Keyword Difficulty คืออะไร และทำไมค่า KD เชื่อไม่ได้ทั้งหมดในตลาดไทย
อธิบาย keyword difficulty (KD) ว่าคำนวณจากอะไร ทำไมค่าจากแต่ละเครื่องมือไม่ตรงกัน และวิธีประเมินความยากที่แม่นกว่าสำหรับคีย์เวิร์ดภาษาไทย
ทีม NOAH · เผยแพร่ 2 กันยายน 2569 · อัปเดต 3 กันยายน 2569 · อ่าน 13 นาที

สรุปสั้น
- ✓Keyword Difficulty (KD) เป็นค่าประมาณความยากในการแข่งขันของคำ ส่วนใหญ่คำนวณจากจำนวนและคุณภาพของ backlink ที่ชี้เข้าหน้าอันดับต้น ๆ
- ✓แต่ละเครื่องมือคำนวณ KD ด้วยสูตรและฐานข้อมูลลิงก์ของตัวเอง ค่าจึงต่างกันได้มากแม้เป็นคำเดียวกัน
- ✓ในตลาดไทยหลายหมวด หน้าอันดับหนึ่งชนะเพราะเนื้อหาตรง intent มากกว่าชนะเพราะมีลิงก์เยอะ ทำให้ KD ใช้ทำนายผลได้จำกัด
- ✓การเปิด SERP จริงแล้วดูขนาดเว็บและคุณภาพเนื้อหาของคู่แข่ง ให้ภาพความยากที่แม่นกว่าตัวเลข KD เพียงอย่างเดียว
- ✓ควรใช้ KD เป็นตัวกรองเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่เกณฑ์ตัดสินใจสุดท้ายว่าจะเขียนหรือไม่เขียนคำนั้น
เจ้าของเว็บรายหนึ่งเคยเลิกเขียนบทความคำหนึ่งไปเพราะเครื่องมือขึ้น KD 68 ซึ่งเขาตั้งเกณฑ์ไว้ว่าเกิน 50 คือยากเกินไป แต่พอเปิดหน้าผลการค้นหาจริงดู กลับพบว่าอันดับหนึ่งถึงห้าเป็นเว็บบล็อกเล็ก ๆ ที่เนื้อหาบางกว่าที่เขาทำได้เยอะ นี่คือตัวอย่างของปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยเวลาใช้ค่า Keyword Difficulty เป็นเกณฑ์ตัดสินใจโดยไม่เปิดดูหน้าจริงประกอบ
Keyword Difficulty คืออะไร
Keyword Difficulty คืออะไร
Keyword Difficulty (KD) คือค่าคะแนนที่เครื่องมือ SEO สร้างขึ้นเพื่อประมาณว่าการทำอันดับหน้าแรกของคำหนึ่งยากแค่ไหน ส่วนใหญ่คำนวณจากจำนวนและคุณภาพของ backlink ที่ชี้เข้าหน้าที่ติดอันดับต้น ๆ อยู่แล้ว ค่านี้ไม่ใช่มาตรฐานที่ Google กำหนด แต่เป็นสูตรเฉพาะของแต่ละเครื่องมือ ดังนั้นตัวเลขจากคนละเจ้าจึงเปรียบเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้

KD คำนวณจากอะไรบ้าง
โดยทั่วไปสูตร KD ให้น้ำหนักหลักกับจำนวน referring domain ที่ชี้มายังหน้าที่ติดอันดับสิบอันดับแรก ยิ่งหน้าอันดับต้นมีเว็บอื่นลิงก์เข้ามาเยอะและหลากหลาย ค่า KD ก็ยิ่งสูง บางเครื่องมือเพิ่มปัจจัยอื่นเข้าไปด้วย เช่น authority รวมของโดเมน หรือความสอดคล้องของเนื้อหากับคำค้น แต่หัวใจหลักยังคงเป็นสัญญาณจากลิงก์เป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นข้อมูลที่เก็บได้ง่ายและวัดเป็นตัวเลขได้ชัดเจนที่สุด
