Search Volume คืออะไร และทำไมตัวเลขภาษาไทยมักต่ำกว่าความจริง
อธิบาย search volume ตั้งแต่ที่มาของตัวเลข วิธีเช็กจากหลายแหล่ง และเหตุผลที่คีย์เวิร์ดไทยมักรายงานต่ำกว่าความต้องการจริงในตลาด
ทีม NOAH · เผยแพร่ 2 กันยายน 2569 · อัปเดต 3 กันยายน 2569 · อ่าน 13 นาที

สรุปสั้น
- ✓search volume คือค่าประมาณจำนวนครั้งที่คนค้นคำหนึ่งต่อเดือน ไม่ใช่ตัวเลขจริงที่ Google เปิดเผยทั้งหมด
- ✓แหล่งข้อมูลหลักของทุกเครื่องมือคือ Google Keyword Planner ต่างกันแค่วิธีนำไปประมวลผลต่อ
- ✓คีย์เวิร์ดไทยมักรายงานต่ำกว่าจริงเพราะปัญหาการตัดคำ การสะกดหลายแบบ และกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้ไทยที่เล็กกว่าตลาดอังกฤษมาก
- ✓ควรใช้ search volume เพื่อเปรียบเทียบลำดับความสำคัญระหว่างคำ ไม่ใช่ใช้พยากรณ์จำนวนคนเข้าเว็บ
- ✓คำที่ volume ต่ำหรือเป็น 0 ในเครื่องมือ อาจยังมีคนค้นจริงถ้าเช็กสัญญาณอื่นประกอบ เช่น autocomplete
ลูกค้าคนหนึ่งเคยส่งภาพหน้าจอมาถามว่าทำไมคำว่า รองเท้าวิ่งผู้หญิง ในเครื่องมือ A ขึ้น search volume 90 ต่อเดือน แต่เครื่องมือ B บอกว่า 2,400 ต่อเดือน ทั้งที่เป็นคำเดียวกันเป๊ะ คำถามนี้พบบ่อยมากในทีมที่เพิ่งเริ่มทำ SEO และคำตอบไม่ใช่ว่าเครื่องมือไหนโกหก แต่เป็นเพราะตัวเลข search volume ทุกตัวคือค่าประมาณ ไม่ใช่จำนวนจริงที่ใครนับได้เป๊ะ
Search Volume คืออะไรกันแน่
Search Volume คืออะไร
Search Volume คือค่าประมาณจำนวนครั้งเฉลี่ยที่คำค้นหาหนึ่งคำถูกพิมพ์ลงในเครื่องมือค้นหาต่อเดือน ใช้บอกว่าคำนั้นมีคนสนใจมากน้อยแค่ไหนเมื่อเทียบกับคำอื่น ตัวเลขนี้มาจากการประมวลผลข้อมูลของ Google เป็นหลัก ไม่ใช่ตัวเลขที่ Google ยืนยันความแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ และไม่ควรใช้พยากรณ์ว่าเว็บจะได้ทราฟฟิกเท่าไรถ้าติดอันดับหนึ่ง
จุดที่ทำให้คนสับสนคือคำว่า volume ฟังดูเหมือนตัวเลขนับได้เป๊ะแบบยอดขาย แต่ในความเป็นจริง Google ไม่เคยเปิดเผยจำนวนการค้นหาจริงต่อสาธารณะ สิ่งที่เปิดเผยผ่าน Google Keyword Planner คือช่วงตัวเลขที่ปัดหยาบ และผู้ให้บริการข้อมูลรายอื่นต้องนำช่วงนั้นไปประมวลผลต่อด้วยวิธีของตัวเอง ผลคือตัวเลขที่แต่ละเครื่องมือรายงานจึงต่างกันได้ ยิ่งตลาดเล็กอย่างประเทศไทยยิ่งต่างกันมาก
average monthly search กับ search volume ปัจจุบันต่างกันตรงไหน
