ต้นทุนแฝงของการทำ SEO: ค่าใช้จ่ายที่ SME มักคิดไม่ถึงตอนเริ่มต้น
ต้นทุนแฝงของการทำ SEO ที่ไม่โผล่ในใบเสนอราคา ทั้งเวลาทีม ค่าแก้เว็บ ค่าภาพ ค่าเครื่องมือ และค่าดูแลต่อเนื่อง พร้อมวิธีประเมินและคำถามที่ควรถามก่อนเริ่ม
ทีม NOAH · เผยแพร่ 10 กันยายน 2569 · อัปเดต 10 กันยายน 2569 · อ่าน 13 นาที

สรุปสั้น
- ✓ตัวเลขในใบเสนอราคา SEO เป็นเพียงต้นทุนที่จ่ายออกไปข้างนอก ยังมีต้นทุนอีกหลายก้อนที่เกิดขึ้นภายในธุรกิจเองและไม่เคยถูกบันทึกไว้ที่ไหน
- ✓ต้นทุนแฝงที่ใหญ่ที่สุดสำหรับ SME คือเวลาของคนในทีมที่ต้องให้ข้อมูล ตรวจความถูกต้อง และอนุมัติเนื้อหา ซึ่งมักตกอยู่กับเจ้าของหรือคนที่ยุ่งที่สุดในองค์กร
- ✓ค่าแก้เว็บฝั่งนักพัฒนาเป็นต้นทุนที่โผล่ทีหลังเสมอ เพราะข้อเสนอแนะด้าน SEO จำนวนมากต้องมีคนแก้โค้ดหรือแก้ธีมจึงจะเกิดขึ้นจริง
- ✓ประเมินต้นทุนเวลาของทีมได้โดยไม่ต้องเดา ด้วยการจับเวลาจริงของรอบการทำงานหนึ่งบทความ แล้วคูณกับจำนวนบทความต่อเดือน
- ✓ต้นทุนแฝงลดลงได้จริงเมื่อกำหนดผู้รับผิดชอบชัดเจน รวมรอบการรีวิว และเตรียมข้อมูลของธุรกิจไว้ล่วงหน้าเป็นชุดเดียวที่ใช้ซ้ำได้
เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ตัดสินใจเริ่มทำ SEO จากตัวเลขในใบเสนอราคา คิดว่านี่คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ต้องเตรียม แต่พอทำไปได้สองสามเดือนกลับพบว่าตัวเองใช้เวลาไปกับการตอบคำถาม ตรวจบทความ หาภาพสินค้า และตามงานนักพัฒนามากกว่าที่คิดไว้มาก เวลาเหล่านั้นไม่เคยถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย แต่มันคือต้นทุนจริงที่ธุรกิจจ่ายไปแล้ว
บทความนี้จะไล่ให้เห็นทีละก้อนว่าต้นทุนแฝงของการทำ SEO ซ่อนอยู่ตรงไหนบ้าง ใครเป็นคนจ่ายจริง เกิดขึ้นตอนไหนของโครงการ วิธีประเมินต้นทุนเวลาของทีมโดยไม่ต้องเดา คำถามที่ควรถามผู้รับงานเพื่อให้ต้นทุนโผล่ออกมาตั้งแต่แรก และวิธีทำให้ต้นทุนเหล่านี้เล็กลง หากต้องการภาพรวมเรื่องต้นทุนกับความคุ้มค่าทั้งหมด อ่านต่อได้ที่ ต้นทุนและความคุ้มค่าของ SEO สำหรับ SME
ต้นทุนแฝงของการทำ SEO คืออะไรบ้าง
ต้นทุนแฝงของการทำ SEO มีอะไรบ้างที่ไม่อยู่ในใบเสนอราคา
ต้นทุนแฝงหลักมีหกก้อน หนึ่งคือเวลาของคนในทีมที่ต้องให้ข้อมูล ตรวจ และอนุมัติเนื้อหา สองคือค่าแก้เว็บฝั่งนักพัฒนาเมื่อข้อเสนอแนะต้องลงมือแก้โค้ดจริง สามคือค่าภาพและสื่อที่ต้องถ่ายหรือซื้อสิทธิ์ใช้งาน สี่คือค่าเครื่องมือและค่าบริการรายเดือนที่เกี่ยวข้อง ห้าคือค่าเสียโอกาสระหว่างรอผลซึ่งเป็นเงินที่ไม่ได้ลงช่องทางอื่นในช่วงนั้น และหกคือค่าดูแลต่อเนื่องหลังบทความขึ้นแล้ว ทั้งการอัปเดตข้อมูลให้ทันสมัยและการตอบคำถามที่เข้ามาจากหน้าเว็บ
ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้แปลว่า SEO แพงเกินจริง แต่แปลว่าถ้าไม่นับเข้าไปตั้งแต่ต้น การประเมินความคุ้มค่าจะผิดตั้งแต่วันแรก และเมื่อถึงเวลาสรุปผล เจ้าของก็จะรู้สึกว่าใช้ทรัพยากรไปมากกว่าที่ตกลงไว้โดยอธิบายไม่ถูกว่าไปตรงไหน
เวลาของคนในทีมคือก้อนที่ใหญ่ที่สุด
ไม่ว่าจะจ้างเอเจนซี ฟรีแลนซ์ หรือใช้เครื่องมือช่วยเขียน ก็ยังต้องมีคนในธุรกิจให้ข้อมูลที่คนนอกไม่มีทางรู้ เช่น เงื่อนไขการรับประกัน ข้อจำกัดของบริการ หรือคำที่ห้ามใช้เพราะเคยมีปัญหากับลูกค้ามาก่อน งานนี้มักตกอยู่กับเจ้าของหรือหัวหน้าทีมขาย ซึ่งเป็นคนที่เวลามีค่าที่สุดในองค์กรพอดี
- ประชุมเริ่มโครงการเพื่ออธิบายธุรกิจ สินค้า และกลุ่มลูกค้า มักใช้เวลามากกว่าหนึ่งรอบกว่าจะเข้าใจตรงกัน
- การให้ข้อมูลเชิงลึกรายบทความ เช่น ขั้นตอนการติดตั้ง ราคาเริ่มต้น หรือข้อยกเว้นของบริการ
- การอ่านตรวจความถูกต้องก่อนเผยแพร่ ซึ่งคนนอกทำแทนไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องความรับผิดชอบต่อคำพูดของธุรกิจ
- รอบแก้ไขกลับไปกลับมา ยิ่งไม่มีเกณฑ์ตกลงกันไว้ล่วงหน้า จำนวนรอบยิ่งบานปลาย
- การประสานงานภายใน เช่น ไปถามช่างหรือฝ่ายผลิตแทนคนเขียน แล้วสรุปกลับมาอีกที
เวลาเจ้าของไม่ใช่ของฟรี
ธุรกิจขนาดเล็กมักไม่คิดค่าเวลาของเจ้าของเพราะไม่ได้จ่ายเป็นเงินเดือนออกไป แต่ทุกชั่วโมงที่ใช้ตรวจบทความคือชั่วโมงที่ไม่ได้ไปปิดการขายหรือดูแลลูกค้าเดิม ถ้าไม่ตีมูลค่าไว้ ต้นทุนก้อนนี้จะไม่มีวันปรากฏในการคำนวณความคุ้มค่าเลย

ค่าแก้เว็บฝั่งนักพัฒนาที่โผล่ทีหลังเสมอ
ข้อเสนอแนะด้าน SEO จำนวนมากจบลงที่คำว่า “ต้องแก้ที่เว็บ” ซึ่งแปลว่าต้องมีคนแก้ธีม แก้เทมเพลต หรือแก้การตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์ ถ้าธุรกิจไม่มีนักพัฒนาประจำ ทุกครั้งที่ต้องแก้ก็ต้องจ้างเป็นครั้ง ๆ ไป และค่าใช้จ่ายส่วนนี้แทบไม่เคยอยู่ในขอบเขตงานของผู้รับทำ SEO
- ปรับโครงสร้างเมนูและลิงก์ภายในให้หน้าสำคัญเข้าถึงได้จากหน้าแรก
- แก้เทมเพลตหน้าสินค้าหรือหน้าบริการให้ใส่หัวข้อและเนื้อหาได้ยืดหยุ่นกว่าเดิม
- ตั้งค่าการเปลี่ยนเส้นทางเมื่อมีการรวมหน้าหรือเปลี่ยนที่อยู่ URL