ปัญหาคือสัญญาณจากลิงก์เหมาะกับตลาดที่วัฒนธรรมการสร้างลิงก์เข้มข้น เช่นตลาดอังกฤษหรือสหรัฐฯ ที่คนทำ SEO สร้างลิงก์กันเป็นเรื่องปกติมานาน แต่ในตลาดไทยหลายหมวดธุรกิจ หน้าอันดับหนึ่งแทบไม่มีลิงก์จากภายนอกเลย ชนะเพราะเนื้อหาตอบคำถามได้ตรงและครบกว่าคู่แข่งเท่านั้น ค่า KD ที่คำนวณจากลิงก์เป็นหลักจึงบอกความยากได้ไม่แม่นเท่าตลาดใหญ่ ผู้ที่อยากเข้าใจภาพรวมของการวางแผนคีย์เวิร์ดทั้งระบบ ดูเพิ่มได้ที่ หน้ารวม Keyword Research
| ปัจจัย | น้ำหนักที่เครื่องมือให้ทั่วไป | ความน่าเชื่อถือในตลาดไทย |
|---|---|---|
| จำนวน referring domain | สูงมาก มักเป็นปัจจัยหลัก | ต่ำ เพราะหลายหมวดหน้าอันดับหนึ่งไม่มีลิงก์เข้าเลย |
| authority ของโดเมน | ปานกลางถึงสูง | ปานกลาง ใช้ดูภาพรวมความน่าเชื่อถือของคู่แข่งได้ |
| ความสอดคล้องของเนื้อหา | ต่ำถึงปานกลาง แล้วแต่เครื่องมือ | สูง เพราะเป็นปัจจัยที่ตัดสินอันดับจริงในตลาดไทยหลายหมวด |
ตัวอย่าง: คำ KD สูงในระบบ แต่แข่งได้จริงในตลาดไทย
สมมติเครื่องมือหนึ่งขึ้นค่า KD ของคำว่า 'วิธีดูแลต้นมอนสเตอร่าไม่ให้ใบเหลือง' ไว้ที่ 55 ซึ่งดูเหมือนสูงเกินไปสำหรับเว็บใหม่ แต่พอเปิด SERP จริงกลับพบว่าอันดับหนึ่งถึงห้าเป็นบล็อกส่วนตัวและเพจ Facebook ที่เขียนสั้น ๆ ไม่กี่ย่อหน้า ไม่มีเว็บใหญ่ระดับร้านขายต้นไม้หรือสื่อเกษตรเข้ามาแข่งเลย ค่า KD ที่สูงในกรณีนี้มาจากที่หน้าเหล่านั้นบังเอิญมีลิงก์จากกลุ่มเฟซบุ๊กสวนต้นไม้จำนวนหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าแข่งยากจริงในแง่คุณภาพเนื้อหา
วิธีประเมินความยากที่แม่นกว่าตัวเลข KD
วิธีที่แม่นกว่าคือเปิดหน้าผลการค้นหาจริงแล้วดูด้วยตาว่าคู่แข่งสิบอันดับแรกคือใคร เพราะข้อมูลนี้เป็นสิ่งที่ Google ตัดสินไปแล้วว่าใครชนะ ไม่ใช่การประมาณการล่วงหน้าเหมือน KD สิ่งที่ต้องเช็กคือขนาดของเว็บที่ติดอันดับ ความลึกของเนื้อหา และว่าเป็นเว็บใหญ่ระดับประเทศหรือเว็บบล็อกเล็ก ๆ
ขั้นตอนประเมินความยากของคีย์เวิร์ดด้วยตัวเอง
- 1
เปิด SERP ในโหมดไม่ระบุตัวตน ตั้งค่าประเทศไทย
พิมพ์คำที่ต้องการเช็กแล้วดูสิบอันดับแรกทั้งหมด อย่าดูแค่สามอันดับแรก เพราะอันดับ 4-10 บอกได้ว่าการแข่งขันกว้างหรือแคบ
- 2
นับว่ามีเว็บใหญ่กี่เจ้า
เว็บใหญ่ระดับประเทศ มาร์เก็ตเพลส หรือหน่วยงานราชการ ถือเป็นคู่แข่งที่แข่งยากเสมอไม่ว่า KD จะขึ้นตัวเลขเท่าไร
- 3
ดูความลึกของเนื้อหาคู่แข่งที่ติดอันดับ
