SEO พื้นฐาน

SEO 30 วันแรก: ทำอะไรก่อนหลังเมื่อเว็บเพิ่งเริ่มและยังไม่มีอันดับ

แผน SEO 30 วันแรกสำหรับเว็บที่เพิ่งเริ่มและยังไม่มีอันดับ แบ่งงานรายสัปดาห์ที่ทำได้จริง พร้อมผลลัพธ์ที่ควรเห็นและงานที่ยังไม่ต้องรีบทำ

ทีม NOAH · เผยแพร่ 10 กันยายน 2569 · อัปเดต 10 กันยายน 2569 · อ่าน 13 นาที

เช็กลิสต์แผนงานบนคลิปบอร์ดพร้อมปากกาสำหรับติ๊กงานที่ทำเสร็จ

สรุปสั้น

  • 30 วันแรกของเว็บใหม่ไม่ใช่ช่วงของการไล่ล่าอันดับ แต่เป็นช่วงวางฐานให้ Google เข้าถึงเว็บได้และให้คุณเริ่มมีข้อมูลของตัวเองไว้ตัดสินใจ
  • งานที่ต้องทำก่อนเสมอคือการตั้งค่าการวัดผลให้ครบ เพราะข้อมูลที่ไม่ได้เก็บตั้งแต่วันแรกจะย้อนกลับไปเก็บไม่ได้อีกเลย
  • แผนรายสัปดาห์ที่ใช้ได้จริงคือ สัปดาห์ที่ 1 ตั้งค่าการวัดผล สัปดาห์ที่ 2 เก็บคำที่ลูกค้าใช้ สัปดาห์ที่ 3 แก้พื้นฐานเว็บและจัดหน้าสำคัญ สัปดาห์ที่ 4 เริ่มเนื้อหาชุดแรก
  • สัญญาณว่ามาถูกทางในเดือนแรกคือหน้าเว็บถูกเก็บเข้าระบบค้นหา เริ่มมีจำนวนการแสดงผลใน Search Console และเริ่มเห็นคำค้นที่ตรงกับสิ่งที่ธุรกิจขาย ไม่ใช่ตัวเลขอันดับ
  • งานอย่างการไล่สร้างลิงก์ การเขียนบทความจำนวนมากพร้อมกัน และการซื้อเครื่องมือแพง ๆ ควรเลื่อนออกไปก่อน เพราะยังไม่มีข้อมูลพอจะตัดสินใจว่าคุ้มหรือไม่

เว็บเพิ่งขึ้นได้สองสัปดาห์ ค้นชื่อร้านตัวเองใน Google ก็ยังไม่เจอ เปิดดูสถิติก็ยังไม่มีคนเข้า คำถามแรกที่เจ้าของธุรกิจถามคือ “ต้องทำอะไรก่อนดี” แล้วคำแนะนำที่หาเจอบนอินเทอร์เน็ตก็มักมาเป็นรายการยาวสามสิบข้อ ที่ทำจริงไม่ไหวถ้าต้องดูแลธุรกิจไปด้วย

บทความนี้จะจัดลำดับให้ว่า 30 วันแรกควรทำอะไรก่อนหลัง แบ่งเป็นสัปดาห์ที่ 1 ถึง 4 พร้อมบอกว่าแต่ละสัปดาห์ควรได้ผลลัพธ์อะไรกลับมา งานไหนที่ยังไม่ต้องรีบทำในเดือนนี้ และจะดูจากอะไรว่ามาถูกทางแม้อันดับยังไม่ขึ้น ถ้าอยากเห็นภาพรวมของการเริ่มต้นทั้งหมด อ่านคู่กับ คู่มือเริ่มต้นทำ SEO สำหรับธุรกิจ ได้

SEO 30 วันแรกควรทำอะไรบ้าง

เว็บใหม่ควรทำอะไรใน SEO 30 วันแรก

30 วันแรกควรใช้ไปกับสี่งานตามลำดับ คือ สัปดาห์ที่ 1 ตั้งค่าการวัดผลให้ครบทั้ง Google Search Console และ Google Analytics สัปดาห์ที่ 2 เก็บข้อมูลธุรกิจและรวบรวมคำที่ลูกค้าใช้เรียกสินค้าหรือบริการจริง สัปดาห์ที่ 3 ตรวจพื้นฐานเว็บที่ทำให้ Google มองไม่เห็นและจัดหน้าเว็บสำคัญให้ครบ สัปดาห์ที่ 4 เริ่มเขียนเนื้อหาชุดแรก 3 ถึง 5 ชิ้น เป้าหมายของเดือนนี้คือให้เว็บถูกค้นพบและเริ่มมีข้อมูลของตัวเอง ไม่ใช่การไล่อันดับ