- แก้ปัญหาความเร็วหน้าเว็บ ซึ่งบางครั้งต้องเปลี่ยนวิธีโหลดภาพหรือเปลี่ยนแพ็กเกจโฮสต์
- ติดตั้งและตรวจสอบโค้ดติดตามให้เก็บข้อมูลได้ถูกต้องก่อนเริ่มวัดผล
ถามเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนเซ็นงาน
ถามผู้รับงานตรง ๆ ว่าข้อเสนอแนะทางเทคนิคที่จะให้ ต้องมีคนแก้เว็บเพิ่มหรือไม่ และเขาแก้ให้เองได้แค่ไหน คำตอบจะทำให้เห็นทันทีว่าต้องกันงบสำหรับนักพัฒนาไว้ด้วยหรือเปล่า
ค่าภาพ สื่อ และวัตถุดิบที่ต้องผลิตเอง
บทความที่ดีต้องมีภาพประกอบที่สื่อความหมายจริง โดยเฉพาะธุรกิจบริการที่ต้องแสดงหน้างานจริงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ภาพจากคลังภาพฟรีใช้ได้ในบางบริบท แต่หน้าที่ต้องพิสูจน์ว่าธุรกิจทำงานจริงจะต้องใช้ภาพของตัวเอง ซึ่งมีต้นทุนทั้งเวลาและเงิน
- การถ่ายภาพหน้างานหรือถ่ายภาพสินค้า ต้องใช้เวลาของทีมและบางครั้งต้องจ้างช่างภาพ
- ค่าสิทธิ์ใช้งานภาพหรือฟอนต์ ถ้าเลือกใช้ของที่มีเงื่อนไขทางลิขสิทธิ์
- การทำภาพประกอบที่ต้องออกแบบ เช่น แผนภาพขั้นตอนบริการหรือตารางเปรียบเทียบแบบกราฟิก
- การขออนุญาตลูกค้าเมื่อจะใช้ภาพหน้างานที่มีตัวลูกค้าหรือทรัพย์สินของลูกค้าอยู่ในภาพ

ค่าเครื่องมือและค่าบริการรายเดือนที่ต่อเนื่อง
เครื่องมือบางตัวเป็นของผู้รับงานและรวมอยู่ในค่าบริการแล้ว แต่บางตัวธุรกิจต้องจ่ายเอง และเมื่อเลิกจ้างผู้รับงาน สิ่งที่เคยเห็นในรายงานก็อาจหายไปด้วยถ้าเครื่องมือนั้นเป็นบัญชีของเขา จุดนี้เป็นต้นทุนที่โผล่ตอนเปลี่ยนผู้รับงานมากกว่าตอนเริ่ม
- ค่าโฮสต์หรือแพ็กเกจที่ต้องอัปเกรดเมื่อเนื้อหาและทราฟฟิกเพิ่มขึ้น
- ค่าปลั๊กอินหรือส่วนเสริมของระบบจัดการเนื้อหาที่ใช้จัดการเรื่อง SEO
- ค่าเครื่องมือดูข้อมูลคำค้นหาหรือวิเคราะห์คู่แข่ง ถ้าธุรกิจต้องการดูเองไม่ผ่านผู้รับงาน
- ค่าบริการที่ผูกกับบัญชีของผู้รับงาน ซึ่งต้องถามให้ชัดว่าเป็นบัญชีของใครและย้ายกลับมาได้ไหม
บัญชีเครื่องมือควรอยู่ในชื่อของธุรกิจ
ให้บัญชี Google Search Console บัญชีเครื่องมือวิเคราะห์ทราฟฟิก และบัญชีระบบจัดการเนื้อหาเป็นของธุรกิจ แล้วเชิญผู้รับงานเข้ามาเป็นผู้ใช้ร่วม ไม่ใช่ให้เขาสร้างบัญชีในชื่อของเขาเอง มิฉะนั้นวันที่เลิกจ้างจะเสียทั้งข้อมูลย้อนหลังและเวลาในการตั้งค่าใหม่
ค่าเสียโอกาสระหว่างรอผล
SEO ให้ผลช้ากว่าการซื้อโฆษณา ระหว่างที่รอ เงินและเวลาก้อนเดียวกันนี้อาจไปสร้างยอดขายในช่องทางอื่นได้ทันที นี่คือค่าเสียโอกาสที่ไม่มีในใบเสร็จแต่มีอยู่จริงในการตัดสินใจของธุรกิจที่กระแสเงินสดจำกัด
