คีย์เวิร์ด

วิธีทำ Keyword Research ภาษาไทย: หาคีย์เวิร์ดที่ขายได้จริง ไม่ใช่แค่คำที่มีคนค้นเยอะ

คู่มือวิธีทำ Keyword Research ภาษาไทยแบบลงมือได้จริง อ่าน intent จาก SERP หาแหล่ง search volume ที่เชื่อได้ ทำ keyword map กันคำกินกันเอง และแปลงเป็นแผนเผยแพร่

ทีม NOAH · เผยแพร่ 28 สิงหาคม 2569 · อัปเดต 2 กันยายน 2569 · อ่าน 14 นาที

ไมโครโฟนสำหรับบันทึกเสียง

สรุปสั้น

  • intent ของคีย์เวิร์ดอ่านได้จากหน้าผลการค้นหาจริงเท่านั้น ป้าย Informational/Commercial ที่เครื่องมือแปะให้เป็นการเดาด้วยกฎคำ ไม่ใช่ข้อมูลจาก Google
  • ตัวเลข search volume ภาษาไทยจากเครื่องมือคนละเจ้าต่างกันได้ 3-10 เท่า เพราะคนละวิธีเก็บ ให้ใช้จัดอันดับเปรียบเทียบกัน ห้ามใช้เป็นตัวเลขพยากรณ์ทราฟฟิก
  • ภาษาไทยไม่มีช่องว่างระหว่างคำ ผลคือคีย์เวิร์ดหางยาวไทยมักถูกรายงานเป็น 0 และคำที่สะกดติดกัน/แยกกันถูกนับเป็นคนละคำ ทั้งที่ผู้ใช้ตั้งใจค้นเรื่องเดียวกัน
  • คนไทยจำนวนมากค้นทั้งคำไทยและคำอังกฤษสำหรับสินค้าเดียวกัน ให้ตรวจ SERP ก่อนว่าเป็นหน้าเดียวกันไหม ถ้าใช่ให้รวมเป็นหน้าเดียว ถ้าไม่ใช่ต้องแยกหน้า
  • หนึ่งคีย์เวิร์ดหลักต่อหนึ่งหน้า และหนึ่งหน้าต่อหนึ่ง intent คือกฎเดียวที่ป้องกัน keyword cannibalization ได้จริงในระยะยาว

งาน keyword research ที่ทีมไทยส่วนใหญ่ทำกันคือเปิดเครื่องมือ พิมพ์คำหลักของธุรกิจลงไป กดส่งออกเป็นไฟล์ แล้วเรียงจากคำที่ search volume สูงสุดลงมา จากนั้นก็หยิบสิบคำแรกไปสั่งเขียนบทความ ผลลัพธ์ที่ได้เกือบทุกครั้งคือบทความชุดหนึ่งที่แข่งไม่ขึ้น เพราะสิบคำแรกคือคำที่ทุกเจ้าในตลาดเล็งอยู่แล้ว และถ้าบังเอิญขึ้นมาได้จริง ก็มักเป็นคำที่คนค้นเพื่อหาความรู้ ไม่ใช่คนที่กำลังจะจ่ายเงิน

keyword research ที่ทำถูกวิธีไม่ได้จบที่ไฟล์รายการคำ แต่จบที่แผนว่าจะเขียนหน้าอะไร กี่หน้า เรียงลำดับอย่างไร และแต่ละหน้าจะตอบคนกลุ่มไหนที่กำลังอยู่ในขั้นไหนของการตัดสินใจ บทความนี้จะไล่ตั้งแต่นิยาม ไปจนถึงวิธีเปลี่ยนรายการคำให้เป็นปฏิทินเผยแพร่ พร้อมกับพูดถึงเรื่องที่คู่มือภาษาอังกฤษไม่เคยพูดเลย นั่นคือภาษาไทยเขียนติดกันไม่มีช่องว่าง ซึ่งทำให้กลไกจับคู่คำและตัวเลขที่เครื่องมือรายงานเพี้ยนไปจากตลาดอังกฤษอย่างมีนัยสำคัญ (ดูบทความอื่นในหมวดนี้ได้ที่ ศูนย์รวมเนื้อหา Keyword Research)