หลายเครื่องมือแสดงตัวเลขเป็น average monthly search ซึ่งคือค่าเฉลี่ยของช่วงเวลาย้อนหลัง 12 เดือน ไม่ใช่ตัวเลขของเดือนล่าสุดเดือนเดียว ทำให้คำที่มีความต้องการตามฤดูกาล เช่น คำเกี่ยวกับของขวัญปีใหม่หรือชุดว่ายน้ำหน้าร้อน ดูเหมือนมี volume คงที่ทั้งปีในรายงานสรุป ทั้งที่ความจริงเดือนที่ใช่ฤดูกาลอาจมีคนค้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยหลายเท่า ควรเปิดกราฟรายเดือนดูควบคู่กับตัวเลขเฉลี่ยเสมอ ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขก้อนเดียว

ตัวเลขมาจากไหน และทำไมแต่ละแหล่งไม่ตรงกัน
แหล่งข้อมูลต้นทางที่แท้จริงมีอยู่แหล่งเดียวคือระบบโฆษณาของ Google ผ่าน Google Keyword Planner บัญชีที่ยิงโฆษณาอยู่จะเห็นตัวเลขที่ละเอียดกว่าบัญชีที่ไม่มีแคมเปญ ส่วนผู้ให้บริการข้อมูลอย่าง DataForSEO ดึงตัวเลขชุดเดียวกันนี้มาผ่าน API ทำให้ได้ฐานข้อมูลใกล้เคียง Google มากที่สุด ในขณะที่เครื่องมือชุดใหญ่บางเจ้าผสมข้อมูล clickstream ของผู้ใช้เข้าไปเพื่อแยกคำที่ Google รวมกลุ่มไว้ วิธีนี้ให้รายละเอียดมากขึ้นในตลาดใหญ่ แต่ในตลาดไทยที่กลุ่มตัวอย่างเล็ก การประมาณค่าจะคลาดเคลื่อนสูงกว่ามาก อยากเข้าใจภาพรวมกลไกการทำ keyword research ทั้งระบบ อ่านต่อได้ที่ หน้ารวม Keyword Research
| แหล่ง | จุดแข็ง | ข้อจำกัด |
|---|---|---|
| Google Keyword Planner | ข้อมูลตรงจาก Google ยืนยันได้ว่าคำนั้นมีคนค้นจริง | ปัดเป็นช่วงกว้างถ้าบัญชีไม่มีแคมเปญกำลังใช้จ่าย |
| Google Trends | ดูแนวโน้มขาขึ้นขาลง เทียบคำไทยกับคำอังกฤษได้ | เป็นดัชนีสัมพัทธ์ 0-100 ไม่ใช่จำนวนครั้งจริง |
| Google Search Console | ข้อมูลจริงของเว็บตัวเอง เห็น impression รายคำ | เห็นเฉพาะคำที่เว็บติดอันดับอยู่แล้ว ไม่เห็นตลาดทั้งหมด |
| เครื่องมือประมาณค่า | รวดเร็ว ค้นได้ครั้งละหลายพันคำ | ตัวเลขไทยคลาดเคลื่อนได้หลายเท่า โดยเฉพาะคำหางยาว |
ทำไมคีย์เวิร์ดไทยมักรายงานต่ำกว่าความจริง
ปัญหาที่คู่มือภาษาอังกฤษไม่เคยพูดถึงคือภาษาไทยเขียนติดกันไม่มีช่องว่างระหว่างคำ เครื่องมือต่างประเทศต้องพึ่งตัวตัดคำเพื่อแยกความหมาย และตัวตัดคำแต่ละระบบก็ตัดไม่เหมือนกัน ผลคือคำที่ความหมายเดียวกันแต่สะกดต่างกันเล็กน้อย เช่น เว้นวรรคหรือไม่เว้นวรรค ใช้เลขไทยหรือเลขอารบิก อาจถูกนับแยกเป็นคนละแถวในฐานข้อมูล ทำให้ตัวเลขของแต่ละคำดูต่ำกว่าความจริงมาก ทั้งที่รวมกันแล้วคือความต้องการก้อนเดียว
อีกสาเหตุคือขนาดกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ clickstream ประมาณค่าต้องมีผู้ใช้จำนวนมากพอถึงจะได้ตัวเลขที่นิ่ง ตลาดไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตน้อยกว่าตลาดอังกฤษหรือสหรัฐฯ หลายเท่า คำหางยาวที่มีคนค้นจริงแค่หลักสิบต่อเดือนจึงมักตกขอบการตรวจจับ และถูกรายงานเป็น 0 ทั้งที่ยังมีคนพิมพ์อยู่ทุกวัน เรื่องนี้อธิบายลึกกว่านี้ไว้ใน บทความเรื่อง Zero Search Volume Keyword
ตัวอย่างความคลุมเครือในการตัดคำไทยที่มีผลต่อตัวเลข
ลองดูคำว่า ร้านอาหารใกล้ฉัน เทียบกับ ร้านอาหาร ใกล้ ฉัน ที่เว้นวรรคระหว่างคำ ทั้งสองแบบความหมายเดียวกันเป๊ะสำหรับคนอ่าน แต่ระบบตัดคำบางตัวอาจมองว่าเป็นคนละสตริงกัน หรือคำว่า อี-คอมเมิร์ซ กับ อีคอมเมิร์ซ ที่มีหรือไม่มีขีดกลาง ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ทำให้ปริมาณการค้นหาถูกแบ่งออกเป็นหลายแถวในฐานข้อมูลโดยไม่จำเป็น การรวมคำเหล่านี้เข้าด้วยกันด้วยมือจึงเป็นขั้นตอนที่ข้ามไม่ได้เวลาทำ keyword research ภาษาไทยอย่างจริงจัง
อย่าใช้ search volume คำนวณทราฟฟิกที่จะได้
สูตรแบบ ค้นหาเดือนละ 3,000 ครั้ง คูณอัตราคลิกอันดับหนึ่ง แล้วสรุปว่าจะได้คนเข้าเว็บกี่คน เป็นการคำนวณที่ผิดตั้งแต่ต้นทาง เพราะตัวเลขต้นทางเป็นค่าประมาณอยู่แล้ว ให้ใช้ search volume เพื่อจัดลำดับว่าคำไหนควรทำก่อนเท่านั้น

วิธีเช็ก Search Volume ให้ใช้งานได้จริง
ขั้นตอนเช็ก search volume คีย์เวิร์ดไทยอย่างรอบด้าน
- 1
เปิด Google Keyword Planner เป็นฐานหลัก
ใส่คำที่ต้องการเช็กเป็นชุด ดูช่วงตัวเลขที่ได้ ถ้าช่วงกว้างมากให้ถือเป็นแค่การจัดอันดับเปรียบเทียบ ไม่ใช่ตัวเลขนิ่ง
- 2
รวมคำที่สะกดต่างกันแต่ความหมายเดียวกัน
รวบรวมคำที่เว้นวรรคต่างกัน ใช้เลขไทยหรืออารบิกต่างกัน หรือทับศัพท์คนละแบบ แล้วบวกตัวเลขเข้าด้วยกันด้วยมือ เพราะเครื่องมือจะไม่รวมให้อัตโนมัติ
- 3
เทียบกับ Google Trends
ดูว่าคำนั้นเป็นขาขึ้นหรือขาลง และเทียบคำไทยกับคำอังกฤษของสินค้าเดียวกันในกราฟเดียว เพื่อดูว่าฝั่งไหนกำลังมาแรงกว่า
- 4
เช็กกับ Search Console ถ้ามีเว็บอยู่แล้ว
หาคำที่เว็บได้ impression อยู่แล้วแม้ volume ในเครื่องมือจะต่ำ เพราะเป็นสัญญาณตรงจากพฤติกรรมผู้ใช้จริงบนเว็บของคุณเอง
- 5
เช็กสัญญาณเสริมเมื่อ volume ขึ้น 0
ดูว่า Google แนะนำคำนี้ใน autocomplete หรือในส่วนการค้นหาที่เกี่ยวข้องท้ายหน้าไหม ถ้ามี แปลว่ามีคนค้นจริงแค่น้อยกว่าที่ระบบจะรายงาน