วิธีจัดการที่ปฏิบัติได้คืออย่ามองว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ให้กำหนดสัดส่วนที่ธุรกิจรับได้ และตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าจะประเมินผลกันเมื่อไร ถ้าอยากเห็นภาพเปรียบเทียบระหว่างสองทางนี้ก่อนตัดสินใจ อ่านเพิ่มได้ที่ SEO vs Google Ads ส่วนการวางลำดับงานตามงบที่มี อ่านได้ที่ งบ SEO ต่อเดือนทำอะไรได้บ้าง
ค่าดูแลต่อเนื่องหลังบทความขึ้นแล้ว
หลายคนคิดว่าเมื่อบทความขึ้นเว็บแล้วงานจบ แต่ในทางปฏิบัติเนื้อหาที่ทิ้งไว้เฉย ๆ จะเสื่อมคุณค่าลงเรื่อย ๆ ราคาเปลี่ยน เงื่อนไขเปลี่ยน สินค้าเลิกขาย หรือคู่แข่งเขียนเรื่องเดียวกันแบบละเอียดกว่า ต้นทุนการดูแลต่อเนื่องจึงเป็นก้อนที่เกิดขึ้นทุกเดือนหลังจากนั้น
- อัปเดตข้อมูลที่ล้าสมัยในบทความเก่า โดยเฉพาะเงื่อนไขบริการและข้อมูลติดต่อ
- ตอบคำถามหรือรับสายที่เข้ามาจากหน้าเว็บ ซึ่งเป็นภาระของทีมขายที่เพิ่มขึ้นตามทราฟฟิก
- ตรวจว่าหน้าที่เคยได้ทราฟฟิกยังทำงานอยู่หรือไม่ และปรับปรุงหน้าที่อ่อนแรงลง
- ดูแลลิงก์ภายในให้ยังพาคนไปถึงหน้าที่ต้องการเมื่อมีเนื้อหาใหม่เพิ่มเข้ามา
ตารางรายการต้นทุน ใครจ่าย และเกิดขึ้นตอนไหน
| รายการต้นทุน | ใครเป็นคนจ่ายจริง | เกิดขึ้นตอนไหน |
|---|---|---|
| เวลาให้ข้อมูลและตรวจเนื้อหา | เจ้าของหรือหัวหน้าทีมที่รู้เรื่องธุรกิจดีที่สุด | หนักที่สุดในเดือนแรก แล้วลดลงเมื่อผู้รับงานเข้าใจธุรกิจ |
| ค่าแก้เว็บฝั่งนักพัฒนา | ธุรกิจ ผ่านการจ้างเป็นครั้งหรือทีมไอทีภายใน | เกิดเป็นช่วง ๆ ตามข้อเสนอแนะทางเทคนิคที่ต้องลงมือแก้ |
| ค่าภาพและสื่อ | ธุรกิจ ทั้งในรูปเวลาของทีมและค่าจ้างภายนอก | ก่อนเผยแพร่เนื้อหาแต่ละชุด และเมื่อมีสินค้าหรือบริการใหม่ |
| ค่าเครื่องมือและบริการรายเดือน | ธุรกิจ หรือผู้รับงาน ขึ้นกับข้อตกลง | ต่อเนื่องทุกเดือนตลอดที่ยังทำ และตอนย้ายผู้รับงาน |
| ค่าเสียโอกาสระหว่างรอผล | ธุรกิจ ในรูปยอดขายที่ยังไม่เกิดในช่วงนั้น | ตั้งแต่เริ่มจนถึงช่วงที่ทราฟฟิกเริ่มสร้างลีดได้จริง |
| ค่าดูแลต่อเนื่องหลังเผยแพร่ | ทีมภายใน หรือค่าจ้างรายเดือนก้อนใหม่ | ทุกเดือนหลังบทความขึ้น และเพิ่มขึ้นตามจำนวนหน้าที่สะสม |

ประเมินต้นทุนเวลาของทีมโดยไม่ต้องเดา
วิธีที่ให้ตัวเลขน่าเชื่อถือที่สุดคือวัดจากงานจริงหนึ่งรอบ ไม่ใช่ประเมินจากความรู้สึก ใช้เวลาแค่การทำบทความหนึ่งชิ้นให้จบก็ได้ตัวเลขที่เอาไปคูณต่อได้แล้ว