เหตุผลที่ต้องเรียงลำดับแบบนี้คือแต่ละงานเป็นวัตถุดิบของงานถัดไป ถ้ายังไม่ได้ตั้งค่าการวัดผล คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่าเนื้อหาที่เขียนไปได้ผลหรือไม่ และถ้ายังไม่รู้ว่าลูกค้าใช้คำอะไร การเขียนบทความก็เป็นการเดาล้วน ๆ เว็บที่กระโดดไปเขียนบทความตั้งแต่วันแรกมักต้องกลับมาแก้ทั้งหมดในเดือนที่สอง

30 วันแรกคาดหวังอะไรได้และคาดหวังอะไรไม่ได้

ความผิดหวังส่วนใหญ่ในเดือนแรกเกิดจากการตั้งความคาดหวังผิดตั้งแต่ต้น ไม่ได้เกิดจากการทำงานผิด ตารางนี้ช่วยตั้งหลักว่าอะไรคือผลลัพธ์ที่สมเหตุสมผลของเดือนแรก และอะไรที่ต้องรออีกหลายเดือน

เรื่องคาดหวังได้ในเดือนแรกยังคาดหวังไม่ได้
การถูกค้นพบหน้าหลักและหน้าสำคัญถูกเก็บเข้าระบบค้นหา ค้นชื่อแบรนด์ตรง ๆ แล้วเจอติดหน้าแรกด้วยคำค้นทั่วไปที่มีคู่แข่งเยอะ
ข้อมูลวัดผลมีข้อมูลใน Search Console และ Analytics สะสมอย่างน้อยสองถึงสามสัปดาห์ข้อมูลมากพอจะสรุปแนวโน้มระยะยาวหรือเทียบปีต่อปี
คำค้นหาเริ่มเห็นคำค้นที่พาคนมาเจอเว็บ แม้จะเป็นคำแบรนด์หรือคำเฉพาะทางที่มีคนค้นน้อยติดอันดับคำหลักที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น
จำนวนคนเข้าเว็บตัวเลขหลักสิบต่อสัปดาห์จากคำเฉพาะเจาะจงหรือคำแบรนด์การเติบโตแบบก้าวกระโดดจากการค้นหาทั่วไป
ลูกค้าที่ติดต่อเข้ามาอาจมีบ้างถ้าเป็นธุรกิจท้องถิ่นที่คนค้นหาแบบเร่งด่วน แต่ยังนับเป็นแนวโน้มไม่ได้ยอดขายที่มาจากการค้นหาอย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์
ผลลัพธ์ที่คาดหวังได้และคาดหวังไม่ได้ใน 30 วันแรก

ระวังคำสัญญาเรื่องอันดับภายในหนึ่งเดือน

เว็บที่เพิ่งเริ่มยังไม่มีประวัติในระบบค้นหา การจะไปแทนที่หน้าเว็บที่อยู่อันดับต้น ๆ มานานต้องใช้เวลาสะสมมากกว่าหนึ่งเดือนเสมอ ถ้ามีผู้ให้บริการรายไหนรับปากว่าจะทำให้ติดอันดับหนึ่งภายใน 30 วัน ให้ขอดูวิธีวัดผลเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนตัดสินใจ

สัปดาห์ที่ 1: ตั้งค่าการวัดผลให้ครบก่อนลงมือทำอย่างอื่น

งานสัปดาห์แรกใช้เวลาไม่เกินสองถึงสามชั่วโมงรวมทั้งหมด แต่เป็นงานที่ทำช้าไม่ได้ เพราะเครื่องมือเหล่านี้เก็บข้อมูลนับตั้งแต่วันที่ติดตั้งเท่านั้น ไม่มีการย้อนเก็บข้อมูลก่อนหน้าให้ ยิ่งติดตั้งช้าหนึ่งสัปดาห์ก็เท่ากับเสียข้อมูลไปหนึ่งสัปดาห์อย่างถาวร

งานตั้งค่าการวัดผลในสัปดาห์แรก

  1. 1

    ยืนยันความเป็นเจ้าของเว็บใน Google Search Console

    สร้างบัญชีด้วยอีเมลของบริษัทเอง ไม่ใช่อีเมลส่วนตัวของพนักงานหรือของผู้รับจ้าง แล้วยืนยันความเป็นเจ้าของโดเมน วิธีตั้งค่าและการอ่านรายงานเบื้องต้นดูได้ที่ Google Search Console คืออะไร

