ว เจ็ดแหล่งต่อไปนี้เรียงจากแหล่งที่ขุดง่ายที่สุดไปหาที่ต้องตั้งระบบเก็บเพิ่ม

แหล่งดึงออกมาอย่างไรคำแบบที่มักได้
แชท Facebook และ LINE OAค้นหาข้อความย้อนหลังด้วยคำที่ลูกค้ามักขึ้นต้น เช่น มีไหม ราคา ทำไม แล้วคัดลอกประโยคเต็มลงไฟล์เดียวคำถามยาวแบบเต็มประโยค และคำเรียกสินค้าแบบที่คนทั่วไปเข้าใจ
คำถามหน้าร้านให้พนักงานจดคำถามที่ลูกค้าถามในหนึ่งสัปดาห์ลงสมุดหน้าเดียว โดยจดเป็นคำพูดของลูกค้าไม่ใช่สรุปความคำพูดปากเปล่าที่ตรงไปตรงมา และคำที่คนใช้ตอนยังไม่รู้ชื่อสินค้า
ทีมขายและคนรับสายโทรศัพท์นัดคุยครึ่งชั่วโมงแล้วถามว่า ลูกค้ามักเปิดบทสนทนาด้วยประโยคอะไร และมักเข้าใจผิดเรื่องอะไรบ่อยที่สุดคำที่ใช้ในจังหวะเปรียบเทียบและต่อรอง ซึ่งมักเป็นคำที่ใกล้การตัดสินใจซื้อ
รีวิวของร้านตัวเองและของคู่แข่งอ่านรีวิวย้อนหลัง คัดคำที่คนใช้บรรยายว่าทำไมถึงเลือกหรือไม่เลือกคำบอกคุณสมบัติที่คนให้ค่าจริง และคำที่ใช้เปรียบเทียบทางเลือก
คอมเมนต์ใต้โพสต์และในกลุ่มที่ลูกค้าอยู่ไล่อ่านคอมเมนต์ใต้โพสต์ที่มีคนถามเยอะ และสังเกตคำที่คนใช้ในกลุ่มพูดคุยของกลุ่มลูกค้าคุณคำแสลง คำย่อ และคำเรียกแบบที่ใช้กันเองในกลุ่ม
ช่องค้นหาในเว็บตัวเองเปิดรายงานคำค้นภายในเว็บ ถ้ายังไม่ได้ตั้งค่าไว้ ให้ตั้งค่าเก็บข้อมูลนี้ก่อน แล้วรออย่างน้อยหนึ่งเดือนคำที่คนหาแล้วไม่เจอในเว็บของคุณ ซึ่งคือรายการหน้าที่ยังขาดโดยตรง
รายงานคำค้นใน Google Search Consoleดูคำที่เว็บของคุณมีการแสดงผลแล้วแต่อันดับยังไม่ดี วิธีอ่านรายงานนี้อยู่ใน อ่านรายงาน Keyword ใน Search Consoleคำจริงที่คนพิมพ์แล้วเจอเว็บคุณ รวมถึงคำที่คุณไม่เคยตั้งใจทำมาก่อน
แหล่งคำที่ลูกค้าใช้จริง และวิธีดึงออกมา

เก็บเป็นคำพูดดิบก่อน อย่าเพิ่งสรุป

ตอนเก็บให้คัดลอกประโยคของลูกค้ามาทั้งประโยค อย่าเพิ่งย่อเป็นคำสั้น ๆ เพราะคุณค่าอยู่ที่คำเชื่อมและลำดับคำที่คนใช้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่หายไปทันทีถ้าสรุปด้วยภาษาของคุณเอง

มือถือเปิดหน้าเว็บไซต์ระหว่างค้นหาข้อมูลสินค้า

แปลงคำพูดให้เป็นรายการคีย์เวิร์ดที่ใช้งานได้

ประโยคที่ลูกค้าพิมพ์ในแชทกับคำที่เขาพิมพ์ในช่องค้นหาไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ในแชทมีคำทักทายและบริบท ส่วนในช่องค้นหาคนตัดเหลือแต่แก่น ขั้นตอนต่อไปนี้คือการกลั่นจากอย่างแรกให้เป็นอย่างหลัง