ตัวอย่างสถานการณ์ใช้งานจริง (ตัวอย่างสมมติ)
ลองนึกภาพร้านขายเครื่องเขียนออนไลน์ที่กำลังวางแผนคอนเทนต์เรื่องปากกาหมึกซึม ทีมเช็กคำว่า ปากกาหมึกซึม ใน Keyword Planner แล้วได้ช่วงตัวเลข 100-1,000 ต่อเดือน ซึ่งกว้างมากจนตัดสินใจยาก ทีมจึงลองเช็กคำที่สะกดใกล้เคียงกันอย่าง ปากกาหมึกซึมมือใหม่ และ ปากกาคอแร้ง เพิ่มเติม พบว่าแต่ละคำมี volume ต่ำเพียงหลักสิบ แต่เมื่อเปิด Search Console ของเว็บที่มีอยู่แล้วดูควบคู่กัน กลับพบว่ามีการค้นหาเชื่อมโยงมาจากคำใกล้เคียงกันหลายสิบคำ รวมกันแล้วมี impression หลักพันต่อเดือน ทีมจึงตัดสินใจทำเนื้อหาครอบคลุมทั้งกลุ่มคำในบทความเดียว แทนที่จะแยกเขียนทีละคำตามตัวเลขที่ดูต่ำในเครื่องมือแต่ละคำ
วิธีตรวจสอบว่าตัวเลข search volume ที่ใช้อยู่น่าเชื่อถือพอ
- เทียบตัวเลขจากอย่างน้อยสองแหล่งก่อนตัดสินใจ ถ้าตัวเลขต่างกันมากให้ใช้ค่าที่ระมัดระวังกว่าเป็นฐานในการวางแผน
- เช็กว่ากราฟรายเดือนมีรูปแบบตามฤดูกาลหรือไม่ ก่อนสรุปจากตัวเลขเฉลี่ยทั้งปีเพียงอย่างเดียว
- ลองพิมพ์คำในช่องค้นหาจริงแล้วดู autocomplete และคำค้นหาที่เกี่ยวข้องท้ายหน้า เพื่อยืนยันว่ามีความต้องการจริงแม้ตัวเลขจะต่ำ
- ถ้ามีเว็บอยู่แล้ว เปิด Search Console เทียบ impression ของคำใกล้เคียงกันเป็นกลุ่ม แทนที่จะดูทีละคำแยกกัน
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยเวลาอ่านตัวเลข search volume
- เชื่อตัวเลขจากเครื่องมือเดียวโดยไม่เทียบแหล่งอื่น ทั้งที่ตลาดไทยมีความคลาดเคลื่อนสูงกว่าตลาดอังกฤษมาก
- ทิ้งคำที่ volume ต่ำหรือ 0 ทันทีโดยไม่เช็ก autocomplete หรือกระทู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่คำกลุ่มนี้มักแข่งง่ายที่สุด
- นำ volume ไปคูณอัตราคลิกเพื่อพยากรณ์ทราฟฟิก ทั้งที่ต้นทางเป็นค่าประมาณอยู่แล้ว
- ไม่รวมคำที่สะกดต่างกันเล็กน้อยเข้าด้วยกัน ทำให้ประเมินความต้องการของตลาดต่ำกว่าจริง
- ดูแค่ตัวเลขเฉลี่ยทั้งปีโดยไม่เปิดกราฟรายเดือน ทำให้พลาดจังหวะเนื้อหาที่ควรเผยแพร่ก่อนช่วงฤดูกาลที่คนค้นเยอะ
เช็กลิสต์ก่อนใช้ตัวเลข search volume วางแผนคอนเทนต์
- เทียบตัวเลขจากอย่างน้อยสองแหล่งแล้วบันทึกช่วงตัวเลข ไม่ใช่ตัวเลขเดียวที่ตายตัว
- รวมคำที่สะกดต่างกันแต่ความหมายเดียวกันไว้ในกลุ่มเดียวก่อนเปรียบเทียบกับคำอื่น
- เช็ก Search Console ของเว็บตัวเองประกอบ ถ้ามีข้อมูลอยู่แล้ว