  2. 2

    ส่ง sitemap เข้า Search Console

    หา URL ของ sitemap จากระบบเว็บที่ใช้ แล้วส่งเข้าไปในเมนู Sitemaps เพื่อบอก Google ว่าเว็บมีหน้าอะไรบ้าง แล้วกลับมาดูอีกครั้งในสัปดาห์ถัดไปว่ามีหน้าถูกอ่านเข้าไปแล้วกี่หน้า

  3. 3

    ติดตั้ง Google Analytics และตรวจว่าเก็บข้อมูลจริง

    ติดตั้งโค้ดแล้วเปิดเว็บจากมือถือตัวเอง ดูว่ามีผู้ใช้งานปรากฏในรายงานเรียลไทม์หรือไม่ ถ้าไม่ขึ้นแปลว่าติดตั้งไม่สำเร็จ อย่าปล่อยไว้แล้วค่อยกลับมาดูตอนสิ้นเดือน

  4. 4

    ตั้งค่าการนับติดต่อเข้ามาให้ครบทุกช่องทาง

    ตั้งให้ระบบนับเมื่อมีคนกดปุ่มโทร กดไลน์ หรือส่งฟอร์ม เพราะธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ลูกค้าติดต่อผ่านช่องทางเหล่านี้มากกว่าการซื้อบนเว็บโดยตรง วิธีตั้งค่าย้อนตรวจสอบได้ดูที่ วัดยอดขายและ Lead ที่มาจาก SEO

  5. 5

    จดค่าตั้งต้นของเดือนนี้ไว้

    บันทึกไว้ว่าวันนี้มีกี่หน้าอยู่ในเว็บ มีคนเข้าเท่าไร และมีคนติดต่อเข้ามากี่ราย เก็บเป็นไฟล์เดียวไว้เทียบเดือนถัดไป โดยไม่ต้องมีเครื่องมือเสียเงินเพิ่ม

หน้าจอแสดงแดชบอร์ดวิเคราะห์ข้อมูลการเข้าชมเว็บไซต์

สัปดาห์ที่ 2: เก็บข้อมูลธุรกิจและคำที่ลูกค้าใช้จริง

สัปดาห์นี้ยังไม่ต้องเปิดเครื่องมือหาคีย์เวิร์ดใด ๆ ให้เริ่มจากสิ่งที่มีอยู่ในมือแล้ว คือบทสนทนากับลูกค้าจริง เพราะคำที่ลูกค้าพิมพ์ค้นหามักเป็นคำเดียวกับที่เขาใช้ถามคุณในแชท ซึ่งบ่อยครั้งไม่ตรงกับศัพท์ทางการที่ธุรกิจใช้เรียกสินค้าของตัวเอง

  • เปิดแชทและกล่องข้อความย้อนหลังสามเดือน คัดลอกคำถามที่ลูกค้าถามซ้ำ ๆ มาไว้ในไฟล์เดียว โดยคงคำพูดเดิมของลูกค้าไว้ ไม่ต้องเรียบเรียงใหม่
  • ถามพนักงานขายหรือคนรับโทรศัพท์ว่าลูกค้ามักเรียกสินค้าหรือบริการของเราว่าอะไร บ่อยครั้งจะได้คำที่ต่างจากชื่อทางการบนเว็บ
  • พิมพ์คำที่ได้ลงในช่องค้นหาของ Google แล้วดูคำที่ระบบแนะนำต่อท้าย กับหัวข้อ “การค้นหาที่เกี่ยวข้อง” ท้ายหน้า เพื่อดูว่าคนถามเรื่องนี้ต่อยังไงบ้าง
  • จดชื่อคู่แข่งที่โผล่ขึ้นมาเวลาค้นคำเหล่านั้น ไว้ใช้ดูโครงสร้างหน้าเว็บของเขาในสัปดาห์ถัดไป
  • แยกคำที่ได้ออกเป็นสองกอง คือกองที่คนกำลังจะซื้อ เช่น คำที่มีคำว่าราคาหรือใกล้ฉัน กับกองที่คนแค่หาข้อมูล เพื่อจะได้รู้ว่าคำไหนควรพาไปหน้าบริการและคำไหนควรพาไปบทความ
  • เขียนข้อมูลธุรกิจที่จำเป็นให้ครบในไฟล์เดียว คือชื่อเต็ม ที่อยู่ เวลาทำการ พื้นที่ให้บริการ และช่องทางติดต่อ เพราะข้อมูลชุดนี้จะถูกใช้ซ้ำในทุกหน้าและในโปรไฟล์ธุรกิจ