keyword research คืออะไร และมันไม่ใช่อะไร

keyword research คืออะไร

keyword research คือกระบวนการค้นหา ตรวจสอบ และจัดกลุ่มคำที่กลุ่มเป้าหมายพิมพ์ลงช่องค้นหาจริง เพื่อตัดสินใจว่าเว็บควรมีหน้าอะไรบ้าง หน้าไหนตอบคำถามอะไร และควรทำหน้าไหนก่อน ผลลัพธ์ที่ถูกต้องไม่ใช่รายการคำเรียงตามยอดค้นหา แต่เป็นแผนผังหน้าเว็บที่แต่ละหน้าเล็งคำหลักคนละคำและตอบเจตนาคนละแบบ

สิ่งที่ keyword research ไม่ใช่ ข้อแรกคือมันไม่ใช่การหาคำมาโปรยในบทความ การนับความหนาแน่นคีย์เวิร์ดหมดความหมายไปตั้งแต่ Google เริ่มเข้าใจความหมายของประโยคแทนการนับคำ ข้อสองคือมันไม่ใช่การหาคำที่คนค้นเยอะที่สุด เพราะคำที่คนค้นเยอะที่สุดมักเป็นคำกว้างที่ตอบไม่ได้ว่าคนค้นต้องการอะไร และข้อสามคือมันไม่ใช่งานที่ทำครั้งเดียวจบตอนเปิดเว็บ ตลาดเปลี่ยน คำที่คนใช้เรียกสินค้าเปลี่ยน และคู่แข่งเขียนทับ ทีมที่ทำ SEO จริงจังจะทบทวนรายการคีย์เวิร์ดทุกไตรมาส

กรอบที่เราใช้ตั้งต้นเสมอมีสามชั้น ชั้นแรกคือคำที่อธิบายสิ่งที่คุณขาย ชั้นที่สองคือคำที่อธิบายปัญหาที่สินค้าคุณแก้ และชั้นที่สามคือคำที่คนใช้ตอนกำลังเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ ทีมส่วนใหญ่ทำชั้นแรกได้ดี เพราะเป็นคำที่ตัวเองพูดทุกวัน แต่ลืมชั้นที่สองไปเลย ทั้งที่ชั้นที่สองคือชั้นที่มีคำมากที่สุดและแข่งง่ายที่สุด ลูกค้ายังไม่รู้ว่าสินค้าคุณมีอยู่ในโลก เขาจึงพิมพ์อาการของปัญหาลงไป ไม่ได้พิมพ์ชื่อสินค้า

  • ชั้นสินค้า เช่น รับทำเว็บไซต์ ราคา, โปรแกรมบัญชี SME, คลินิกทันตกรรมจัดฟันใส — คนรู้แล้วว่าจะซื้ออะไร แข่งดุที่สุด
  • ชั้นปัญหา เช่น เว็บไซต์โหลดช้าแก้ยังไง, ปิดงบสิ้นปีไม่ทัน, ฟันเหยินไม่อยากใส่เหล็ก — คนยังไม่รู้จักคุณ แข่งง่ายกว่ามาก
  • ชั้นเปรียบเทียบ เช่น A กับ B อันไหนดี, รีวิว, ราคา, ที่ไหนดี, pantip — จำนวนค้นหาน้อยแต่ใกล้ปิดการขายที่สุด
  • คำแบรนด์คู่แข่ง เช่น ชื่อคู่แข่ง + รีวิว หรือ ชื่อคู่แข่ง + ทางเลือก — ทำได้แต่ต้องเขียนอย่างเป็นกลาง ไม่งั้นเสียความน่าเชื่อถือ

intent 4 แบบ และวิธีอ่านจาก SERP จริง ไม่ใช่จากป้ายที่เครื่องมือแปะ

ทุกเครื่องมือคีย์เวิร์ดจะมีคอลัมน์ intent แปะป้ายให้ว่าคำนี้เป็น Informational, Navigational, Commercial หรือ Transactional ปัญหาคือป้ายเหล่านั้นเกือบทั้งหมดเดามาจากกฎคำง่าย ๆ เช่น ถ้ามีคำว่า ซื้อ หรือ ราคา ให้ติดป้าย Transactional ถ้ามีคำว่า วิธี หรือ คือ ให้ติดป้าย Informational กฎแบบนี้ผิดบ่อยมากในภาษาไทย เพราะคำว่า ราคา ในภาษาไทยถูกใช้ทั้งตอนอยากซื้อจริงและตอนแค่อยากรู้ว่าประมาณเท่าไร