- ใช้ volume ร่วมกับ search intent และความยากของการแข่งขัน ไม่ใช้ตัวเลขเดียวตัดสินใจ

Search Volume สำหรับ SME: Keyword Volume สูงไม่ได้แปลว่าขายได้
เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนเปิดเครื่องมือหา keyword ครั้งแรกแล้วไล่เลือกคำที่ volume สูงสุดมาก่อน เพราะคิดว่าคำที่มีคนค้นเยอะย่อมขายได้มากกว่า แต่ในทางปฏิบัติ volume สูงมักหมายถึง intent กว้าง คนที่ค้นอาจแค่หาข้อมูลทั่วไป เทียบราคา หรือหาข่าว ไม่ได้พร้อมซื้อทุกคน สำหรับธุรกิจที่มีเวลาเขียนคอนเทนต์จำกัด การไล่ตามคำ volume สูงอย่างเดียวจึงเสี่ยงเสียเวลาไปกับทราฟฟิกที่ไม่เปลี่ยนเป็นลูกค้า
- คำที่ volume สูงแต่กว้าง เช่น ชื่อสินค้าเฉย ๆ มักแข่งขันกับเว็บใหญ่ที่ทำ SEO มานานแล้ว SME ที่เพิ่งเริ่มมักสู้ไม่ไหว
- คำที่ volume ปานกลางหรือต่ำแต่เจาะจงขั้นตอนการตัดสินใจซื้อ เช่น รุ่นไหนเหมาะกับใคร มักแปลงเป็นลูกค้าได้ดีกว่าเพราะคนที่ค้นใกล้จะซื้อแล้ว
- ก่อนเลือกคำไปเขียน ให้ถามตัวเองก่อนว่าคนที่ค้นคำนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนไหนของการซื้อ ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลข volume อย่างเดียว
ธุรกิจเล็กควรเลือกคำให้ตรงเป้าหมายมากกว่าตัวเลข
แนวทางการเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กโดยเฉพาะ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Keyword Research สำหรับ SME ซึ่งช่วยจัดลำดับว่าควรเริ่มจากคำแบบไหนก่อนเมื่อมีทรัพยากรจำกัด
คำถามที่พบบ่อย
Search Volume เท่าไรถึงเรียกว่าสูง+
ไม่มีเกณฑ์ตายตัว ขึ้นอยู่กับขนาดตลาดของหมวดธุรกิจ คำในหมวดที่แคบอย่างสินค้าเฉพาะทางอาจมีคนค้นแค่หลักร้อยต่อเดือนก็ถือว่าสูงแล้วเมื่อเทียบในหมวดเดียวกัน วิธีที่แม่นกว่าคือเทียบคำในกลุ่มเดียวกันด้วยกันเอง ไม่ใช่เทียบข้ามหมวด
ทำไมตัวเลขใน Keyword Planner ขึ้นเป็นช่วงกว้างมาก+
เพราะบัญชีโฆษณาที่ไม่มีแคมเปญกำลังใช้จ่ายอยู่ Google จะแสดงตัวเลขแบบปัดหยาบเพื่อไม่ให้ข้อมูลละเอียดเกินไปสำหรับบัญชีที่ยังไม่ได้ลงทุนโฆษณา ถ้าต้องการตัวเลขที่ละเอียดขึ้นต้องมีแคมเปญที่ใช้จ่ายจริงอยู่ในบัญชี
search volume 0 แปลว่าไม่มีใครค้นจริงหรือเปล่า+
ไม่เสมอไป โดยเฉพาะคำไทยหางยาว การรายงานเป็น 0 มักเกิดจากกลุ่มตัวอย่างที่เล็กเกินกว่าระบบจะจับสัญญาณได้ ให้ตรวจ autocomplete และการค้นหาที่เกี่ยวข้องประกอบก่อนตัดสินใจทิ้งคำนั้น
