SEO สำหรับ SME

SEO vs Google Ads: ธุรกิจใหม่ควรเริ่มทางไหนก่อน และใช้ร่วมกันอย่างไรให้คุ้ม

เทียบ SEO vs Google Ads บนคำค้นหาเดียวกัน ต่างกันตรงไหน ธุรกิจใหม่ควรเริ่มทางไหนก่อน และจะใช้สองช่องทางนี้ร่วมกันอย่างไรให้ลดต้นทุนระยะยาว

ทีม NOAH · เผยแพร่ 3 กันยายน 2569 · อัปเดต 3 กันยายน 2569 · อ่าน 14 นาที

ผู้สัมภาษณ์งานจับมือกับผู้สมัครในสำนักงานธุรกิจ

สรุปสั้น

  • SEO และ Google Ads ต่างแย่งพื้นที่บนหน้าผลการค้นหาเดียวกัน แต่ต่างกันที่วิธีจ่ายเงินและระยะเวลาที่เห็นผล
  • Google Ads ให้ทราฟฟิกทันทีที่เปิดแคมเปญ แต่หยุดจ่ายเมื่อไรทราฟฟิกก็หยุดทันที ส่วน SEO ใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลแต่ผลลัพธ์สะสมต่อเนื่อง
  • ธุรกิจใหม่ที่ต้องการลูกค้าเร็วมักเริ่มจาก Google Ads ควบคู่ไปกับการเริ่มทำ SEO ตั้งแต่วันแรก เพราะ SEO ต้องใช้เวลาสร้างฐาน
  • การดูข้อมูลคำค้นหาจากแคมเปญ Google Ads ช่วยเลือกคีย์เวิร์ดสำหรับทำ SEO ได้แม่นขึ้น เพราะเห็นว่าคำไหนนำไปสู่ Conversion จริง
  • ไม่มีสูตรตายตัวว่าควรแบ่งงบเท่าไรระหว่างสองช่องทาง ต้องพิจารณาจากความเร่งด่วนของธุรกิจและงบที่มีจริง

เจ้าของธุรกิจ SME ที่เพิ่งเริ่มทำการตลาดออนไลน์มักเจอคำถามเดียวกันคือ ควรทำ SEO หรือยิง Google Ads ก่อนดี ทั้งสองช่องทางปรากฏอยู่บนหน้าผลการค้นหาเดียวกัน แต่มีวิธีทำงานที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

บทความนี้จะอธิบายความต่างระหว่าง SEO กับ Google Ads บนคำค้นหาเดียวกัน ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าธุรกิจของคุณควรเริ่มทางไหนก่อน และจะใช้สองช่องทางนี้ประกอบกันอย่างไรเพื่อลดต้นทุนในระยะยาว โดยไม่ใช้ตัวเลขค่าใช้จ่ายสมมติมาเป็นตัวชี้วัด

SEO vs Google Ads ต่างกันตรงไหน

SEO กับ Google Ads ต่างกันอย่างไร

SEO คือการปรับปรุงเว็บไซต์ให้ติดอันดับในผลการค้นหาแบบไม่เสียเงินต่อคลิก ใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลแต่ผลลัพธ์สะสมต่อเนื่อง ส่วน Google Ads คือการจ่ายเงินเพื่อให้เว็บไซต์ปรากฏในตำแหน่งโฆษณาบนหน้าผลการค้นหาทันที เห็นทราฟฟิกเร็วแต่หยุดจ่ายเมื่อไรทราฟฟิกก็หยุดทันที ทั้งสองช่องทางปรากฏบนหน้าค้นหาเดียวกันสำหรับคำค้นหาเดียวกันได้