แหล่งความจริงมีอยู่แหล่งเดียวคือหน้าผลการค้นหาของ Google เอง เพราะ Google ทดสอบกับผู้ใช้จริงมาแล้วนับล้านครั้งว่าคนพิมพ์คำนี้แล้วคลิกอะไร หน้าที่ Google เลือกมาโชว์สิบอันดับแรกคือคำตอบของ Google ว่าคำนี้ต้องการเนื้อหาแบบไหน ถ้าคุณเห็นหน้าสินค้าเก้าในสิบ แล้วคุณตั้งใจจะเขียนบทความให้ความรู้ลงไปแข่ง โอกาสขึ้นแทบเป็นศูนย์ ต่อให้บทความนั้นดีแค่ไหนก็ตาม

intentคนค้นต้องการอะไรสัญญาณบน SERPหน้าที่ควรทำ
Informational (หาความรู้)เข้าใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ยังไม่คิดซื้อมี People Also Ask, มี featured snippet, ผลส่วนใหญ่เป็นบทความและวิดีโอ ไม่มีโฆษณาหรือมีน้อยมากบทความยาว มีสารบัญ ตอบคำถามย่อยครบ
Commercial (เปรียบเทียบก่อนซื้อ)ตัดสินใจว่าจะเลือกเจ้าไหนผลเป็นหน้ารวมรายชื่อ เช่น 10 อันดับ, รีวิว, เปรียบเทียบ มักมีกระทู้ Pantip ติดหน้าแรกหน้าเปรียบเทียบมีตาราง ราคา ข้อดีข้อเสียแบบตรงไปตรงมา
Transactional (พร้อมจ่าย)ซื้อ จอง หรือติดต่อทันทีโฆษณา Google Ads เต็มด้านบน มี Shopping ผลเป็นหน้าสินค้าหรือหน้าบริการ ไม่ใช่บทความหน้าบริการหรือหน้าสินค้าที่มีราคาและปุ่มติดต่อชัดเจน
Navigational (หาแบรนด์เฉพาะ)ไปยังเว็บหรือเพจที่รู้จักอยู่แล้วผลอันดับ 1 คือเว็บทางการของแบรนด์นั้น มี sitelinks ใต้ผลแรกอย่าไปแข่ง ยกเว้นเป็นแบรนด์ของคุณเอง ให้ทำหน้าแบรนด์ให้แน่น
intent 4 แบบ กับสัญญาณที่มองเห็นได้จริงบนหน้าผลการค้นหาไทย

เช็ก intent ใน 60 วินาที

เปิดหน้าต่างไม่ระบุตัวตน ตั้งค่าภาษาไทยและประเทศไทย พิมพ์คีย์เวิร์ดลงไป แล้วนับว่าในสิบผลแรกมีหน้าประเภทไหนมากที่สุด ถ้าประเภทหนึ่งเกิน 7 ใน 10 แปลว่า intent นั้นชัดเจน คุณต้องทำหน้าประเภทเดียวกันเท่านั้น ถ้าคละกัน 4-3-3 แสดงว่าคำนั้น intent ผสม คุณมีโอกาสแทรกด้วยหน้าลูกผสมที่ให้ทั้งความรู้และทางเลือกซื้อในหน้าเดียว