วัดต้นทุนเวลาของทีมจากงานจริงหนึ่งรอบ
- 1
เลือกบทความตัวอย่างหนึ่งชิ้นที่ใกล้เคียงงานปกติ
อย่าเลือกชิ้นที่ง่ายที่สุดหรือยากที่สุด ให้เลือกชิ้นที่คล้ายกับที่จะทำเป็นประจำ เพื่อให้ตัวเลขที่ได้ใช้คูณต่อได้จริง
- 2
จดเวลาทุกครั้งที่มีคนในทีมแตะงานนั้น
รวมทั้งเวลาประชุม เวลาตอบคำถามในแชท เวลาหาภาพ และเวลาอ่านตรวจ จดเป็นนาทีต่อคน อย่ารวบเป็นก้อนเดียว
- 3
แปลงเวลาเป็นเงินด้วยค่าแรงต่อชั่วโมงของแต่ละคน
ใช้ค่าตอบแทนรวมต่อเดือนหารด้วยชั่วโมงทำงานต่อเดือนของคนนั้น สำหรับเจ้าของที่ไม่ได้รับเงินเดือน ให้กำหนดตัวเลขที่ยอมรับได้ขึ้นมาแล้วใช้ค่าเดียวกันทุกครั้ง
- 4
คูณด้วยจำนวนบทความต่อเดือนที่วางแผนไว้
จะได้ต้นทุนเวลาต่อเดือนของทีม แล้วนำไปบวกกับค่าบริการภายนอกเพื่อให้เห็นต้นทุนรวมที่แท้จริง
- 5
ทบทวนอีกครั้งหลังผ่านไปสามเดือน
ต้นทุนเวลามักลดลงเมื่อทุกฝ่ายเข้าใจกันแล้ว การวัดซ้ำจะทำให้รู้ว่าลดลงจริงหรือยังติดที่ขั้นตอนใด
ตัวเลขต้นทุนรวมที่ได้จากวิธีนี้จะเอาไปใช้ต่อได้ทันทีในการคำนวณต้นทุนต่อลีด ซึ่งอธิบายวิธีคำนวณไว้แล้วที่ Cost per Lead จาก SEO การใช้ต้นทุนที่รวมเวลาของทีมเข้าไปด้วยจะทำให้ตัวเลขต่อลีดสะท้อนความจริงมากกว่าการนับเฉพาะค่าบริการภายนอก
คำถามที่ควรถามผู้รับงานตั้งแต่ก่อนเริ่ม
คำถามที่ดีจะดึงต้นทุนแฝงออกมาให้เห็นตั้งแต่ยังไม่เซ็นงาน ผู้รับงานที่ทำงานตรงไปตรงมาจะตอบได้ทันทีและมักชอบให้ถามด้วย เพราะช่วยลดปัญหาความคาดหวังไม่ตรงกันในภายหลัง
- 1แต่ละเดือนต้องการเวลาจากทีมเราประมาณกี่ชั่วโมง และต้องการจากตำแหน่งไหนบ้าง
- 2ข้อเสนอแนะทางเทคนิคที่จะให้ ใครเป็นคนลงมือแก้ ถ้าเราต้องหานักพัฒนาเอง งานประเภทไหนบ้างที่จะเข้าข่ายนั้น
- 3ภาพประกอบใครเป็นคนจัดหา ถ้าต้องใช้ภาพหน้างานของเรา ต้องเตรียมกี่ภาพต่อบทความ
- 4เครื่องมือที่ใช้เป็นบัญชีของใคร ถ้าเลิกจ้าง ข้อมูลย้อนหลังจะยังอยู่กับเราหรือไม่
- 5รอบแก้ไขรวมอยู่กี่รอบ และถ้าเกินจากนั้นคิดเพิ่มอย่างไร
- 6หลังบทความขึ้นแล้ว ใครดูแลการอัปเดตเนื้อหาเดิม และรวมอยู่ในค่าบริการหรือคิดแยก
- 7ถ้าต้องการหยุดชั่วคราวหรือเลิกใช้บริการ ต้องส่งมอบอะไรกลับมาให้เราบ้าง
ขอให้ตอบเป็นลายลักษณ์อักษร
ขอให้คำตอบทั้งเจ็ดข้อถูกเขียนไว้ในเอกสารขอบเขตงาน ไม่ใช่ตอบด้วยปากในที่ประชุม เพราะเรื่องที่ทำให้ทะเลาะกันภายหลังเกือบทั้งหมดคือเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายเข้าใจไปคนละแบบตั้งแต่ต้น