เมื่อลูกค้าพิมพ์คำค้นหาหนึ่งคำ เช่น “ร้านกาแฟย่านอารีย์” หน้าผลการค้นหาของ Google อาจแสดงทั้งผลโฆษณา Google Ads ด้านบนสุด และผลลัพธ์แบบ organic ที่มาจาก SEO ถัดลงมา ทั้งสองส่วนแข่งกันดึงความสนใจของผู้ค้นหาคนเดียวกัน แต่ธุรกิจที่อยู่ในผลโฆษณาต้องจ่ายทุกครั้งที่มีคนคลิก ในขณะที่ธุรกิจที่ติดอันดับแบบ organic ไม่ต้องจ่ายค่าคลิกเลย

การจับมือทำสัญญาธุรกิจในสำนักงานที่เป็นทางการ

ความเร็วในการเห็นผล

ความต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างสองช่องทางนี้คือเวลา Google Ads ให้ทราฟฟิกได้ทันทีที่เปิดใช้แคมเปญและตั้งงบไว้ ส่วน SEO ต้องใช้เวลาให้ Google เข้าใจและประเมินเนื้อหาก่อนจะเริ่มเห็นอันดับที่ดีขึ้น ระยะเวลานี้ต่างกันไปในแต่ละธุรกิจและระดับการแข่งขันของคำค้นหานั้น

ด้านSEOGoogle Ads
ความเร็วในการเห็นทราฟฟิกใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเห็นผลชัดเห็นทราฟฟิกได้ทันทีที่เปิดแคมเปญ
ค่าใช้จ่ายต่อคลิกไม่มีค่าใช้จ่ายต่อคลิกโดยตรงจ่ายทุกครั้งที่มีคนคลิกโฆษณา
ผลเมื่อหยุดลงทุนอันดับและทราฟฟิกมักคงอยู่ต่อเนื่องระยะหนึ่งทราฟฟิกหยุดทันทีเมื่อหยุดจ่ายเงิน
การควบคุมตำแหน่งควบคุมอันดับได้จำกัด ขึ้นกับอัลกอริทึมของ Googleเลือกตำแหน่งและกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดกว่า
เปรียบเทียบลักษณะการทำงานของ SEO และ Google Ads

ธุรกิจใหม่ควรเริ่มทางไหนก่อน

ถ้าธุรกิจต้องการลูกค้าเร็วเพื่อทดสอบตลาดหรือสร้างกระแสเงินสดในช่วงแรก การเริ่มจาก Google Ads ควบคู่ไปกับการเริ่มทำ SEO ตั้งแต่วันแรกเป็นแนวทางที่สมเหตุสมผล เพราะ SEO ต้องใช้เวลาสร้างฐานเนื้อหาและความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ในขณะที่รอผลจาก SEO ธุรกิจยังต้องมีลูกค้าเข้ามาต่อเนื่อง

เริ่มทำ SEO ตั้งแต่วันแรก แม้จะเน้น Ads ก่อน

การรอให้ Google Ads ทำงานได้ดีก่อนแล้วค่อยเริ่มทำ SEO ทีหลัง จะทำให้เสียเวลาช่วงต้นไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะ SEO ต้องใช้เวลาสะสมอยู่แล้ว การเริ่มสองช่องทางพร้อมกันตั้งแต่ต้นช่วยให้เห็นผลของ SEO เร็วขึ้นในระยะยาว

  • ธุรกิจที่มีงบจำกัดและต้องการผลระยะยาวที่ยั่งยืน ควรให้น้ำหนักกับ SEO มากขึ้นเมื่อฐานเนื้อหาเริ่มแข็งแรง
  • ธุรกิจที่มีสินค้าตามฤดูกาลหรือแคมเปญระยะสั้น มักพึ่ง Google Ads เป็นหลักเพราะควบคุมเวลาที่ต้องการทราฟฟิกได้แม่นยำกว่า
  • ธุรกิจที่แข่งขันในคำค้นหาที่มีการแข่งขันสูงมาก อาจต้องใช้ Google Ads ควบคู่ไปนานกว่าจะเห็นผลจาก SEO ชัดเจน

