Technical SEO

Product Schema กับ LocalBusiness Schema ใส่แบบไหนให้ตรงกับธุรกิจจริง

อธิบาย Product Schema สำหรับหน้าสินค้า และ LocalBusiness Schema สำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้าน พร้อม property สำคัญและข้อควรระวังเรื่อง Review

ทีม NOAH · เผยแพร่ 2 กันยายน 2569 · อัปเดต 2 กันยายน 2569 · อ่าน 15 นาที

หน้าร้านของธุรกิจท้องถิ่น

สรุปสั้น

  • Product Schema ใช้กับหน้าสินค้าเพื่อบอกชื่อ ราคา สถานะสต็อก และแบรนด์ ให้ Google แสดงในรูปแบบ shopping result ได้
  • LocalBusiness Schema ใช้กับธุรกิจที่มีที่ตั้งจริง เช่น ร้านอาหาร คลินิก หรือสำนักงาน ระบุที่อยู่และเวลาทำการ
  • ทั้งสอง type รองรับ property aggregateRating แต่ต้องมีรีวิวจริงจากลูกค้ารองรับเท่านั้น ห้ามใส่ตัวเลขที่ไม่มีที่มา
  • offers ใน Product Schema ต้องระบุ availability ให้ตรงกับสต็อกจริง ไม่ใช่ตั้งค่าคงที่ไว้แล้วไม่อัปเดต
  • ธุรกิจที่มีทั้งหน้าร้านและขายสินค้าออนไลน์ สามารถใช้ทั้ง Product และ LocalBusiness Schema ร่วมกันได้ในเว็บเดียว

ร้านค้าออนไลน์กับธุรกิจที่มีหน้าร้านมีวิธีทำ schema ต่างกันคนละแบบ แต่หลายเว็บใส่ผิดฝั่ง เช่น ร้านอาหารที่มีสาขาเดียวกลับใส่ Product Schema แทนที่จะใส่ LocalBusiness ทำให้ Google ไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการจริง ๆ อย่างที่อยู่หรือเวลาทำการ

บทความนี้แยกสอง type นี้ให้ชัด พร้อมจุดที่ต้องระวังที่สุดคือการใส่รีวิวปลอมหรือรีวิวที่ไม่มีที่มา ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในทั้งสอง schema

ก่อนอ่านต่อ ขอกันความสับสนตั้งแต่ต้น: schema ทั้งสองแบบไม่ใช่คู่แข่งกันและไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง มันตอบโจทย์คนละคำถามของ Google — Product Schema ตอบคำถามว่า 'สินค้าชิ้นนี้คืออะไร ราคาเท่าไร' ส่วน LocalBusiness Schema ตอบคำถามว่า 'ธุรกิจนี้อยู่ที่ไหน เปิดกี่โมง' เจ้าของเว็บที่เข้าใจความต่างนี้ตั้งแต่แรกจะวางโครงสร้าง schema ได้ถูกหน้าตั้งแต่ต้น ไม่ต้องมานั่งแก้ทีหลัง

Product Schema คืออะไร

Product Schema คืออะไร

Product Schema คือ structured data ที่ใช้กับหน้าสินค้า บอก Google ว่าหน้านี้ขายอะไร ราคาเท่าไร มีสต็อกหรือไม่ และเป็นแบรนด์อะไร ประกอบด้วย property หลักเช่น name, image, brand, offers (ราคาและ availability) เมื่อใส่ถูกต้อง หน้าสินค้ามีสิทธิ์แสดงผลแบบ shopping result บน Google ซึ่งมักมีภาพสินค้าและราคาแสดงควบคู่กับลิงก์

Propertyความหมาย
nameชื่อสินค้า
imageรูปภาพสินค้าจริง
brandชื่อแบรนด์ ระบุเป็น Brand หรือ Organization
offersข้อมูลราคาและสถานะสต็อก ระบุเป็น Offer
sku หรือ gtinรหัสสินค้าที่ใช้ระบุตัวตนสินค้าอย่างเป็นทางการ
Property หลักของ Product Schema