คำถามในแชทคือคลังหัวข้อที่ดีที่สุดของเดือนแรก

ถ้าลูกค้าห้าคนถามคำถามเดียวกัน แปลว่ามีคนอีกจำนวนมากที่สงสัยเหมือนกันแต่ไม่ได้ถาม แล้วไปพิมพ์ถาม Google แทน คำถามเหล่านั้นคือหัวข้อบทความชุดแรกที่ตรงกลุ่มที่สุด และเป็นวิธีเลือกหัวข้อที่อธิบายไว้ละเอียดใน ธุรกิจควรเขียนบทความอะไร

สัปดาห์ที่ 3: ตรวจพื้นฐานเว็บและจัดหน้าสำคัญให้ครบ

สัปดาห์นี้แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือไล่ตรวจสิ่งที่ทำให้ Google มองไม่เห็นเว็บ ซึ่งเป็นปัญหาที่เจอบ่อยมากกับเว็บที่เพิ่งเปิด ส่วนที่สองคือจัดหน้าเว็บสำคัญให้ครบก่อนจะไปเขียนบทความ เพราะบทความมีหน้าที่พาคนมาที่หน้าเหล่านี้ ถ้าปลายทางยังไม่พร้อม คนที่เข้ามาก็ไปต่อไม่ถูก

  1. 1ตรวจว่าเว็บไม่ได้ตั้งค่าบล็อกเครื่องมือค้นหาไว้ตั้งแต่ตอนพัฒนา ระบบเว็บส่วนใหญ่มีตัวเลือกซ่อนเว็บจากการค้นหาที่มักถูกเปิดค้างไว้ ถ้าไล่หาไม่เจอ อ่านลำดับการตรวจได้ที่ Google ไม่ Index เว็บ
  2. 2ใช้เมนูตรวจ URL ใน Search Console กับหน้าหลักและหน้าบริการหลัก เพื่อยืนยันว่า Google เข้าถึงหน้าได้จริง แล้วขอให้เก็บเข้าระบบสำหรับหน้าที่ยังไม่ถูกเก็บ
  3. 3เปิดเว็บบนมือถือของตัวเองแล้วอ่านจริงหนึ่งรอบ ดูว่าตัวหนังสือเล็กเกินไป ปุ่มติดต่อกดยาก หรือมีป๊อปอัปบังเนื้อหาหรือไม่ เพราะคนส่วนใหญ่เข้าเว็บธุรกิจจากมือถือ
  4. 4ตรวจว่าแต่ละหน้ามี title ที่ไม่ซ้ำกันและบอกได้ว่าหน้านั้นเกี่ยวกับอะไร เว็บใหม่จำนวนมากมี title เดียวกันทั้งเว็บเพราะยังไม่ได้แก้จากธีมตั้งต้น อ่านหลักการเขียนได้ที่ SEO Title คืออะไร
  5. 5จัดให้มีหน้าสำคัญครบอย่างน้อยห้าหน้า คือหน้าแรก หน้าบริการหรือสินค้าแยกตามประเภท หน้าเกี่ยวกับเรา หน้าติดต่อพร้อมแผนที่ และหน้ารวมบทความ
  6. 6ใส่ลิงก์ภายในจากหน้าแรกไปหน้าบริการทุกหน้า ให้ทั้งคนและ Google เดินไปถึงได้ภายในหนึ่งถึงสองคลิก

ถ้าไล่ครบแล้วเว็บยังไม่ปรากฏในผลการค้นหาเลย ให้ตรวจสาเหตุตามลำดับใน เว็บใหม่ไม่ติด Google ก่อน อย่าเพิ่งไปลงแรงเขียนบทความเพิ่ม เพราะถ้ารากปัญหาอยู่ที่การเข้าถึงเว็บ เนื้อหาที่เขียนเพิ่มก็จะไม่ถูกเห็นเหมือนกัน