ใช้ข้อมูลจาก Google Ads เพื่อวางแผน SEO

ข้อมูลคำค้นหาที่นำไปสู่ Conversion จากแคมเปญ Google Ads เป็นแหล่งข้อมูลที่มีค่ามากสำหรับวางแผนคอนเทนต์ SEO เพราะเป็นข้อมูลจริงที่พิสูจน์แล้วว่าคำค้นหานั้นนำไปสู่การกระทำที่มีความหมายทางธุรกิจ ไม่ใช่แค่การเดาจากปริมาณการค้นหาอย่างเดียว

นำข้อมูลจาก Google Ads มาใช้วางแผน SEO

  1. 1

    เปิดรายงานคำค้นหา (search terms) ในบัญชี Google Ads

    ดูว่าคำค้นหาจริงที่ผู้ใช้พิมพ์แล้วนำไปสู่ Conversion มีคำไหนบ้าง

  2. 2

    แยกคำที่มี Conversion สูงแต่การแข่งขันในโฆษณาสูงด้วย

    คำเหล่านี้มักคุ้มค่าที่จะลงทุนทำ SEO ระยะยาว เพราะต้นทุนต่อคลิกจากโฆษณาสูงต่อเนื่อง

  3. 3

    นำคำเหล่านั้นไปวางแผนหัวข้อบทความสำหรับ SEO

    เขียนเนื้อหาที่ตอบคำค้นหานั้นให้ครบถ้วน เพื่อค่อย ๆ ลดการพึ่งพาโฆษณาสำหรับคำนั้นในระยะยาว

SEO ช่วยลดค่าโฆษณาได้อย่างไร

เมื่อบทความ SEO เริ่มติดอันดับสำหรับคำค้นหาที่เคยต้องพึ่ง Google Ads ทั้งหมด ธุรกิจสามารถลดงบโฆษณาสำหรับคำนั้นลงได้ โดยยังคงได้รับทราฟฟิกจากผลลัพธ์แบบ organic แทน วิธีนี้ไม่ได้แปลว่าต้องเลิกใช้ Google Ads ไปเลย แต่เป็นการกระจายความเสี่ยงไม่ให้ธุรกิจพึ่งพาช่องทางที่ต้องจ่ายเงินตลอดเวลาเพียงช่องทางเดียว

SEO ไม่ได้แทนที่ Google Ads ทั้งหมด

แม้ SEO จะช่วยลดการพึ่งพาโฆษณาสำหรับบางคำค้นหาได้ แต่ Google Ads ยังมีข้อได้เปรียบเรื่องการควบคุมตำแหน่งและกลุ่มเป้าหมายที่ SEO ทำไม่ได้ ธุรกิจส่วนใหญ่จึงใช้สองช่องทางนี้ประกอบกัน ไม่ใช่เลือกใช้เพียงอย่างเดียว

ทีมงานมืออาชีพหารือกันในสำนักงานที่ทันสมัย

วัดผลตอบแทนของทั้งสองช่องทางให้เทียบกันได้

การเทียบว่าช่องทางไหนคุ้มค่ากว่ากันต้องใช้ตัวชี้วัดเดียวกัน เช่น ต้นทุนต่อลีด หรือมูลค่า Conversion ที่ได้เทียบกับต้นทุนที่ลงไป ไม่ใช่เทียบแค่จำนวนทราฟฟิกอย่างเดียว เพราะทราฟฟิกจากสองช่องทางอาจมีคุณภาพต่างกัน อ่านวิธีคำนวณผลตอบแทนแบบละเอียดได้ที่ วัด ROI ของ SEO

  • ตั้งเป้าหมาย Conversion ใน Google Analytics ให้แยกช่องทาง Organic Search ออกจาก Paid Search ได้ชัดเจน
  • เทียบต้นทุนต่อลีดของทั้งสองช่องทางในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อดูว่าช่องทางไหนให้ผลตอบแทนต่อบาทที่ลงทุนดีกว่า
  • จำไว้ว่าต้นทุนของ SEO ส่วนใหญ่เป็นต้นทุนคงที่ต่อบทความหนึ่งครั้ง ในขณะที่ต้นทุนของ Google Ads เพิ่มขึ้นตามจำนวนคลิกทุกครั้ง