ภายใน offers มี property ย่อยที่สำคัญคือ availability ซึ่งต้องอัปเดตให้ตรงกับสต็อกจริงเสมอ ถ้าสินค้าหมดแล้วแต่ schema ยังบอกว่ามีสินค้า Google อาจลดความน่าเชื่อถือของหน้านั้นในระยะยาว อ่านเรื่องหน้าสินค้าและหมวดหมู่เพิ่มเติมที่ Product Page SEO และ Category Page SEO

ตัวอย่างสมมติ: ร้านขายกระเป๋าหนังออนไลน์

สมมติร้านชื่อ 'หนังแท้คราฟต์' ขายกระเป๋าสะพายรุ่นหนึ่งราคา 1,290 บาท มีสต็อก 12 ใบ หน้าสินค้านี้ควรใส่ Product Schema ที่มี name เป็นชื่อรุ่นกระเป๋าแบบเต็ม ไม่ใช่แค่ 'กระเป๋า', image เป็นรูปสินค้าจริงที่ถ่ายจากร้าน ไม่ใช้รูปจากผู้ผลิตต่างประเทศที่ไม่ตรงกับของจริง, brand ระบุชื่อร้าน, offers.price เป็น 1290 และ offers.availability เป็น InStock เมื่อกระเป๋าหมด เจ้าของร้านต้องเปลี่ยนค่านี้เป็น OutOfStock ทันที ไม่ปล่อยค้างไว้

วิธีตรวจสอบว่า Product Schema ใส่ถูกต้อง

  1. 1

    เปิด Rich Results Test ของ Google

    วางลิงก์หน้าสินค้าลงในเครื่องมือ Rich Results Test (search.google.com/test/rich-results) แล้วดูว่า Google อ่านเจอ Product type หรือไม่

  2. 2

    เทียบราคาในหน้าจอกับ schema

    ราคาที่แสดงบนหน้าเว็บกับค่าที่อยู่ใน offers.price ต้องเป็นตัวเลขเดียวกันเป๊ะ ถ้าหน้าเว็บมีส่วนลดต้องอัปเดตทั้งสองที่พร้อมกัน

  3. 3

    เช็คสถานะสต็อกทุกครั้งที่มีการอัปเดตสินค้า

    เมื่อสินค้าหมดหรือกลับมามีสต็อก ต้องอัปเดต availability ในระบบหลังบ้านให้ sync กับ schema อัตโนมัติ ไม่ใช่แก้มือทีละหน้า

  4. 4

    ดูว่ามี error หรือ warning ใน Search Console ไหม

    เข้า Google Search Console เมนู Enhancements แล้วดูรายงาน Products ว่ามีหน้าที่ error หรือ valid with warnings หรือไม่ ถ้ามีให้ไล่แก้ทีละหน้า

หน้าร้านของธุรกิจท้องถิ่น

LocalBusiness Schema คืออะไร

LocalBusiness Schema ใช้กับธุรกิจที่มีที่ตั้งจริงให้ลูกค้าไปใช้บริการ เช่น ร้านอาหาร คลินิก หรือสำนักงาน ระบุข้อมูลอย่างชื่อธุรกิจ ที่อยู่ เบอร์โทร และเวลาทำการ ทำให้ Google เชื่อมโยงเว็บไซต์กับ Google Business Profile และแสดงข้อมูลใน Map Pack ได้แม่นยำขึ้น

Propertyความหมาย
nameชื่อธุรกิจ ควรตรงกับชื่อใน Google Business Profile
addressที่อยู่ ระบุเป็น PostalAddress ครบทุกส่วน
telephoneเบอร์โทรที่ติดต่อได้จริง
openingHoursSpecificationเวลาทำการแยกตามวัน
geoพิกัดละติจูด/ลองจิจูดของสถานที่
Property หลักของ LocalBusiness Schema