ทำอย่างไรให้ต้นทุนแฝงลดลง
ต้นทุนแฝงลดได้จริง แต่ลดด้วยการจัดระบบ ไม่ใช่ด้วยการกดราคาผู้รับงาน วิธีด้านล่างคือสิ่งที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องเพิ่มงบ
- เตรียมชุดข้อมูลธุรกิจไว้ครั้งเดียวแล้วใช้ซ้ำ เช่น บริการที่ให้ ข้อจำกัด คำที่ห้ามใช้ กลุ่มลูกค้าหลัก และคำถามที่ลูกค้าถามบ่อย
- กำหนดผู้รับผิดชอบตรวจเนื้อหาให้เหลือคนเดียว แล้วให้คนอื่นส่งความเห็นผ่านคนนั้น เพื่อตัดรอบแก้ที่เกิดจากความเห็นขัดกัน
- รวมรอบการรีวิวเป็นสัปดาห์ละครั้ง แทนการตอบทีละชิ้นกระจายทั้งสัปดาห์ ซึ่งกินเวลามากกว่าที่คิด
- ถ่ายภาพหน้างานสะสมไว้เป็นคลังตั้งแต่ต้น แทนการหาภาพใหม่ทุกครั้งที่จะเผยแพร่บทความ
- จัดกลุ่มงานแก้เว็บให้ทำทีเดียวเป็นชุด แทนการเรียกนักพัฒนามาแก้ทีละจุด
- ตกลงเกณฑ์การตรวจไว้ล่วงหน้าว่าต้องผ่านอะไรบ้าง เพื่อไม่ให้รอบแก้ขึ้นกับความรู้สึกของคนตรวจในวันนั้น
เครื่องมือช่วยเขียนอย่าง NOAH ลดเวลาในขั้นตอนหาคีย์เวิร์ด วางแผนหัวข้อ และร่างบทความภาษาไทยได้ แต่ไม่ได้ลบต้นทุนการตรวจความถูกต้องจากคนในธุรกิจ เพราะข้อมูลอย่างเงื่อนไขบริการหรือข้อจำกัดของสินค้ามีแต่คนในเท่านั้นที่ยืนยันได้ ให้วางแผนเวลาส่วนนี้ไว้เสมอไม่ว่าจะใช้วิธีไหน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- คิดว่าค่าบริการรายเดือนคือต้นทุนทั้งหมด แล้วไปคำนวณความคุ้มค่าจากตัวเลขที่ต่ำกว่าความจริง
- ไม่ตีมูลค่าเวลาของเจ้าของ ทำให้เห็นว่าคุ้มทั้งที่จริงแล้วแลกมาด้วยเวลาที่ควรไปดูแลลูกค้า
- ไม่กันงบสำหรับการแก้เว็บ พอถึงเวลาต้องแก้จริงก็ไม่ได้แก้ ข้อเสนอแนะกองอยู่เฉย ๆ แล้วผลไม่เกิด
- ปล่อยให้ผู้รับงานสร้างบัญชีเครื่องมือในชื่อของเขา แล้วเสียข้อมูลย้อนหลังตอนเปลี่ยนเจ้า
- ไม่กำหนดจำนวนรอบแก้ไขไว้ในขอบเขตงาน ทำให้ทั้งสองฝ่ายเสียเวลาเกินที่ตั้งใจ
- หยุดคิดต้นทุนตั้งแต่วันที่บทความขึ้น ทั้งที่ค่าดูแลต่อเนื่องเกิดขึ้นทุกเดือนหลังจากนั้น
- ให้คนหลายคนตรวจบทความพร้อมกันโดยไม่มีผู้ตัดสินใจสุดท้าย ทำให้เกิดรอบแก้ที่ไม่จำเป็น
ต้นทุนแฝงที่ไม่ถูกวางแผนคือสาเหตุที่โครงการหยุดกลางคัน
โครงการ SEO ของ SME จำนวนมากไม่ได้หยุดเพราะไม่ได้ผล แต่หยุดเพราะทีมไม่มีเวลาจะให้ข้อมูลและตรวจเนื้อหาต่อ การวางแผนต้นทุนเวลาไว้ตั้งแต่ต้นจึงสำคัญไม่น้อยกว่าการวางงบเป็นตัวเงิน
คำถามที่พบบ่อย
ทำ SEO เองทั้งหมดจะประหยัดกว่าจ้างไหม+