แปลงคำพูดลูกค้าเป็นรายการคีย์เวิร์ด

  1. 1

    รวบรวมประโยคดิบไว้ที่เดียว

    เปิดสเปรดชีตหนึ่งไฟล์ คอลัมน์แรกคือประโยคที่ลูกค้าพูดหรือพิมพ์ คอลัมน์ที่สองคือแหล่งที่มา ตั้งเป้าเก็บให้ได้อย่างน้อยห้าสิบประโยคก่อนเริ่มวิเคราะห์ เพราะจำนวนน้อยกว่านั้นยังมองไม่เห็นรูปแบบที่ซ้ำกัน

  2. 2

    ตัดคำทักทายและคำฟุ่มเฟือยออก

    ลบคำทักทาย คำลงท้าย และคำขยายที่ไม่มีใครพิมพ์ในช่องค้นหา เหลือไว้เฉพาะแก่นของสิ่งที่เขาต้องการ เช่น จากประโยคยาวเหลือเป็นวลีสามถึงหกคำ

  3. 3

    แยกคำเรียกสินค้าออกจากคำบอกปัญหา

    ทำสองคอลัมน์ คอลัมน์หนึ่งคือคำที่ลูกค้าใช้เรียกตัวสินค้าหรือบริการ อีกคอลัมน์คือคำที่บอกอาการหรือสถานการณ์ สองกลุ่มนี้จะกลายเป็นหน้าเว็บคนละแบบในภายหลัง

  4. 4

    รวมคำที่หมายถึงเรื่องเดียวกันเข้าเป็นกลุ่ม

    คำที่สะกดต่างกัน คำย่อ และคำทับศัพท์ที่หมายถึงสิ่งเดียวกัน ให้จับรวมกลุ่มเดียว แล้วเลือกหนึ่งคำเป็นตัวแทนกลุ่ม การจัดกลุ่มเป็นระบบอ่านเพิ่มได้ที่ Keyword Clustering

  5. 5

    นับความถี่ว่าเรื่องไหนถูกถามซ้ำมากที่สุด

    ใส่ตัวเลขว่าแต่ละกลุ่มมีกี่ประโยคที่พูดถึง กลุ่มที่ถูกถามซ้ำมากที่สุดคือหน้าที่ควรทำก่อน เพราะเป็นเรื่องที่ลูกค้าจริงติดขัดจริง

  6. 6

    เขียนคำในรูปที่คนพิมพ์ค้นหา

    แปลงแต่ละกลุ่มเป็นวลีค้นหาสองถึงสามแบบ ทั้งแบบคำถามและแบบคำสั้น เช่น เรื่องเดียวกันอาจกลายเป็นคำถามหนึ่งคำและคำเชิงบริการอีกหนึ่งคำ

  7. 7

    นำไปตรวจกับข้อมูลปริมาณการค้นหา

    ค่อยเอารายการที่ได้ไปตรวจในเครื่องมือหาคีย์เวิร์ด ขั้นนี้ต้องอยู่ท้ายสุด เพราะถ้าเริ่มจากเครื่องมือ คุณจะได้แต่คำที่เครื่องมือรู้จัก ไม่ใช่คำที่ลูกค้าคุณใช้

ตรวจปริมาณการค้นหาและความตั้งใจก่อนเลือก

คำจากลูกค้าไม่ได้แปลว่าคุ้มทุกคำ บางคำมีลูกค้าคนเดียวที่พูดแบบนั้น บางคำมีคนค้นเยอะแต่เป็นคนละความตั้งใจกับที่คุณขาย ก่อนตัดสินใจว่าจะทำหน้าเว็บให้คำไหน ให้ตรวจสามอย่างนี้

  • มีคนค้นหาจริงหรือไม่ — ตรวจปริมาณการค้นหา แต่อย่ายึดตัวเลขเป็นสรณะ เพราะคำภาษาไทยมักถูกรายงานต่ำกว่าความจริง เหตุผลอยู่ใน Search Volume คืออะไร
  • คนที่ค้นคำนี้ต้องการอะไร — ลองค้นคำนั้นเองแล้วดูว่าหน้าที่ขึ้นมาสิบอันดับแรกเป็นบทความให้ความรู้ หน้าขายของ หรือหน้าเปรียบเทียบ นั่นคือคำตอบว่าคุณต้องทำหน้าแบบไหน อ่านต่อที่ Search Intent
  • คำนี้อยู่ใกล้การตัดสินใจซื้อแค่ไหน — คำที่มีคำว่า ราคา รับทำ ใกล้ฉัน หรือชื่อพื้นที่ มักใกล้การซื้อกว่าคำถามเชิงความรู้ วิธีแยกอยู่ใน Keyword ที่สร้างยอดขาย
  • ถ้าเครื่องมือขึ้นว่าไม่มีปริมาณการค้นหาเลย ยังทำได้ในบางกรณี โดยเฉพาะคำเฉพาะทางที่ลูกค้าคุณใช้จริง แต่ต้องยอมรับว่าจำนวนคนที่เข้ามาจะน้อยและวัดผลยากกว่า