อีกสัญญาณที่คนไทยมักมองข้ามคือกระทู้ Pantip ถ้าหน้าแรกของคำใดคำหนึ่งมีกระทู้ Pantip ติดอยู่ตั้งแต่หนึ่งกระทู้ขึ้นไป แปลว่าคนที่ค้นคำนั้นต้องการความเห็นจากคนจริงที่เคยใช้ ไม่ใช่คำอธิบายจากแบรนด์ หน้าที่คุณเขียนต้องมีความเห็นจริง ตัวเลขจริง และข้อเสียที่ยอมรับตรง ๆ ถึงจะแข่งได้ การเขียนแบบโบรชัวร์ลงไปแข่งกับกระทู้ Pantip แทบไม่เคยชนะ

search volume ภาษาไทยมาจากไหน และทำไมตัวเลขไม่เคยตรงกัน

ทำไม search volume ของแต่ละเครื่องมือไม่เท่ากัน

เพราะมีแหล่งข้อมูลจริงอยู่แหล่งเดียวคือ Google และ Google เปิดเผยผ่าน Keyword Planner แบบปัดเป็นช่วงเท่านั้น เครื่องมืออื่นจึงต้องประมาณค่าจากกลุ่มตัวอย่างพฤติกรรมการท่องเว็บที่ตัวเองเก็บได้ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้ไทยมีขนาดเล็กกว่าตลาดอังกฤษมาก ตัวเลขที่ได้จึงคลาดเคลื่อนสูงและมักต่ำกว่าความเป็นจริง

ทำความเข้าใจกลไกก่อน Google Keyword Planner ให้ตัวเลขที่มาจากระบบโฆษณาของ Google เอง จุดแข็งคือเป็นข้อมูลการค้นหาจริง จุดอ่อนคือถ้าบัญชีของคุณไม่มีแคมเปญที่กำลังใช้จ่ายอยู่ Google จะแสดงเป็นช่วงกว้างมาก เช่น 1 พันถึง 1 หมื่น ซึ่งกว้างเกินกว่าจะใช้ตัดสินใจได้ อีกจุดอ่อนที่สำคัญกว่าคือ Keyword Planner รวมคำที่มันคิดว่าใกล้เคียงกันเข้าด้วยกันเป็นก้อนเดียว ทำให้คำที่สะกดต่างกันเล็กน้อยแสดงตัวเลขเท่ากันเป๊ะ ซึ่งไม่ใช่ความจริง

ผู้ให้บริการข้อมูลอย่าง DataForSEO ดึงตัวเลขจาก Keyword Planner API มาให้ในรูปแบบที่เรียกใช้อัตโนมัติได้ จึงได้ฐานเดียวกับ Google แต่แลกมาด้วยข้อจำกัดเดียวกันคือการรวมกลุ่มคำ ส่วนเครื่องมือชุดใหญ่ที่ขายเป็นรายเดือนมักผสมข้อมูล clickstream เข้าไปเพื่อแยกคำที่ Google รวมกันออกจากกัน วิธีนี้ได้ความละเอียดมากขึ้นในตลาดใหญ่ แต่ในตลาดไทยกลุ่มตัวอย่างเล็กจนบางคำได้ตัวอย่างแค่หลักสิบคน แล้วถูกคูณขยายขึ้นมาเป็นหลักพัน ความคลาดเคลื่อนจึงสูงมาก อ่านรายละเอียดเพิ่มที่ Search Volume คืออะไรและทำไมตัวเลขไทยมักคลาดเคลื่อน