ประหยัดเงินที่จ่ายออกไปข้างนอก แต่ต้นทุนเวลาจะสูงขึ้นมากและตกอยู่กับคนในทีมทั้งหมด ถ้าคนที่ต้องทำคือเจ้าของที่มีงานขายเต็มมืออยู่แล้ว มักจบลงที่งานค้างมากกว่าประหยัดจริง ควรลองวัดเวลาหนึ่งรอบก่อนตัดสินใจ
ควรกันงบสำรองสำหรับต้นทุนแฝงเท่าไร+
ไม่มีสัดส่วนกลางที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ วิธีที่ได้ตัวเลขจริงกว่าคือไล่รายการในตารางข้างต้นทีละก้อนแล้วประเมินเฉพาะก้อนที่ธุรกิจของคุณต้องจ่ายจริง ธุรกิจที่มีเว็บใหม่และมีนักพัฒนาอยู่แล้วจะมีต้นทุนแฝงต่างจากธุรกิจที่ใช้เว็บเก่าอายุหลายปีมาก
ถ้าเว็บเดิมเก่ามาก ควรทำ SEO ต่อหรือทำเว็บใหม่ก่อน+
ให้ประเมินจากจำนวนงานแก้ที่ต้องทำ ถ้าข้อเสนอแนะเกือบทุกข้อติดที่โครงสร้างเว็บเดิมจนต้องจ้างแก้ทุกเดือน ค่าแก้สะสมอาจสูงกว่าการทำเว็บใหม่ครั้งเดียว ลองให้ผู้รับงานประเมินรายการที่ต้องแก้ก่อนตัดสินใจ
ต้นทุนแฝงจะลดลงเมื่อไร+
ส่วนที่ลดชัดที่สุดคือเวลาให้ข้อมูลและรอบแก้ไข ซึ่งมักลดลงเมื่อผู้รับงานเข้าใจธุรกิจแล้วและมีชุดข้อมูลกลางให้ใช้ซ้ำ ส่วนค่าดูแลต่อเนื่องจะไม่ลด แต่จะค่อย ๆ เพิ่มตามจำนวนหน้าที่สะสมมากขึ้น
ต้องบันทึกต้นทุนแฝงในบัญชีของบริษัทด้วยไหม+
ไม่จำเป็นต้องลงบัญชีตามหลักการบัญชี แต่ควรบันทึกไว้ในเอกสารประเมินผลของโครงการ เพื่อให้ตอนสรุปความคุ้มค่ามีตัวเลขต้นทุนที่ใกล้ความจริง ไม่ใช่เฉพาะยอดที่จ่ายออกไปข้างนอก
ใช้ AI ช่วยเขียนแล้วต้นทุนแฝงหายไปเลยไหม+
ไม่หาย แต่เปลี่ยนรูป เวลาที่เคยใช้เขียนจะลดลง ส่วนเวลาตรวจความถูกต้องยังอยู่และอาจสำคัญขึ้นด้วย เพราะเนื้อหาที่ร่างเร็วขึ้นก็ต้องถูกตรวจเร็วขึ้นตาม ควรวางคนตรวจไว้ให้ชัดตั้งแต่ต้น
สรุป
ต้นทุนแฝงของการทำ SEO ไม่ได้แปลว่า SEO ไม่คุ้ม แต่แปลว่าการประเมินความคุ้มค่าต้องใช้ตัวเลขที่ครบ ทั้งเวลาของทีม ค่าแก้เว็บ ค่าภาพ ค่าเครื่องมือ ค่าเสียโอกาส และค่าดูแลต่อเนื่อง วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือวัดต้นทุนเวลาจากงานจริงหนึ่งรอบ ถามคำถามทั้งเจ็ดข้อกับผู้รับงานตั้งแต่ก่อนเซ็น และจัดระบบภายในให้รอบการทำงานสั้นลง เมื่อตัวเลขครบแล้ว การตัดสินใจว่าจะทำต่อหรือไม่ทำก็จะตั้งอยู่บนความจริง
ลดเวลาในขั้นตอนที่กินเวลาทีมมากที่สุด
NOAH ช่วยหาคีย์เวิร์ด วางแผนหัวข้อทั้งโปรเจกต์ และร่างบทความภาษาไทยตาม brand guideline ให้ทีมเหลือเวลาไปโฟกัสที่การตรวจความถูกต้องซึ่งมีแต่คนในธุรกิจเท่านั้นที่ทำได้
เริ่มฟรี 3 บทความ