อย่าทิ้งคำเพราะตัวเลขน้อยอย่างเดียว

คำที่ลูกค้าถามซ้ำทุกสัปดาห์แต่เครื่องมือรายงานว่ามีคนค้นน้อยมาก ยังคุ้มที่จะทำหน้าเว็บ เพราะทุกคนที่ค้นคำนั้นคือคนที่ตรงกับสิ่งที่คุณขาย ต่างจากคำกว้างที่คนค้นเยอะแต่ส่วนใหญ่ไม่ได้กำลังจะซื้อ

ทีมงานในออฟฟิศนั่งประชุมและทำงานร่วมกันหน้าคอมพิวเตอร์และเอกสาร

ตัวอย่างเทียบคำที่ธุรกิจใช้กับคำที่ลูกค้าใช้

ตารางข้างล่างเป็นตัวอย่างสมมติที่แต่งขึ้นเพื่อให้เห็นรูปแบบของช่องว่าง ไม่ใช่ข้อมูลจากเคสลูกค้าจริงและไม่ใช่ตัวเลขที่วัดมา ให้ใช้เป็นแบบฝึกในการมองหาช่องว่างแบบเดียวกันในธุรกิจของคุณเอง

ประเภทธุรกิจคำที่ธุรกิจใช้คำที่ลูกค้ามักพูดหรือพิมพ์สิ่งที่ได้จากช่องว่างนี้
ร้านซ่อมเครื่องปรับอากาศบริการล้างคอยล์เย็นและเติมน้ำยาแอร์ไม่เย็น แอร์มีน้ำหยดควรมีหน้าที่ตั้งหัวข้อจากอาการ แล้วค่อยอธิบายว่าอาการนั้นแก้ด้วยบริการอะไร
ร้านผ้าม่านผ้าม่านทึบแสงระบบรางจีบผ้าม่านกันแดด ม่านกันร้อนห้องนอนคำของลูกค้าพูดถึงผลลัพธ์ที่อยากได้ ไม่ใช่ชื่อระบบราง จึงควรใช้คำผลลัพธ์เป็นหัวข้อหลัก
สำนักงานบัญชีบริการจัดทำงบการเงินและปิดงบประจำปียื่นภาษีบริษัทไม่ทัน โดนค่าปรับสรรพากรทำยังไงคำของลูกค้าเป็นสถานการณ์เร่งด่วน ควรมีหน้าที่ตอบสถานการณ์นั้นแยกจากหน้าบริการหลัก
ร้านขายเฟอร์นิเจอร์บิลต์อินงานบิลต์อินไม้เมลามีนเกรดสูงทำตู้เสื้อผ้าติดผนัง ตู้ครัวสั่งทำราคาลูกค้าคิดในหน่วยของเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้น ควรแตกหน้าตามชิ้นงานที่คนค้นหา
คลินิกกายภาพบำบัดโปรแกรมฟื้นฟูกล้ามเนื้อคอบ่าไหล่ปวดคอบ่าไหล่จากนั่งทำงานนาน รักษาที่ไหนดีคำของลูกค้ามีทั้งอาการและคำถามหาสถานที่ ควรทำทั้งหน้าอธิบายอาการและหน้าบริการในพื้นที่
ตัวอย่างสมมติ: คำที่ธุรกิจใช้ เทียบกับคำที่ลูกค้าพูดจริง

สังเกตว่าคำในคอลัมน์ที่สามไม่ได้มาจากการนั่งคิดหน้าจอ แต่มาจากการฟังว่าคนพูดถึงปัญหาของตัวเองอย่างไร นี่คือเหตุผลที่การเก็บคำพูดดิบสำคัญกว่าการรีบสรุป

จับคู่คำกับหน้าที่มีอยู่หรือหน้าใหม่

รายการคำที่ไม่ถูกจับคู่กับหน้าเว็บจะกลายเป็นไฟล์ที่ไม่มีใครเปิดอีกเลย ขั้นนี้จึงเป็นขั้นที่เปลี่ยนรายการคำให้กลายเป็นงานที่ทำได้จริง วิธีตัดสินใจใช้เกณฑ์ตามตารางนี้