แหล่งที่มาของตัวเลขใช้ตัดสินใจอะไรได้ข้อควรระวัง
Google Keyword Plannerข้อมูลการค้นหาจริงจากระบบโฆษณา Googleจัดอันดับความต้องการเทียบกันระหว่างคำ และยืนยันว่าคำนั้นมีคนค้นจริงปัดเป็นช่วงถ้าไม่ได้ยิงโฆษณา และรวมคำใกล้เคียงเป็นก้อนเดียว
Google Trendsดัชนีความนิยมสัมพัทธ์ 0-100 ไม่ใช่จำนวนครั้งดูฤดูกาล ดูว่าคำกำลังขาขึ้นหรือขาลง และเทียบคำไทยกับคำอังกฤษของสินค้าเดียวกันไม่มีตัวเลขจริง คำที่คนค้นน้อยจะไม่มีข้อมูลเลย
Google Search Consoleข้อมูลจริงของเว็บคุณเอง impression และ click รายคำหาคำที่เว็บคุณติดอันดับ 8-20 อยู่แล้ว ซึ่งดันขึ้นง่ายที่สุดเห็นเฉพาะคำที่เว็บคุณโผล่แล้ว ไม่เห็นตลาดทั้งหมด
DataForSEOดึงจาก Keyword Planner API เป็นระบบอัตโนมัติทำงานกับคีย์เวิร์ดจำนวนมากหลักหมื่นคำโดยไม่ต้องกดเองสืบทอดข้อจำกัดการรวมกลุ่มคำจาก Google มาทั้งหมด
เครื่องมือชุดใหญ่รายเดือนประมาณจาก clickstream ผสมกับข้อมูล Googleดูภาพรวมคู่แข่งและหาคำที่คู่แข่งติดแต่เราไม่ติดตัวเลขไทยเพี้ยนได้หลายเท่า คำหางยาวไทยขึ้น 0 ทั้งที่มีคนค้นทุกวัน
แหล่งข้อมูล search volume ภาษาไทย เทียบตามสิ่งที่ใช้ได้จริง

อย่าใช้ search volume พยากรณ์ทราฟฟิก

การคำนวณแบบ ค้นหาเดือนละ 5,000 ครั้ง คูณอัตราคลิกอันดับหนึ่ง แล้วสรุปว่าจะได้คนเข้าเว็บกี่คน เป็นวิธีที่ผิดตั้งแต่ต้น เพราะตัวเลขต้นทางเป็นค่าประมาณที่คลาดเคลื่อนได้หลายเท่าอยู่แล้ว และการค้นหาจำนวนมากจบลงบนหน้า Google เองโดยไม่คลิกไปไหนเลย ให้ใช้ search volume เพื่อเรียงลำดับว่าคำไหนสำคัญกว่าคำไหนเท่านั้น

กฎที่เราใช้ในทีมคือเช็กสองแหล่งเสมอ ถ้าตัวเลขต่างกันไม่เกินสองเท่า ให้ใช้ค่าที่ต่ำกว่าและเดินหน้าต่อ ถ้าต่างกันเกินสามเท่า ให้เชื่อ Keyword Planner และถ้าคำนั้นขึ้น 0 ในทุกแหล่ง แต่ Google ยังแนะนำคำนั้นใน autocomplete หรือมีในส่วน การค้นหาที่เกี่ยวข้อง ท้ายหน้า แปลว่ามีคนพิมพ์จริง แค่น้อยเกินกว่าที่ระบบจะรายงาน คำกลุ่มนี้มักเป็นคำที่แข่งง่ายที่สุดและปิดการขายได้ดีที่สุด

head กับ long-tail ในภาษาไทย: ผลจากการที่ภาษาไทยไม่มีช่องว่างระหว่างคำ

ในภาษาอังกฤษ การแยกว่าอะไรคือ head term และอะไรคือ long-tail ทำได้ง่ายด้วยการนับคำ เพราะคำถูกคั่นด้วยช่องว่างอยู่แล้ว running shoes คือสองคำ best running shoes for flat feet คือหกคำ ระบบจะตัดคำถูกต้องเสมอ แต่ภาษาไทยเขียนติดกันหมด คำว่า รองเท้าวิ่งผู้หญิงหน้าเท้ากว้าง เป็นสตริงเดียวยาว ๆ ที่ต้องผ่านตัวตัดคำก่อน ถึงจะรู้ว่าประกอบด้วยหน่วยคำอะไรบ้าง และตัวตัดคำของแต่ละระบบก็ตัดไม่เหมือนกัน