ความสม่ำเสมอของชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทร (NAP) ระหว่าง schema บนเว็บกับ Google Business Profile มีผลต่อ local SEO โดยตรง อ่านเรื่องนี้ต่อได้ที่ Local Keyword Research และ NAP SEO และ Google Business Profile SEO

ตัวอย่างสมมติ: คลินิกทันตกรรมสาขาเดียว

สมมติคลินิก 'ยิ้มสวยทันตกรรม' มีสาขาเดียวที่ถนนสุขุมวิท เปิดจันทร์-เสาร์ 09:00-18:00 หน้า 'ติดต่อเรา' บนเว็บควรใส่ LocalBusiness Schema (หรือ subtype ที่เฉพาะเจาะจงกว่าอย่าง Dentist) ระบุ name ตรงกับป้ายหน้าร้านและ Google Business Profile เป๊ะ, address แยกเป็น streetAddress, addressLocality, postalCode ให้ครบ, telephone เป็นเบอร์ที่รับสายจริง และ openingHoursSpecification ระบุวันเปิดปิดแยกตามวัน ถ้าวันอาทิตย์ปิด ต้องไม่ใส่ข้อมูลวันอาทิตย์ปนเข้าไปในตารางเวลาทำการ

วิธีตรวจสอบว่า LocalBusiness Schema ใส่ถูกต้อง

  1. 1

    ทดสอบด้วย Rich Results Test

    วางลิงก์หน้าที่ใส่ schema ลงในเครื่องมือทดสอบของ Google แล้วดูว่าอ่านเจอ LocalBusiness หรือ subtype ที่เลือกไว้ครบทุก property หลัก

  2. 2

    เทียบ NAP กับ Google Business Profile

    เปิด Google Business Profile คู่กันแล้วไล่เทียบชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรทีละตัวอักษร ต้องตรงกันแม้แต่การเว้นวรรคหรือรูปแบบเบอร์โทร

  3. 3

    เช็คพิกัด geo บนแผนที่จริง

    นำค่าละติจูด/ลองจิจูดไปวางในแผนที่ออนไลน์เพื่อดูว่าหมุดตกที่ตำแหน่งร้านจริงหรือไม่ ไม่ใช่ตกกลางถนนหรือย่านอื่น

  4. 4

    อัปเดตทันทีเมื่อเวลาทำการเปลี่ยน

    ถ้ามีวันหยุดพิเศษหรือเปลี่ยนเวลาทำการถาวร ต้องแก้ทั้งใน schema และ Google Business Profile พร้อมกัน ไม่ปล่อยให้ข้อมูลสองที่ไม่ตรงกัน

ใส่ทั้งสอง schema พร้อมกันได้ไหมถ้าธุรกิจขายทั้งออนไลน์และมีหน้าร้าน

ได้ ธุรกิจที่มีทั้งหน้าร้านและขายสินค้าออนไลน์สามารถใช้ LocalBusiness Schema ในหน้าเกี่ยวกับสาขา/ที่ตั้ง และใช้ Product Schema ในหน้าสินค้าแต่ละชิ้นแยกกัน ไม่จำเป็นต้องรวมสองอย่างไว้ในหน้าเดียวกัน เพราะแต่ละ type ตอบโจทย์คนละหน้าอยู่แล้ว

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัด: ร้านกาแฟที่มีหน้าร้าน 2 สาขาและขายเมล็ดกาแฟผ่านเว็บด้วย ควรมีหน้า 'สาขาของเรา' ที่ใส่ LocalBusiness Schema แยกทีละสาขา (แต่ละสาขามี address และเวลาทำการของตัวเอง) และมีหน้าสินค้า 'เมล็ดกาแฟคั่วกลาง 250g' ที่ใส่ Product Schema แยกต่างหาก การแยกแบบนี้ทำให้ Google เข้าใจโครงสร้างธุรกิจถูกต้อง และแต่ละหน้ามีโอกาสแสดงผลแบบพิเศษของตัวเอง เช่น หน้าสาขาอาจแสดงใน Map Pack ส่วนหน้าสินค้าอาจแสดงเป็น shopping result