สถานการณ์ควรทำอย่างไรสัญญาณว่าตัดสินใจถูก
มีหน้าที่พูดเรื่องนี้อยู่แล้วและตรงความตั้งใจของคำปรับหน้าเดิม เพิ่มคำของลูกค้าเข้าไปในหัวข้อและย่อหน้าเปิด ไม่ต้องสร้างหน้าใหม่หน้านั้นเริ่มมีคำค้นแบบใหม่เข้ามาใน Search Console ภายในไม่กี่เดือน
มีหน้าที่ใกล้เคียงแต่ตอบคนละความตั้งใจ เช่น หน้าให้ความรู้กับหน้าขายทำหน้าใหม่แยก แล้วลิงก์ถึงกันสองหน้าไม่แย่งคำเดียวกัน และแต่ละหน้ามีคำค้นของตัวเองชัดเจน
ยังไม่มีหน้าไหนพูดเรื่องนี้เลย และเป็นคำที่ลูกค้าถามซ้ำบ่อยทำหน้าใหม่ ตั้งเป็นงานลำดับต้น ๆแอดมินเริ่มส่งลิงก์หน้านั้นแทนการพิมพ์อธิบายซ้ำ
มีหลายหน้าที่พูดเรื่องเดียวกันอยู่แล้วรวมให้เหลือหน้าเดียวที่ครบที่สุด แล้วทำทางเปลี่ยนเส้นทางจากหน้าที่เหลืออันดับของคำนั้นนิ่งขึ้น ไม่สลับไปมาระหว่างหน้าของตัวเอง
คำนั้นมีคนค้นน้อยมากและคาบเกี่ยวกับคำอื่นที่ทำอยู่แล้วไม่ต้องทำหน้าใหม่ ใช้เป็นหัวข้อย่อยในหน้าที่มีอยู่แทนไม่มีหน้าเว็บบาง ๆ เพิ่มขึ้นในเว็บโดยไม่จำเป็น
ตัดสินใจว่าคำหนึ่งควรไปอยู่หน้าไหน

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าหนึ่งหน้าควรรับกี่คำ และเว็บทั้งเว็บควรมีกี่คำถึงจะพอ อ่านต่อได้ที่ หนึ่งหน้าเว็บควรทำกี่ Keyword และวิธีทำตารางจับคู่คำกับหน้าอย่างเป็นระบบอยู่ที่ Keyword Mapping

แล็ปท็อปบนโต๊ะทำงานระหว่างทำรายการคีย์เวิร์ด

ทำให้การเก็บคำเป็นงานประจำ ไม่ใช่โครงการครั้งเดียว

คำที่ลูกค้าใช้เปลี่ยนไปตามสินค้าใหม่ ตามฤดูกาล และตามสิ่งที่คู่แข่งพูด การเก็บครั้งเดียวแล้วจบจึงทำให้รายการคำเก่าไปภายในหนึ่งปี วิธีที่ทีมเล็กทำไหวคือทำให้มันเล็กและสม่ำเสมอ

  1. 1ตั้งไฟล์กลางหนึ่งไฟล์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ มีแค่สามคอลัมน์ คือประโยคของลูกค้า แหล่งที่มา และวันที่
  2. 2ให้คนที่คุยกับลูกค้าเป็นคนหยอดคำลงไฟล์ทันทีที่เจอคำที่ไม่เคยได้ยิน ไม่ต้องรอสรุปทีเดียวตอนสิ้นเดือน
  3. 3นัดดูไฟล์นี้เดือนละครั้ง ครั้งละไม่เกินสามสิบนาที เพื่อดูว่ามีเรื่องไหนถูกถามซ้ำจนควรมีหน้าเว็บรองรับ
  4. 4ทุกไตรมาส ให้เปิดรายงานคำค้นใน Search Console เทียบกับไฟล์นี้ ดูว่าคำที่ลูกค้าพูดกับคำที่คนค้นจริงตรงกันแค่ไหน
  5. 5เมื่อออกสินค้าหรือบริการใหม่ ให้เก็บคำในเดือนแรกอย่างตั้งใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงที่ลูกค้ายังไม่มีคำเรียกที่ตรงกัน
  6. 6บันทึกด้วยว่าคำไหนถูกทำเป็นหน้าเว็บไปแล้ว เพื่อไม่ให้ทำซ้ำหรือทำหน้าที่แย่งกันเอง