เปิดหน้าอันดับ 3-8 มาอ่าน ถ้าเนื้อหาบางหรือตอบไม่ครบ นั่นคือช่องว่างที่คุณมีโอกาสแทรกได้แม้ KD จะขึ้นตัวเลขสูง
- 4
เช็กว่าเว็บของคุณมีหน้าใกล้เคียงติดอันดับ 8-20 อยู่แล้วไหม
ถ้ามี แปลว่า Google มองว่าเว็บคุณเกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้แล้ว โอกาสขยับขึ้นสูงกว่าการเริ่มจากศูนย์มาก
- 5
ใช้ KD เป็นตัวกรองรอบแรกเท่านั้น
ตัดคำที่ KD สูงมากออกเพื่อประหยัดเวลา แต่สำหรับคำที่เหลือให้ตัดสินใจสุดท้ายจากการเปิด SERP จริงเสมอ
เชื่อม KD กับ search volume เข้าด้วยกัน
คำที่ KD ต่ำแต่ volume ก็ต่ำมากอาจไม่คุ้มเวลาเขียน ให้ดูสองค่าคู่กันเสมอ อ่านเพิ่มเติมเรื่องการอ่านตัวเลขปริมาณการค้นหาได้ที่ บทความ Search Volume คือ

ตัวอย่าง: เปรียบเทียบสองคำที่ KD เท่ากันแต่ผลต่างกัน
สมมติมีสองคำที่เครื่องมือให้ค่า KD เท่ากันที่ 40 คำแรกคือ 'ประกันรถยนต์ชั้น 1 ราคาถูก' ซึ่งเมื่อเปิด SERP พบว่าเต็มไปด้วยเว็บบริษัทประกันขนาดใหญ่และเว็บเปรียบเทียบราคาที่มีทีมงานเขียนคอนเทนต์ประจำ ส่วนคำที่สองคือ 'วิธีเลือกกระถางต้นไม้ให้เหมาะกับพื้นที่ระเบียงคอนโด' ซึ่งเปิด SERP แล้วพบแต่บล็อกเล็ก ๆ กับเนื้อหาที่ยังตอบไม่ครบ แม้ค่า KD จะเท่ากัน แต่ความยากในการแข่งขันจริงต่างกันมาก นี่คือเหตุผลที่ต้องเปิด SERP ดูทุกครั้งก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่เชื่อตัวเลขอย่างเดียว
เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจว่าจะเขียนคำนี้หรือไม่
- เปิด SERP จริงดูสิบอันดับแรก ไม่ใช่เชื่อแค่ตัวเลข KD
- นับจำนวนเว็บใหญ่ระดับประเทศที่ติดอันดับต้น
- อ่านเนื้อหาของคู่แข่งอันดับ 3-8 เพื่อดูว่ามีช่องว่างให้แทรกหรือไม่
- ตรวจว่าคู่แข่งอันดับต้นเป็นเว็บที่เขียนด้วยความรู้จริงหรือเป็นเว็บรวมลิงก์ที่ไม่มีเนื้อหาเชิงลึก
- ดูค่า search volume ควบคู่กันเสมอ ไม่ตัดสินใจจาก KD อย่างเดียว
- ประเมินขนาดและทรัพยากรของเว็บที่ครองอันดับต้นจริง ไม่ใช่ดูแค่จำนวนลิงก์ที่เครื่องมือรายงาน
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยเวลาใช้ค่า KD
- ตั้งเกณฑ์ตายตัวเช่น ห้ามเขียนคำที่ KD เกิน 50 โดยไม่เปิด SERP ดูก่อน ทำให้พลาดคำที่แข่งได้จริง
- เปรียบเทียบ KD ข้ามเครื่องมือ ทั้งที่แต่ละเจ้าใช้สูตรและฐานข้อมูลลิงก์คนละชุด
- ใช้ KD ตัดสินใจโดยไม่ดู search intent ประกอบ ทำให้เลือกคำที่ผิดเจตนาแม้จะแข่งง่าย
- มองข้ามคำที่ KD สูงเพราะ backlink เยอะ ทั้งที่เนื้อหาของคู่แข่งจริง ๆ ตอบคำถามไม่ครบ