งบประมาณสำหรับสองช่องทางนี้ควรอยู่ที่เท่าไร

ไม่มีสัดส่วนตายตัวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ เพราะขึ้นกับความเร่งด่วนของธุรกิจ งบที่มี และระดับการแข่งขันในอุตสาหกรรมนั้น ธุรกิจที่ต้องการเห็นผลเร็วและมีงบมากพอ อาจให้น้ำหนักกับ Google Ads มากกว่าในช่วงแรก ส่วนธุรกิจที่มีเวลาสร้างฐานระยะยาวและงบจำกัด อาจให้น้ำหนักกับ SEO มากกว่า อ่านรายละเอียดเรื่องงบประมาณ SEO เพิ่มเติมได้ที่ ราคา SEO ในไทย

อย่าตัดงบ SEO ทันทีที่เห็นผลจาก Ads ดี

หลายธุรกิจตัดงบ SEO ทิ้งเมื่อเห็นว่า Google Ads ให้ผลลัพธ์เร็วกว่า แต่การพึ่งพาโฆษณาเพียงอย่างเดียวหมายความว่าทันทีที่หยุดจ่ายเงินหรืองบไม่พอ ทราฟฟิกทั้งหมดจะหายไปทันที การรักษาฐาน SEO ไว้ควบคู่กันช่วยลดความเสี่ยงนี้

เมื่อไรควรพึ่ง Organic Search มากกว่าโฆษณา

เมื่อ ผลลัพธ์แบบ organic เริ่มติดอันดับต้น ๆ สำหรับคำค้นหาหลักของธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ และสามารถวัดได้ว่าสร้าง Conversion ได้จริง ธุรกิจสามารถเริ่มลดงบโฆษณาสำหรับคำค้นหานั้นลงทีละน้อย แล้วนำงบส่วนนั้นไปใช้กับคำค้นหาใหม่ที่ยังไม่ติดอันดับแบบ organic แทน เป็นการหมุนเวียนงบให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การหมุนเวียนงบแบบนี้ควรทำทีละคำค้นหา ไม่ใช่ตัดงบโฆษณาทั้งหมดพร้อมกัน เพราะแต่ละคำค้นหามีระดับการแข่งขันและความมั่นคงของอันดับ organic ต่างกัน คำที่ติดอันดับมั่นคงแล้วหลายเดือนติดต่อกันมักปลอดภัยกว่าที่จะลดงบโฆษณาลง เมื่อเทียบกับคำที่เพิ่งขึ้นอันดับต้น ๆ ได้ไม่นาน

คำถามที่พบบ่อย

ทำ SEO อย่างเดียวโดยไม่ยิง Google Ads เลยได้ไหม+

ได้ แต่ต้องยอมรับว่าจะเห็นผลช้ากว่า เพราะ SEO ต้องใช้เวลาสร้างความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ธุรกิจที่เลือกทางนี้ควรมีแผนระยะยาวและความอดทนรอผลลัพธ์มากกว่าธุรกิจที่ใช้ทั้งสองช่องทางร่วมกัน

ถ้าติดอันดับ organic แล้ว ยังต้องยิง Google Ads สำหรับคำค้นหาเดิมไหม+

ขึ้นกับกลยุทธ์ของธุรกิจ บางธุรกิจเลือกลดงบโฆษณาสำหรับคำนั้นเมื่อ organic ทำผลงานได้ดีแล้ว บางธุรกิจยังคงยิงโฆษณาควบคู่ไปเพื่อครองพื้นที่บนหน้าผลการค้นหาให้มากขึ้น ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกต้องสำหรับทุกธุรกิจ