ควรใช้ volume ตัดสินใจเขียนบทความเลยไหม+
ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์เดียว ควรพิจารณาร่วมกับ search intent และโอกาสแข่งขันจาก SERP ด้วย คำที่ volume สูงแต่แข่งขันดุมากอาจไม่คุ้มเท่าคำที่ volume ปานกลางแต่แข่งง่ายกว่า
search volume กับ keyword difficulty ต่างกันอย่างไร+
search volume บอกว่ามีคนค้นคำนี้มากน้อยแค่ไหน ส่วน keyword difficulty พยายามบอกว่าแข่งขันยากแค่ไหน ทั้งสองค่าต้องดูประกอบกัน อ่านรายละเอียดเรื่องความยากได้ที่ บทความ Keyword Difficulty คือ
average monthly search กับตัวเลขเดือนล่าสุดต่างกันอย่างไร+
average monthly search คือค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 12 เดือน ไม่ใช่ตัวเลขของเดือนล่าสุดเดือนเดียว คำที่มีความต้องการตามฤดูกาลจึงควรเปิดกราฟรายเดือนดูประกอบ ไม่ใช่ดูแค่ค่าเฉลี่ยทั้งปี
ทำไมคำเดียวกันเป๊ะยังได้ volume ต่างกันในสองเครื่องมือ+
เพราะแต่ละเครื่องมือนำช่วงตัวเลขจาก Google Keyword Planner ไปประมวลผลต่อด้วยวิธีของตัวเอง บางเจ้าผสมข้อมูล clickstream เข้าไปเพื่อแยกความละเอียด ในตลาดไทยที่กลุ่มตัวอย่างเล็ก ความแตกต่างระหว่างวิธีประมวลผลจึงเห็นชัดกว่าตลาดใหญ่
Keyword Volume สูงไม่ได้แปลว่าขายได้จริงไหม+
จริง เพราะ volume สูงบอกแค่ว่ามีคนค้นคำนั้นเยอะ ไม่ได้บอกว่าคนเหล่านั้นพร้อมซื้อ คำที่ volume ต่ำกว่าแต่เจาะจงขั้นตอนการตัดสินใจซื้อมักแปลงเป็นลูกค้าได้ดีกว่าสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มีทรัพยากรจำกัด
สรุป
search volume เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการจัดลำดับความสำคัญของคีย์เวิร์ด แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย โดยเฉพาะกับตลาดไทยที่ตัวเลขมักต่ำกว่าความจริงเพราะปัญหาการตัดคำและกลุ่มตัวอย่างที่เล็ก วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือเทียบหลายแหล่ง รวมคำที่สะกดต่างกัน และเช็กสัญญาณเสริมเสมอก่อนตัดสินใจทิ้งคำใดคำหนึ่ง หากต้องการวางแผนคำหลักทั้งชุดต่อ อ่านต่อได้ที่ seed keyword คือ เพื่อเริ่มต้นสร้างรายการคำจากศูนย์
เช็ก search volume คีย์เวิร์ดไทยจากหลายแหล่งในที่เดียว
NOAH ดึงตัวเลข search volume จาก Google Keyword Planner ผ่าน DataForSEO พร้อมจัดกลุ่มคำที่สะกดต่างกันเข้าด้วยกัน ช่วยลดงานเทียบตัวเลขด้วยมือ
ดูเครื่องมือ Keyword Research