- เชื่อค่า KD จากเครื่องมือที่เก็บข้อมูลตลาดต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งที่ฐานข้อมูลลิงก์ในตลาดไทยมีน้อยกว่ามาก
- ตัดคำที่ KD สูงทิ้งทันทีโดยไม่ลองแบ่งเป็นคำย่อยที่แคบลงและแข่งขันน้อยกว่า ทั้งที่บางครั้งคำย่อยเหล่านั้นรวมกันให้ทราฟฟิกใกล้เคียงคำเดิม
Keyword Difficulty สำหรับ SME: ใช้ยังไงเมื่อไม่มีทีมทำ SEO
เจ้าของธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ไม่มีเวลานั่งเปิด SERP ทีละคำเพื่อวิเคราะห์คู่แข่งอย่างละเอียด สิ่งที่ทำได้จริงคือใช้ KD เป็นตัวกรองแบบหยาบก่อน แล้วเลือกเปิดดูจริงเฉพาะคำที่จะใช้เขียนบทความในเดือนนี้ ไม่ต้องเช็กทุกคำในลิสต์ เพราะเสียเวลาโดยไม่จำเป็น
หลักคิดง่าย ๆ สำหรับเจ้าของธุรกิจคือ เริ่มจากคำที่ KD ต่ำถึงปานกลางและตรงกับสินค้าหรือบริการที่ขายอยู่แล้วก่อน เพราะเขียนได้เร็วและมีโอกาสติดอันดับภายในไม่กี่เดือน ส่วนคำที่ KD สูงให้เก็บไว้เขียนทีหลังเมื่อเว็บมีบทความสะสมมากขึ้นและเริ่มมีความน่าเชื่อถือในสายตา Google แล้ว
ไม่ต้องเช็กทุกคำ ให้เช็กเฉพาะคำที่จะเขียนจริง
แบ่งลิสต์คีย์เวิร์ดของธุรกิจเป็นชุดที่จะเขียนในหนึ่งถึงสามเดือนข้างหน้า แล้วเช็ก KD และเปิด SERP เฉพาะชุดนั้น จะประหยัดเวลากว่าการวิเคราะห์คำทั้งหมดพร้อมกัน
อีกจุดที่ SME ควรระวังคือการเลือกคำที่ KD ต่ำแต่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจเลย เพราะแม้จะติดอันดับง่าย แต่คนที่ค้นคำนั้นไม่ใช่กลุ่มที่จะซื้อสินค้า การเลือกคำจึงควรดูสองอย่างคู่กันเสมอคือความยากในการแข่งขันและความเกี่ยวข้องกับธุรกิจจริง หากยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มวางแผนคีย์เวิร์ดสำหรับธุรกิจตัวเองจากตรงไหนก่อน อ่านแนวทางเพิ่มเติมได้ที่ การทำ Keyword Research สำหรับ SME
คำถามที่พบบ่อย
KD เท่าไรถือว่าเขียนได้สำหรับเว็บใหม่+
ไม่มีตัวเลขตายตัว เพราะขึ้นกับความแข็งแรงของเว็บคุณเองและสูตรของแต่ละเครื่องมือ วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือเปิด SERP ดูว่าคู่แข่งอันดับต้นเป็นเว็บขนาดไหน แล้วเทียบกับเว็บของคุณตรง ๆ
ทำไม KD ของคำเดียวกันจากสองเครื่องมือต่างกันมาก+
เพราะแต่ละเครื่องมือใช้ฐานข้อมูลลิงก์และสูตรคำนวณของตัวเอง ฐานข้อมูลที่ต่างกันทำให้เห็นจำนวน referring domain ไม่เท่ากัน ค่า KD จึงต่างกันได้มากแม้เป็นคำเดียวกัน
คำที่ KD ต่ำแปลว่าเขียนแล้วติดอันดับแน่นอนไหม+