โต๊ะทำงานสำหรับเขียนคอนเทนต์ที่มีสมุดจดและปากกาวางอยู่

สัปดาห์ที่ 4: เริ่มเนื้อหาชุดแรก

เป้าหมายของสัปดาห์สุดท้ายคือได้เนื้อหาที่เผยแพร่จริง 3 ถึง 5 ชิ้น ไม่ใช่ 20 ชิ้น เพราะสิ่งที่ต้องการจากเดือนแรกคือการทดสอบว่ากระบวนการเขียนของทีมทำงานได้จริงหรือไม่ ใช้เวลาต่อชิ้นเท่าไร และหัวข้อแบบไหนที่ทีมเขียนได้เร็ว ข้อมูลเหล่านี้จะใช้วางแผนเดือนถัดไปได้แม่นกว่าการเดา

  • เลือกหัวข้อจากคำถามที่ลูกค้าถามบ่อยที่สุดในไฟล์ที่เก็บไว้เมื่อสัปดาห์ที่ 2 เริ่มจากคำถามที่คนถามก่อนตัดสินใจซื้อ ไม่ใช่คำถามหลังการขาย
  • เขียนหนึ่งชิ้นต่อหนึ่งคำถามหลัก อย่ารวมหลายคำถามไว้ในบทความเดียวเพราะจะทำให้ไม่ชัดว่าหน้านั้นตอบเรื่องอะไร
  • ใส่คำที่ลูกค้าใช้จริงลงในหัวเรื่องและย่อหน้าแรกอย่างเป็นธรรมชาติ ตามแนวทางใน วิธีใส่ Keyword ในบทความ
  • ปิดท้ายทุกชิ้นด้วยขั้นตอนถัดไปที่ชัดเจน เช่น ลิงก์ไปหน้าบริการที่เกี่ยวข้องหรือช่องทางติดต่อ เพราะบทความที่ไม่มีทางไปต่อคือบทความที่ไม่สร้างลูกค้า
  • ใส่ลิงก์ภายในจากบทความใหม่ไปยังหน้าบริการที่เกี่ยวข้อง และจากหน้ารวมบทความมาที่ชิ้นใหม่ทุกครั้งที่เผยแพร่
  • จับเวลาว่าใช้เวลาต่อชิ้นเท่าไรจริง ๆ แล้วบันทึกไว้ ตัวเลขนี้คือฐานในการตัดสินใจว่าเดือนหน้าทำเองไหวหรือควรหาคนช่วย

ถ้าเผยแพร่แล้วยังไม่มีใครเข้ามาอ่าน ถือเป็นเรื่องปกติของเดือนแรก เนื้อหาใหม่ต้องใช้เวลาก่อนจะเริ่มมีการแสดงผลในหน้าค้นหา สิ่งที่ควรทำคือกลับไปดูใน Search Console ว่าหน้าเหล่านั้นถูกเก็บเข้าระบบแล้วหรือยัง ซึ่งสำคัญกว่าจำนวนคนเข้าในช่วงนี้

ตารางสรุปงานกับผลลัพธ์ที่ควรได้ในแต่ละสัปดาห์

สัปดาห์งานหลักผลลัพธ์ที่ควรได้เมื่อจบสัปดาห์เวลาที่ใช้โดยประมาณ
สัปดาห์ที่ 1ตั้งค่า Search Console, Analytics, ส่ง sitemap และตั้งค่าการนับการติดต่อเครื่องมือทั้งหมดเก็บข้อมูลได้จริง และมีไฟล์บันทึกค่าตั้งต้นของเดือน2 ถึง 3 ชั่วโมง
สัปดาห์ที่ 2รวบรวมคำถามลูกค้า คำที่ลูกค้าใช้ และข้อมูลธุรกิจให้ครบไฟล์รายการคำและคำถามที่แยกกลุ่มแล้วว่าคำไหนพร้อมซื้อ คำไหนหาข้อมูล3 ถึง 4 ชั่วโมง
สัปดาห์ที่ 3ตรวจพื้นฐานเว็บที่ทำให้ Google มองไม่เห็น และจัดหน้าสำคัญให้ครบหน้าหลักและหน้าบริการถูกเก็บเข้าระบบค้นหา แต่ละหน้ามี title ไม่ซ้ำกัน4 ถึง 6 ชั่วโมง
สัปดาห์ที่ 4เขียนและเผยแพร่เนื้อหาชุดแรก 3 ถึง 5 ชิ้น พร้อมวางลิงก์ภายในมีเนื้อหาที่เผยแพร่จริง และรู้เวลาที่ทีมใช้ต่อชิ้นสำหรับวางแผนเดือนถัดไป6 ถึง 10 ชั่วโมง
แผน SEO 30 วันแรกแบบรายสัปดาห์ พร้อมสิ่งที่ควรได้กลับมา
ทีมการตลาดดิจิทัลนั่งทำงานร่วมกันในออฟฟิศ