ผลกระทบในทางปฏิบัติมีสามข้อที่ต้องรู้ ข้อแรก การนับความยาวคีย์เวิร์ดของเครื่องมือต่างประเทศจะเพี้ยน เพราะมันนับตามช่องว่าง คีย์เวิร์ดไทยที่ยาวมากอาจถูกนับว่าเป็นคำเดียว ทำให้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม head term ทั้งที่จริงเป็น long-tail ชัดเจน คุณจึงไม่ควรเชื่อคอลัมน์ที่บอกจำนวนคำ ให้ดูที่ความจำเพาะของความหมายแทน คำที่ระบุกลุ่มผู้ใช้ ระบุสถานที่ ระบุปัญหา หรือระบุงบประมาณ คือ long-tail ไม่ว่าจะนับได้กี่คำก็ตาม

ข้อสอง การสะกดแบบเว้นวรรคกับไม่เว้นวรรคอาจถูกนับเป็นคนละคีย์เวิร์ด คนไทยพิมพ์ทั้ง ประกันรถยนต์ชั้น1 และ ประกันรถยนต์ ชั้น 1 และเลขไทยกับเลขอารบิกก็สลับกันได้อีก ในฐานข้อมูลของเครื่องมือ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นคนละแถวที่มีตัวเลขคนละค่า ทั้งที่เป็นความต้องการเดียวกัน เวลารวมยอดจึงต้องรวมด้วยมือ ไม่งั้นคุณจะประเมินความต้องการของตลาดต่ำกว่าความจริงมาก

ข้อสาม คำที่พิมพ์ผิดและคำที่ตัดวรรณยุกต์ออกมีสัดส่วนสูงกว่าที่คิด คนไทยพิมพ์บนมือถือเป็นหลัก การพิมพ์ตกสระหรือตกวรรณยุกต์เป็นเรื่องปกติ Google แก้ให้อัตโนมัติในหน้าค้นหา แต่เครื่องมือคีย์เวิร์ดมักเก็บเป็นแถวแยก ข่าวดีคือคุณไม่ต้องเขียนหน้าใหม่เพื่อรองรับคำพิมพ์ผิด Google เข้าใจอยู่แล้ว ข่าวร้ายคือถ้าคุณดูแต่ตัวเลขดิบ คุณจะเห็นความต้องการกระจัดกระจายจนคิดว่าคำนั้นไม่มีคนสนใจ

กระดาษโน้ตเขียนด้วยลายมือวางกระจายบนคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ ระหว่างจัดกลุ่มคีย์เวิร์ด

แล้ว long-tail ไทยคุ้มไหม คุ้มมาก และคุ้มกว่าตลาดอังกฤษด้วยซ้ำ เพราะคู่แข่งไทยส่วนใหญ่ยังเล็งแต่คำกว้าง ตามประสบการณ์ของเราซึ่งขอให้ถือเป็นการประมาณจากงานที่เคยทำ ไม่ใช่สถิติจากงานวิจัย บทความที่เล็ง long-tail ไทยที่จำเพาะจริง ๆ มักเริ่มเห็นอันดับในหน้าแรกภายใน 4-10 สัปดาห์ ขณะที่คำกว้างระดับหัวตลาดใช้เวลาเป็นปีและต้องมีลิงก์เข้ามาช่วย ทีมที่เพิ่งเริ่มจึงควรลงหน้าที่เล็ง long-tail ให้ครบก่อน แล้วค่อยไต่ขึ้นไปหาคำกว้างเมื่อเว็บเริ่มมีน้ำหนักพอ (เจาะลึกเรื่องนี้ต่อได้ที่ คีย์เวิร์ดหางยาวภาษาไทยคุ้มจริงหรือไม่)

คำทับศัพท์และคำอังกฤษปนไทย: ปัญหาเฉพาะตัวของตลาดไทย

คนไทยจำนวนมากค้นหาสินค้าเดียวกันด้วยสองภาษาสลับกันไปมา คนหนึ่งพิมพ์ รองเท้าวิ่ง อีกคนพิมพ์ running shoes คนหนึ่งพิมพ์ ประกันการเดินทาง อีกคนพิมพ์ travel insurance และในสายเทคโนโลยีหรือความงาม สัดส่วนคำอังกฤษยิ่งสูงขึ้นไปอีก เพราะชื่อเรียกทางการของสินค้าเป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่ต้น คำถามที่ต้องตอบให้ได้คือ สองคำนี้ควรทำหน้าเดียวกันหรือคนละหน้า