ไม่แน่นอน KD บอกแค่ระดับการแข่งขันโดยประมาณ ยังต้องมีเนื้อหาที่ตอบ intent ตรงและครบ รวมถึงเว็บต้องมีความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่งด้วย
ควรใช้ KD ในการจัดลำดับความสำคัญของคีย์เวิร์ดไหม+
ใช้ได้ในฐานะตัวกรองรอบแรกเพื่อประหยัดเวลา แต่ไม่ควรเป็นเกณฑ์เดียว ให้ใช้ร่วมกับ search volume และมูลค่าทางธุรกิจของคำนั้นด้วย
ทำไมคำที่มีเว็บใหญ่ครองอันดับควรหลีกเลี่ยงแม้ KD จะไม่สูงมาก+
เพราะเว็บใหญ่มักมีทรัพยากรและความน่าเชื่อถือสะสมมานาน แม้ตัวเลข KD จากลิงก์จะไม่สูง แต่ในทางปฏิบัติเว็บเล็กมักแข่งกับเว็บใหญ่ในคำเดียวกันได้ยาก ควรพิจารณาความเป็นจริงของขนาดคู่แข่งประกอบเสมอ
ควรเช็ก KD ซ้ำเป็นระยะไหม+
ควรเช็กซ้ำเป็นระยะ โดยเฉพาะคำที่เคยประเมินว่ายากเกินไปแล้วไม่ได้เขียน เพราะสภาพการแข่งขันใน SERP เปลี่ยนแปลงได้ตามเวลา คำที่เคยยากอาจมีช่องว่างใหม่เกิดขึ้นในภายหลัง
คำที่ KD สูงมากควรตัดทิ้งไปเลยหรือไม่+
ไม่จำเป็นต้องตัดทิ้งทันที ลองพิจารณาแบ่งคำนั้นเป็นคำย่อยที่เจาะจงกว่าเดิม เช่นเพิ่มคำระบุพื้นที่หรือกลุ่มเป้าหมาย บางครั้งคำย่อยเหล่านี้แข่งขันน้อยกว่ามากและยังพอเชื่อมโยงกับคำหลักได้ผ่านการทำ internal linking
เว็บที่มีความน่าเชื่อถือสูงแล้วยังต้องเช็ก KD ก่อนเขียนไหม+
ยังควรเช็ก แม้เว็บจะมีความน่าเชื่อถือสูงแล้ว การเช็ก SERP ก่อนเขียนช่วยให้รู้ว่าคู่แข่งตอบคำถามครบแค่ไหน และช่วยวางแผนว่าจะเขียนเนื้อหาให้ต่างจากที่มีอยู่แล้วอย่างไร ไม่ใช่แค่ประเมินว่าเขียนแล้วจะติดอันดับหรือไม่
SME ที่ไม่มีทีม SEO ควรใช้ KD อย่างไรให้ไม่เสียเวลา+
ไม่ต้องเช็กทุกคำในลิสต์ ให้เลือกเฉพาะคำที่จะเขียนในเดือนหรือไตรมาสนี้มาเช็ก KD และเปิด SERP ดูจริง เริ่มจากคำที่ KD ต่ำถึงปานกลางและตรงกับสินค้าหรือบริการก่อน เพื่อให้เห็นผลเร็วที่สุด
สรุป
Keyword Difficulty เป็นเครื่องมือช่วยกรองที่ดีสำหรับตัดคำที่ชัดเจนว่าแข่งไม่ไหวออกก่อน แต่ไม่ควรเป็นเกณฑ์ตัดสินใจสุดท้าย โดยเฉพาะในตลาดไทยที่หลายหมวดชนะกันด้วยคุณภาพเนื้อหามากกว่าจำนวนลิงก์ การเปิด SERP จริงประกอบทุกครั้งคือวิธีที่แม่นยำกว่าเสมอ หากต้องการเรียนรู้วิธีจัดกลุ่มคำและวางแผนคำหลักต่อคำรอง อ่านต่อได้ที่ บทความ Keyword Mapping คือ
ประเมินความยากของคีย์เวิร์ดพร้อมข้อมูล SERP จริง
NOAH ช่วยวิเคราะห์คีย์เวิร์ดและจัดกลุ่มตามความสำคัญ เพื่อให้ทีมโฟกัสกับคำที่คุ้มค่ากับเวลาเขียนที่สุด
ดูเครื่องมือ Keyword Research