งานที่ยังไม่ต้องรีบทำในเดือนแรก

การเลือกว่าจะไม่ทำอะไรสำคัญพอ ๆ กับการเลือกว่าจะทำอะไร โดยเฉพาะเมื่อคนทำมีคนเดียวและยังต้องดูแลธุรกิจไปด้วย งานต่อไปนี้ไม่ใช่งานที่ไม่สำคัญ แต่เป็นงานที่ยังไม่มีข้อมูลพอจะทำให้คุ้มในเดือนนี้

  • การไล่หาลิงก์จากเว็บอื่น — ตอนนี้เว็บยังแทบไม่มีเนื้อหาให้ใครอยากลิงก์มาถึง ควรรอจนมีหน้าที่มีคุณค่าจริงก่อน แล้วค่อยศึกษาวิธีที่ปลอดภัยจาก Link Building
  • การสมัครเครื่องมือ SEO แบบเสียเงินหลายตัว — ข้อมูลจาก Search Console เพียงตัวเดียวก็เพียงพอสำหรับการตัดสินใจในเดือนแรก
  • การไล่ตรวจคะแนนความเร็วเว็บให้ได้เต็มร้อย — ตราบใดที่หน้าเปิดได้ในเวลาที่ยอมรับได้บนมือถือ ให้เลื่อนงานปรับละเอียดไว้หลังจากมีเนื้อหาแล้ว
  • การเขียนบทความจำนวนมากพร้อมกัน — การลงยี่สิบชิ้นในเดือนแรกโดยยังไม่รู้ว่าคำไหนได้ผล มักจบด้วยการต้องรื้อเขียนใหม่ทั้งชุด
  • การไล่เทียบตัวเองกับคู่แข่งรายใหญ่ทุกสัปดาห์ — เดือนแรกควรเทียบกับตัวเองเมื่อสัปดาห์ก่อน ไม่ใช่เทียบกับเว็บที่ทำมาแล้วหลายปี
  • การตามดูอันดับรายวัน — อันดับของเว็บใหม่ยังแกว่งมากและยังไม่มีความหมายพอจะใช้ตัดสินใจ ให้ดูจำนวนการแสดงผลและคำค้นแทน ตามแนวทางใน SEO Traffic, Impression, Click และ Average Position

สัญญาณว่ามาถูกทางแม้อันดับยังไม่ขึ้น

ในเดือนแรก อันดับยังไม่ใช่เครื่องวัดที่ใช้ได้ สิ่งที่ควรดูแทนคือสัญญาณว่าระบบเริ่มทำงาน ซึ่งดูได้จาก Search Console ทั้งหมดโดยไม่ต้องมีเครื่องมือเสียเงิน ถ้าเห็นสัญญาณเหล่านี้แม้เพียงบางข้อ แปลว่าเดือนที่สองมีฐานให้ต่อยอดแล้ว

  • จำนวนหน้าที่ถูกเก็บเข้าระบบค้นหาเพิ่มขึ้นตามจำนวนหน้าที่คุณเผยแพร่ ไม่ใช่ค้างอยู่ที่หน้าเดียว
  • เริ่มมีจำนวนการแสดงผลใน Search Console แม้ยังไม่มีคลิก แปลว่า Google เริ่มเอาหน้าของคุณไปแสดงให้คนบางกลุ่มเห็นแล้ว
  • คำค้นที่เห็นในรายงานเริ่มตรงกับสิ่งที่ธุรกิจขายจริง ไม่ใช่คำที่ไม่เกี่ยวข้องเลย
  • ค้นชื่อแบรนด์เต็ม ๆ แล้วเว็บของคุณขึ้นเป็นผลลัพธ์แรก ซึ่งเป็นด่านพื้นฐานที่ต้องผ่านก่อนไปแข่งคำอื่น
  • หน้าบริการหลักเริ่มมีการแสดงผลบ้าง ไม่ใช่มีแต่หน้าแรกหน้าเดียวที่ถูกเห็น
  • ทีมมีกระบวนการที่ทำซ้ำได้ คือรู้ว่าใครเลือกหัวข้อ ใครเขียน ใครตรวจ และใช้เวลาเท่าไรต่อชิ้น