วิธีเก็บคำแบบนี้เข้ากันได้ดีกับการเลือกหัวข้อบทความจากคำถามลูกค้า ซึ่งอธิบายไว้ละเอียดที่ ธุรกิจควรเขียนบทความอะไร และถ้าอยากเห็นกระบวนการหาคีย์เวิร์ดภาษาไทยแบบเต็มขั้นตอน อ่านที่ วิธีทำ Keyword Research ภาษาไทย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

การขุดคำจากลูกค้าดูเป็นงานที่ผิดพลาดยาก แต่ในทางปฏิบัติมีจุดพลาดซ้ำ ๆ อยู่ไม่กี่ข้อ

  • สรุปคำพูดลูกค้าด้วยภาษาของตัวเอง — พอสรุปแล้วคำก็กลับไปเป็นคำที่ธุรกิจใช้เหมือนเดิม ช่องว่างที่ตั้งใจจะหาเลยหายไป
  • เก็บจากลูกค้าไม่กี่รายแล้วสรุปทั้งตลาด — ลูกค้าสามคนที่พูดเหมือนกันอาจเป็นเรื่องบังเอิญ ควรมีอย่างน้อยหลายสิบประโยคก่อนตัดสิน
  • เอาคำพูดยาว ๆ ไปใช้เป็นคีย์เวิร์ดตรง ๆ — ประโยคในแชทยาวกว่าที่คนพิมพ์ค้นหามาก ต้องกลั่นเหลือแก่นก่อน
  • ข้ามขั้นตรวจความตั้งใจของคำ — ทำหน้าขายให้คำที่คนค้นเพื่อหาความรู้ หรือทำบทความให้คำที่คนพร้อมซื้อแล้ว ทั้งสองแบบทำให้เสียแรงเปล่า
  • ทำหน้าใหม่ให้ทุกคำที่เก็บมา — ได้เว็บที่มีหน้าบางจำนวนมากซึ่งพูดเรื่องคาบเกี่ยวกัน แล้วแย่งอันดับกันเอง
  • เก็บครั้งเดียวแล้วไม่กลับมาดูอีก — รายการคำจากปีที่แล้วมักไม่มีคำใหม่ที่ลูกค้าเริ่มใช้ในปีนี้
  • ไม่บันทึกว่าคำไหนทำไปแล้ว — ทำให้ทีมเขียนซ้ำเรื่องเดิมโดยไม่รู้ตัว

ระวังเรื่องข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า

เวลาคัดลอกข้อความจากแชทมาเก็บในไฟล์กลาง ให้ลบชื่อ เบอร์โทร ที่อยู่ และข้อมูลระบุตัวตนออกก่อนเสมอ สิ่งที่คุณต้องการคือถ้อยคำที่ใช้เรียกสินค้าและปัญหา ไม่ใช่ตัวตนของคนพูด

คำถามที่พบบ่อย

ธุรกิจเปิดใหม่ที่ยังไม่มีลูกค้าเลย จะเก็บคำจากไหน+

ใช้รีวิวและคอมเมนต์ของคู่แข่งในธุรกิจเดียวกันเป็นแหล่งตั้งต้นก่อน รวมถึงคำถามในกลุ่มพูดคุยที่กลุ่มลูกค้าของคุณอยู่ พอเริ่มมีลูกค้าจริงในสามเดือนแรก ค่อยเก็บคำของตัวเองเพิ่มเข้ามาแทนที่

ต้องเก็บคำนานแค่ไหนถึงจะพอเริ่มทำได้+

ในธุรกิจที่มีลูกค้าทักเข้ามาทุกวัน หนึ่งถึงสองสัปดาห์มักได้ประโยคมากพอที่จะเห็นรูปแบบซ้ำแล้ว ส่วนธุรกิจที่มีลูกค้าน้อยรายแต่มูลค่าต่อรายสูง อาจต้องเก็บย้อนหลังจากแชทเก่าหลายเดือนแทนการรอเก็บใหม่

ลูกค้าสะกดคำผิด ควรเอาคำที่สะกดผิดมาทำหน้าเว็บไหม+

ไม่ต้องทำหน้าแยกให้คำที่สะกดผิด เพราะเครื่องมือค้นหาแก้คำสะกดให้อยู่แล้วในกรณีทั่วไป แต่ให้จดไว้ว่ามีการสะกดแบบไหนบ้าง เพราะบางครั้งคำที่คนเขียนต่างกันจริง ๆ เช่น คำทับศัพท์สองแบบ อาจเป็นคำที่ควรกล่าวถึงในเนื้อหาทั้งคู่