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ความรู้สึก แต่อยู่ที่การเทียบ SERP ให้เปิดผลการค้นหาของทั้งสองคำ แล้วนับว่าในสิบอันดับแรกมีโดเมนซ้ำกันกี่เจ้า ถ้าซ้ำกันตั้งแต่หกเจ้าขึ้นไป แปลว่า Google มองว่าเป็นความต้องการเดียวกัน คุณควรทำหน้าเดียว แล้วใส่ทั้งคำไทยและคำอังกฤษไว้ในหน้านั้นอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น ใส่คำอังกฤษในวงเล็บที่หัวข้อแรก ถ้าซ้ำกันไม่ถึงสามเจ้า แปลว่าคนที่ค้นสองคำนี้ต้องการคนละอย่าง ต้องแยกหน้า และมักพบว่าคำอังกฤษดึงกลุ่มที่หาแบรนด์นอกหรือหาข้อมูลเชิงเทคนิคมากกว่า

  1. 1รวบรวมคู่คำไทยกับอังกฤษของสินค้าหลักทุกตัว รวมถึงคำทับศัพท์ที่สะกดได้หลายแบบ เช่น คอลลาเจน กับ คอลาเจน หรือ แอร์พอด กับ airpods
  2. 2เทียบ SERP ทีละคู่ นับโดเมนที่ซ้ำกันในสิบอันดับแรก บันทึกตัวเลขไว้ในตารางเดียวกับรายการคีย์เวิร์ด
  3. 3ซ้ำ 6 โดเมนขึ้นไป ให้รวมเป็นหน้าเดียว เลือกคำที่ volume สูงกว่าเป็นคำหลักของหน้า ส่วนอีกคำใส่ในหัวข้อย่อยหรือย่อหน้าแรก
  4. 4ซ้ำ 3-5 โดเมน ให้ทำหน้าเดียวก่อน แล้วดูจาก Search Console ในสามเดือนว่าอีกคำได้ impression ไหม ถ้าได้น้อยผิดปกติค่อยแยกหน้าทีหลัง
  5. 5ซ้ำต่ำกว่า 3 โดเมน ให้แยกหน้าตั้งแต่ต้น และเขียนคนละมุมกันจริง ๆ ไม่ใช่แปลบทความเดิม
  6. 6ตรวจ Google Trends เทียบสองคำเป็นกราฟเดียวกัน เพื่อดูว่าคำไหนกำลังมาแรงกว่า ในหลายหมวดคำอังกฤษกำลังแซงคำไทยขึ้นเรื่อย ๆ ในกลุ่มผู้ใช้อายุน้อย

สิ่งที่ไม่ได้ผลและเราเห็นคนทำบ่อยคือการยัดคำอังกฤษเข้าไปในบทความไทยทุกย่อหน้าเพื่อหวังจับทั้งสองคำ ผลที่ได้คืออ่านสะดุด ผู้อ่านออกจากหน้าเร็ว และไม่ได้ช่วยอันดับของคำอังกฤษเลยถ้าเนื้อหาทั้งหน้าเป็นภาษาไทย เพราะ Google ประเมินภาษาของทั้งหน้า ไม่ได้ประเมินทีละคำ อีกอย่างที่ไม่ได้ผลคือการทำหน้าภาษาอังกฤษที่แปลจากไทยแบบตรงตัวไปวางไว้เฉย ๆ โดยไม่มีคนอ่าน หน้าที่ไม่มีคนเข้าเลยจะถูกลดความสำคัญลงเองในที่สุด

keyword map: วิธีจัดกลุ่มคำไม่ให้หน้าเว็บของตัวเองแย่งอันดับกันเอง

keyword cannibalization คืออาการที่เว็บของคุณมีหลายหน้าเล็งคำเดียวกันหรือ intent เดียวกัน แล้ว Google เลือกไม่ถูกว่าจะดันหน้าไหน ผลคือทุกหน้าติดอันดับกลาง ๆ แทนที่จะมีหน้าเดียวติดอันดับสูง อาการนี้พบมากที่สุดในเว็บที่ทำ SEO มาสองสามปีแล้วเขียนบทความสะสมไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีแผนผังกลาง เขียนบทความเรื่อง วิธีเลือกประกันรถยนต์ ไปแล้วเมื่อปีก่อน พอปีนี้เขียน ประกันรถยนต์เลือกยังไงดี อีกรอบ ทั้งสองหน้าก็เริ่มแย่งกัน (วิธีตรวจและแก้แบบละเอียดอยู่ที่ แก้ปัญหา Keyword Cannibalization)