จบ 30 วันแล้วไปต่ออย่างไร

เดือนแรกจบลงที่การมีฐานครบ คือมีข้อมูลของตัวเอง มีหน้าเว็บสำคัญที่พร้อม และมีเนื้อหาชุดแรกที่เผยแพร่แล้ว ขั้นต่อไปคือการทำซ้ำอย่างมีจังหวะและเริ่มปรับปรุงหน้าที่มีอยู่จากข้อมูลจริง ซึ่งเป็นเนื้อหาของแผนระยะถัดไป

ให้อ่านต่อที่ SEO 90 วันสำหรับ SME ซึ่งวางแผนงานต่อเนื่องไปจนถึงเดือนที่สามพร้อมรายละเอียดว่าเดือนที่สองและสามควรเน้นอะไร บทความนี้จบที่วันที่ 30 พอดีเพื่อไม่ให้เนื้อหาทับกัน และถ้าครบเดือนแล้วยังไม่มีคนเข้าเว็บเลย ให้ไล่หาสาเหตุจากข้อมูลจริงตาม เว็บไม่มีคนเข้า ก่อนเพิ่มงบหรือเพิ่มปริมาณงาน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาดในเดือนแรกส่วนใหญ่ไม่ได้ทำให้เว็บเสียหายถาวร แต่ทำให้เสียเวลาไปหนึ่งเดือนเต็มโดยไม่ได้ข้อมูลอะไรกลับมา ซึ่งเป็นต้นทุนที่แพงที่สุดของธุรกิจเล็ก

  • เริ่มเขียนบทความก่อนติดตั้งเครื่องมือวัดผล ทำให้พอครบเดือนแล้วไม่รู้ว่าอะไรได้ผลบ้าง และย้อนกลับไปเก็บข้อมูลไม่ได้
  • ตั้งเป้าติดอันดับหนึ่งภายในเดือนแรก แล้วล้มเลิกทั้งหมดในสัปดาห์ที่สามเพราะคิดว่าไม่ได้ผล
  • เลือกคำค้นที่กว้างมากอย่างชื่อหมวดสินค้าเฉย ๆ ตั้งแต่เดือนแรก ทั้งที่คำเฉพาะเจาะจงกว่ามีโอกาสได้ลูกค้าจริงเร็วกว่ามาก
  • ใช้บัญชี Search Console ของเอเจนซีหรือของคนทำเว็บ แล้วพอเลิกจ้างก็เข้าถึงข้อมูลย้อนหลังไม่ได้อีกเลย
  • แก้เว็บหลายจุดพร้อมกันโดยไม่จดว่าแก้อะไรไปบ้าง ทำให้ตอนผลเปลี่ยนก็ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร
  • ทุ่มเวลาทั้งเดือนไปกับการเลือกธีมหรือปรับดีไซน์ จนไม่เหลือเวลาทำเนื้อหาเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

คำถามที่พบบ่อย

เว็บเปิดมาแล้วครึ่งปีแต่ยังไม่เคยทำ SEO เลย ใช้แผนนี้ได้ไหม+

ใช้ได้และควรใช้ตามลำดับเดิม เพราะงานสัปดาห์ที่ 1 กับ 3 คือการตั้งค่าและตรวจพื้นฐานที่เว็บของคุณอาจยังไม่เคยทำ ข้อดีของเว็บที่เปิดมานานคือมักมีหน้าอยู่แล้วจำนวนหนึ่ง จึงอาจเห็นข้อมูลใน Search Console เร็วกว่าเว็บที่เพิ่งขึ้นใหม่จริง ๆ

ต้องใช้เวลากี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ถ้าทำคนเดียว+

จากลำดับงานในบทความนี้ เดือนแรกใช้เวลารวมประมาณ 15 ถึง 23 ชั่วโมง เฉลี่ยราวสี่ถึงหกชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยสัปดาห์ที่ 4 หนักที่สุดเพราะเป็นสัปดาห์ที่ต้องเขียนเนื้อหาจริง ถ้าจัดเวลาไม่ได้ ให้ลดจำนวนบทความลงเหลือสามชิ้นแทนการข้ามงานตั้งค่า

ควรทำ Google Business Profile ในเดือนแรกด้วยไหม+

ถ้าเป็นธุรกิจที่มีหน้าร้านหรือให้บริการตามพื้นที่ ควรทำในสัปดาห์ที่ 3 ควบคู่กับการจัดหน้าเว็บสำคัญ เพราะเป็นช่องทางที่ทำให้ธุรกิจถูกพบได้เร็วกว่าเว็บใหม่ แต่ถ้าขายออนไลน์ทั่วประเทศโดยไม่มีหน้าร้าน ให้เน้นงานตามแผนหลักก่อน