Google Ads กับ SEO แข่งกันเองหรือเปล่า+

ไม่ได้แข่งกันโดยตรง เพราะทั้งสองปรากฏในตำแหน่งที่ต่างกันบนหน้าผลการค้นหา แต่ทั้งสองแย่งความสนใจของผู้ค้นหาคนเดียวกัน การใช้ร่วมกันอย่างเข้าใจบทบาทของแต่ละช่องทางจะให้ผลดีกว่าการมองว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

ใช้เวลานานแค่ไหนกว่า SEO จะเริ่มลดการพึ่งพา Google Ads ได้+

ไม่มีระยะเวลาตายตัว เพราะขึ้นกับระดับการแข่งขันของคำค้นหาและคุณภาพของเนื้อหาที่ทำ โดยทั่วไปมักใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเริ่มเห็นอันดับที่มีนัยสำคัญ

ธุรกิจขนาดเล็กที่มีงบจำกัดควรเลือกช่องทางเดียวไหม+

ถ้างบจำกัดมาก การเริ่มจากช่องทางเดียวที่จัดการได้ดีก่อนแล้วค่อยขยายอาจสมเหตุสมผลกว่าการแบ่งงบน้อยไปทั้งสองช่องทางจนไม่มีช่องทางไหนได้ผลชัดเจน แต่ควรวางแผนเริ่มทำ SEO เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะยิ่งเริ่มช้ายิ่งเห็นผลช้าตาม

สรุป

SEO และ Google Ads ไม่ใช่คู่แข่งที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นสองช่องทางที่ทำงานเสริมกันบนหน้าผลการค้นหาเดียวกัน ธุรกิจใหม่ที่ต้องการลูกค้าเร็วควรเริ่ม Google Ads ควบคู่กับการเริ่มทำ SEO ตั้งแต่วันแรก แล้วค่อยปรับสัดส่วนงบตามผลลัพธ์ที่วัดได้จริงของแต่ละช่องทาง

หัวข้อนี้เป็นส่วนหนึ่งของ งบทำ SEO สำหรับ SME อ่านต่อเรื่องการวางแผนงบประมาณและวัดผลตอบแทนได้ที่บทความที่เกี่ยวข้องด้านบน

เริ่มวางแผน SEO ควบคู่กับแคมเปญโฆษณาของคุณ

NOAH ช่วยวิจัยคีย์เวิร์ดจากข้อมูลจริง วางแผนคอนเทนต์ และเขียนบทความภาษาไทยที่พร้อมติดอันดับ เพื่อลดการพึ่งพาโฆษณาในระยะยาว

เริ่มฟรี 3 บทความ

อ่านต่อ

SEO สำหรับ SME

ขอบเขตงาน SEO ในสัญญา: อ่านอย่างไรไม่ให้จ่ายซ้ำหรือได้งานไม่ครบ

อ่านขอบเขตงาน SEO ในสัญญาก่อนเซ็น รู้ว่าต้องระบุอะไรให้ชัด ข้อความแบบไหนกำกวม ใครถือบัญชีเครื่องมือ และเนื้อหาเป็นของใครเมื่อเลิกจ้าง

SEO สำหรับ SME

ต้นทุนแฝงของการทำ SEO: ค่าใช้จ่ายที่ SME มักคิดไม่ถึงตอนเริ่มต้น

ต้นทุนแฝงของการทำ SEO ที่ไม่โผล่ในใบเสนอราคา ทั้งเวลาทีม ค่าแก้เว็บ ค่าภาพ ค่าเครื่องมือ และค่าดูแลต่อเนื่อง พร้อมวิธีประเมินและคำถามที่ควรถามก่อนเริ่ม

SEO สำหรับ SME

SEO คืนทุนกี่เดือน: คำนวณจุดคุ้มทุนด้วยตัวเลขที่ธุรกิจมีอยู่แล้ว

SEO คืนทุนกี่เดือน คำนวณจุดคุ้มทุนจากตัวเลขที่ธุรกิจมีอยู่ ทั้งต้นทุนต่อเดือน มูลค่าต่อลูกค้า อัตราปิดการขาย พร้อมตารางสถานการณ์ดี กลาง และแย่