ข้อควรระวังเรื่องเดียว

อย่าใส่ LocalBusiness Schema ไว้ในหน้าสินค้าโดยหวังว่าจะช่วยเรื่อง local SEO เพราะมันไม่เกี่ยวข้องกันและอาจทำให้ Google สับสนว่าหน้านี้คือหน้าอะไรกันแน่ ให้แยก schema ตามเนื้อหาจริงของแต่ละหน้าเสมอ

เรื่อง Review และ AggregateRating ที่ต้องระวังที่สุด

ทั้ง Product และ LocalBusiness Schema รองรับ property review และ aggregateRating แต่ห้ามใส่เด็ดขาดถ้าเว็บไม่มีระบบเก็บรีวิวจริงจากลูกค้า การใส่ตัวเลขดาวที่คิดขึ้นเองหรือคัดลอกมาจากที่อื่นถือเป็น self-serving markup ซึ่งขัดกับแนวทางของ Google โดยตรงและอาจนำไปสู่การถูกลงโทษด้วยตนเอง (manual action)

หน้าร้านของธุรกิจท้องถิ่น

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

จากการไล่ดู schema ของธุรกิจ SME หลายเว็บ ความผิดพลาดมักไม่ได้เกิดจากการไม่รู้จัก schema แต่เกิดจากการใส่ครั้งเดียวแล้วไม่มีใครดูแลต่อ ทำให้ข้อมูลเก่าค้างอยู่จนไม่ตรงกับความจริง ต่อไปนี้คือข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด

  • ใส่ LocalBusiness Schema ทั้งที่ธุรกิจขายออนไลน์เท่านั้น ไม่มีหน้าร้านหรือที่ตั้งให้ลูกค้าไปจริง — ควรใช้ Organization Schema แทน
  • ที่อยู่หรือเบอร์โทรใน schema ไม่ตรงกับที่แสดงบน Google Business Profile เพราะทีมเว็บกับทีมการตลาดอัปเดตคนละที่โดยไม่ประสานกัน
  • ใส่ offers.availability เป็น InStock ตายตัว ทั้งที่สินค้าหมดสต็อกไปแล้วหลายเดือน เพราะระบบหลังบ้านไม่ได้เชื่อมกับ schema อัตโนมัติ
  • ใส่ aggregateRating จากค่าเฉลี่ยที่คำนวณเองโดยไม่มีระบบรีวิวจริงรองรับ ซึ่งเสี่ยงถูก manual action จาก Google โดยตรง
  • ใส่ schema ประเภทเดียวไว้ทุกหน้าของเว็บทั้งที่แต่ละหน้ามีเนื้อหาต่างกัน เช่น เอา Product Schema ไปแปะไว้ที่หน้าแรกของเว็บซึ่งไม่ใช่หน้าสินค้า
  • ลืมอัปเดต schema เมื่อเปลี่ยนราคา ย้ายที่ตั้ง หรือปิดปรับปรุงชั่วคราว ทำให้ข้อมูลที่ Google แสดงผลผิดจากความจริง

เช็กลิสต์สรุปก่อนขึ้นเว็บจริง

รายการผ่านเกณฑ์เมื่อ
ประเภทหน้าหน้าสินค้าใช้ Product, หน้าที่ตั้งธุรกิจใช้ LocalBusiness ไม่ปนกัน
ราคา/สต็อกoffers.price และ availability ตรงกับที่แสดงบนหน้าเว็บ 100%
NAPชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร ตรงกับ Google Business Profile ทุกตัวอักษร
รีวิวใส่ aggregateRating เฉพาะเมื่อมีระบบเก็บรีวิวจริงจากลูกค้า
การทดสอบผ่าน Rich Results Test โดยไม่มี error
เช็กก่อนดันขึ้นเว็บจริงทุกครั้ง