เว็บที่ทำด้วยผู้ให้บริการสร้างเว็บสำเร็จรูป ทำตามแผนนี้ได้ไหม+

ได้ทั้งหมด เพราะงานในเดือนแรกเป็นการตั้งค่าและการจัดเนื้อหาเป็นหลัก ไม่ต้องแก้โค้ด สิ่งที่ต้องตรวจเพิ่มคือระบบนั้นเปิดให้แก้ title ของแต่ละหน้าและสร้าง sitemap ได้หรือไม่ ถ้าแก้ไม่ได้เลย ควรพิจารณาเปลี่ยนระบบก่อนลงแรงเขียนเนื้อหาจำนวนมาก

ถ้าครบ 30 วันแล้วยังไม่มีการแสดงผลใน Search Console เลย ผิดปกติไหม+

ถือว่าควรตรวจสอบ ให้เริ่มจากดูว่าหน้าเว็บถูกเก็บเข้าระบบแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ถูกเก็บเลยแม้แต่หน้าเดียว มักมีปัญหาที่การตั้งค่าบล็อกเครื่องมือค้นหาหรือการยืนยันความเป็นเจ้าของ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับคุณภาพเนื้อหา

จ้างคนช่วยตั้งแต่เดือนแรกดีไหม+

ถ้ามีงบและไม่มีเวลาเลย การจ้างช่วยงานสัปดาห์ที่ 3 ซึ่งเป็นงานเทคนิคถือว่าคุ้มที่สุด ส่วนงานสัปดาห์ที่ 2 คือการเก็บคำที่ลูกค้าใช้ ควรทำเองเสมอ เพราะไม่มีใครรู้จักคำถามของลูกค้าคุณดีเท่าคนที่คุยกับลูกค้าทุกวัน

สรุป

30 วันแรกของเว็บใหม่ไม่ใช่เดือนของการไล่อันดับ แต่เป็นเดือนของการวางฐานให้ครบ เริ่มจากตั้งค่าการวัดผลในสัปดาห์แรก เก็บคำที่ลูกค้าใช้จริงในสัปดาห์ที่สอง แก้พื้นฐานเว็บและจัดหน้าสำคัญในสัปดาห์ที่สาม แล้วเริ่มเนื้อหาชุดแรกในสัปดาห์ที่สี่ วัดความสำเร็จของเดือนนี้จากการที่หน้าเว็บถูกเก็บเข้าระบบและเริ่มมีการแสดงผล แล้วค่อยต่อด้วยแผนระยะยาวในเดือนถัดไป

เริ่มเนื้อหาชุดแรกของเดือนนี้ให้เสร็จจริง

NOAH ช่วยหาคีย์เวิร์ดพร้อมปริมาณการค้นหา วางแผนหัวข้อทั้งโปรเจกต์ และเขียนบทความภาษาไทยตามแนวทางแบรนด์ของคุณ ทำให้สัปดาห์ที่ 4 ของแผนนี้จบได้จริงแม้ทีมมีคนเดียว

เริ่มฟรี 3 บทความ

อ่านต่อ

SEO พื้นฐาน

ความเชื่อผิดเรื่อง SEO ที่ทำให้ SME เสียเงินและเสียเวลา

รวมความเชื่อผิดเรื่อง SEO ที่ทำให้ SME เสียเงินและเสียเวลา แต่ละข้อบอกว่าความจริงเป็นอย่างไร ควรทำอะไรแทน และวิธีตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อ

SEO สำหรับ SME

เว็บใหม่ไม่ติด Google: สาเหตุที่พบบ่อยและลำดับการแก้สำหรับเจ้าของธุรกิจ

เว็บใหม่ติด Google ช้าหรือหาไม่เจอเลย เกิดจากอะไรได้บ้าง พร้อมลำดับการตรวจสอบและแก้ไขทีละขั้นสำหรับเจ้าของธุรกิจที่ไม่ใช่สาย IT

SEO สำหรับ SME

SEO 90 วันสำหรับ SME: แผนงานรายสัปดาห์ที่ทีมเล็กทำตามได้จริง

แผน SEO 90 วันสำหรับ SME แบ่งงานเป็นรายสัปดาห์ ตั้งแต่ตรวจเว็บ วางคำค้น เขียนคอนเทนต์ ไปจนถึงติดตามผล เหมาะกับทีมเล็กที่ไม่มีแผนกการตลาดใหญ่