จำเป็นต้องใช้เครื่องมือมีค่าใช้จ่ายไหมสำหรับขั้นตอนนี้+

ขั้นตอนเก็บและกลั่นคำใช้แค่สเปรดชีตก็ทำได้ทั้งหมด ส่วนที่ต้องใช้เครื่องมือคือขั้นตรวจปริมาณการค้นหาและดูว่าคู่แข่งทำคำไหนอยู่ ซึ่งจะเริ่มจากเครื่องมือฟรีก่อนแล้วค่อยขยับก็ได้

ทีมขายไม่ค่อยมีเวลาช่วยจด ควรทำอย่างไร+

อย่าขอให้จดทุกบทสนทนา ให้ขอแค่ประโยคเปิดของลูกค้าที่แปลกใหม่หรือคำที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน วันละหนึ่งถึงสองบรรทัดก็พอ และให้จดในที่ที่เขาทำงานอยู่แล้ว ไม่ใช่ในระบบใหม่ที่ต้องเปิดเพิ่ม

คำที่ลูกค้าใช้ขัดกับภาพลักษณ์แบรนด์ ควรใช้ไหม+

ใช้ได้โดยไม่ต้องทิ้งภาษาของแบรนด์ วิธีที่ได้ทั้งสองอย่างคือใช้คำของลูกค้าในหัวข้อและย่อหน้าเปิดซึ่งเป็นจุดที่ต้องตรงกับคำค้น แล้วใช้ภาษาทางการของแบรนด์ในเนื้อหาส่วนที่เหลือ

สรุป

คีย์เวิร์ดที่ดีที่สุดของธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในเครื่องมือ แต่อยู่ในแชทที่ยังไม่ได้อ่านย้อนหลัง ในสมุดจดของพนักงานหน้าร้าน และในสิ่งที่ทีมขายได้ยินทุกวัน ให้เก็บประโยคดิบไว้ก่อน กลั่นให้เหลือแก่น รวมคำที่หมายถึงเรื่องเดียวกัน ตรวจปริมาณการค้นหาและความตั้งใจ แล้วจับคู่ทุกคำกับหน้าเว็บหนึ่งหน้าเสมอ ทำเดือนละสามสิบนาทีอย่างสม่ำเสมอ ได้ผลกว่าการนั่งคิดคำทีเดียวจบปีละครั้ง

เอาคำของลูกค้ามาต่อยอดเป็นแผนคอนเทนต์

NOAH ช่วยตรวจปริมาณการค้นหาของคำที่คุณเก็บมา หาช่องว่างเทียบกับคู่แข่ง วางแผนว่าคำไหนควรอยู่หน้าไหน และเขียนบทความภาษาไทยตามแผนนั้นให้

เริ่มฟรี 3 บทความ

อ่านต่อ

Keyword Research

คีย์เวิร์ดแบรนด์กับคีย์เวิร์ดทั่วไป: SME ควรลงแรงกับคำไหนก่อน

แยกคีย์เวิร์ดแบรนด์กับคีย์เวิร์ดทั่วไปให้ชัด เทียบความยาก ความเร็วที่เห็นผล และการปิดการขาย พร้อมวิธีดูตัวเลขสองกลุ่มแยกกันใน Search Console

Keyword Research

คีย์เวิร์ดตามฤดูกาลและเทศกาล: วางแผนล่วงหน้ากี่เดือนถึงจะทัน

คำค้นหาตามฤดูกาลขึ้นลงเป็นรอบทุกปี บทความนี้อธิบายว่าควรเผยแพร่ล่วงหน้าเท่าไร ดูรอบของคำจาก Google Trends อย่างไร และควรใช้หน้าเดิมซ้ำหรือสร้างหน้าใหม่

Keyword Research

Service Keyword, Product Keyword และคำต่อท้ายอย่าง ราคา กับ รีวิว ใช้ต่างกันอย่างไร

แยกความต่างระหว่าง Service Keyword กับ Product Keyword และวิธีใช้คำต่อท้ายอย่าง ราคา รีวิว เปรียบเทียบ ใกล้ฉัน ให้ตรงกับสินค้าและบริการของธุรกิจไทย