คำถามที่พบบ่อย

ร้านค้าออนไลน์ที่ไม่มีหน้าร้าน ต้องใส่ LocalBusiness Schema ไหม+

ไม่จำเป็น ถ้าธุรกิจไม่มีที่ตั้งให้ลูกค้าไปใช้บริการจริง ให้ใช้ Organization Schema แทนสำหรับระบุตัวตนแบรนด์ และใช้ Product Schema สำหรับหน้าสินค้า

ใส่ Product Schema แล้วราคาต้องตรงกับหน้าเว็บเป๊ะไหม+

ต้องตรง Google เทียบราคาใน schema กับราคาที่แสดงจริงบนหน้าเว็บเสมอ ถ้าไม่ตรงกันอาจทำให้ Google ไม่นำ schema นั้นไปแสดงผล หรือลดความน่าเชื่อถือของหน้า

ไม่มีรีวิวจากลูกค้าเลย จะทำให้หน้าสินค้าดูน่าเชื่อถือได้อย่างไรโดยไม่ใส่ aggregateRating ปลอม+

เน้นข้อมูลที่ตรวจสอบได้จริงแทน เช่น รายละเอียดสินค้าที่ครบถ้วน นโยบายการรับประกัน และภาพสินค้าจริงหลายมุม เมื่อเริ่มมีรีวิวจริงจากลูกค้าแล้วค่อยเพิ่ม schema ส่วนนี้ทีหลังได้

LocalBusiness Schema กับ Organization Schema ใช้แทนกันได้ไหม+

ใช้แทนกันไม่ได้ทั้งหมด LocalBusiness เป็น subtype ของ Organization ที่เพิ่ม property เฉพาะสำหรับธุรกิจที่มีที่ตั้ง เช่น address และ openingHours ถ้าธุรกิจมีสาขาจริงควรใช้ LocalBusiness เพื่อได้ประโยชน์ด้าน local SEO เต็มที่

มีหลายสาขา ต้องใส่ LocalBusiness Schema กี่ครั้ง+

ใส่แยกทีละสาขา แต่ละสาขาควรมีหน้าของตัวเองบนเว็บ (เช่น /branch/สุขุมวิท) พร้อม LocalBusiness Schema ที่มี address และ geo เฉพาะของสาขานั้น ไม่ควรรวมทุกสาขาไว้ใน schema เดียวกันเพราะ Google จะไม่สามารถแยกได้ว่าลูกค้าใกล้สาขาไหน

สรุป

เลือก Product Schema สำหรับหน้าสินค้า และ LocalBusiness Schema สำหรับธุรกิจที่มีที่ตั้งจริง อย่าใส่ผิดฝั่งเพียงเพราะอยากได้ผลลัพธ์แบบพิเศษบนหน้าค้นหา และที่สำคัญที่สุดคือห้ามใส่รีวิวหรือคะแนนที่ไม่มีที่มาจริงเด็ดขาด กลับไปดูภาพรวม schema อื่น ๆ ได้ที่ หน้ารวม Technical SEO

สิ่งที่ควรทำต่อจากนี้คือตั้งรอบทบทวน schema อย่างสม่ำเสมอ เช่น ทุกครั้งที่เปลี่ยนราคา ย้ายที่ตั้ง หรือเปลี่ยนเวลาทำการ ให้เช็คว่า schema อัปเดตตามไปด้วยหรือยัง เพราะ schema ที่ผิดจากความจริงส่งผลเสียมากกว่าการไม่มี schema เลย เนื่องจาก Google อาจมองว่าเว็บให้ข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือในภาพรวม

อยากดูเครื่องมือ SEO ที่ครบทั้งชุด

ดูภาพรวมเครื่องมือ SEO ทุกกลุ่มที่ทีมไทยใช้กันจริง ตั้งแต่คีย์เวิร์ดไปจนถึงงาน technical

ดูเครื่องมือ SEO

อ่านต่อ