วิธีตรวจว่ามีอาการนี้อยู่หรือไม่ทำได้ฟรีด้วย Google Search Console เปิดรายงาน Performance เลือกคีย์เวิร์ดหนึ่งคำ แล้วดูแท็บ Pages ถ้ามีมากกว่าหนึ่งหน้าที่ได้ impression จากคำเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือสัญญาณ อีกวิธีคือค้นบน Google ด้วยคำสั่ง site: ตามด้วยโดเมนของคุณ เว้นวรรค แล้วตามด้วยคีย์เวิร์ด ถ้าเห็นหลายหน้าที่ตอบเรื่องเดียวกันโผล่ขึ้นมา แปลว่าถึงเวลารวมหน้า

สร้าง keyword map ที่ใช้งานได้จริงใน 6 ขั้นตอน

  1. 1

    รวมคีย์เวิร์ดทั้งหมดไว้ในตารางเดียว

    ดึงคำจาก Google Keyword Planner, Search Console, Google Trends, autocomplete และหน้า การค้นหาที่เกี่ยวข้อง มารวมในชีตเดียว ใส่คอลัมน์ คำ, volume, แหล่งที่มา จากนั้นลบคำซ้ำ และรวมคำที่สะกดต่างกันเล็กน้อยเข้าด้วยกันโดยบวก volume เข้าไป

  2. 2

    จัดกลุ่มด้วย SERP ไม่ใช่ด้วยความหมาย

    หยิบคำที่ volume สูงสุดในกลุ่มมาเป็นตัวตั้ง แล้วเทียบ SERP กับคำอื่น ถ้าโดเมนในสิบอันดับแรกซ้ำกันตั้งแต่ 5 เจ้าขึ้นไป ให้ถือว่าอยู่กลุ่มเดียวกัน ทำแบบนี้จนคำทุกคำมีกลุ่ม วิธีนี้ช้ากว่าการจัดกลุ่มด้วยสายตา แต่เป็นวิธีเดียวที่ตรงกับที่ Google มองจริง

  3. 3

    ตั้งคำหลักหนึ่งคำต่อหนึ่งกลุ่ม

    ในแต่ละกลุ่ม เลือกคำที่ volume สูงที่สุดและสะกดเป็นธรรมชาติที่สุดเป็นคำหลักของหน้า คำที่เหลือในกลุ่มคือคำรองที่จะปรากฏในหัวข้อ h2 h3 หรือในเนื้อหา ห้ามให้กลุ่มใดมีคำหลักสองคำเด็ดขาด เพราะนั่นคือจุดกำเนิดของ cannibalization

  4. 4

    จับคู่กลุ่มกับหน้าที่มีอยู่แล้ว

    ไล่ URL ที่เว็บมีอยู่ทั้งหมด แล้วเติมลงในคอลัมน์ URL ของแต่ละกลุ่ม กลุ่มที่มี URL ว่างคือหน้าที่ต้องเขียนใหม่ กลุ่มที่มี URL มากกว่าหนึ่ง คือจุดที่ต้องตัดสินใจว่าจะรวมหน้าหรือปรับให้แต่ละหน้าตอบคนละ intent

  5. 5

    แก้จุดที่ทับซ้อนก่อนเขียนหน้าใหม่

    หน้าที่ทับซ้อนกันให้เลือกหน้าที่แข็งแรงที่สุดเป็นหน้าหลัก ย้ายเนื้อหาที่ดีจากหน้าอื่นมารวม แล้วทำ 301 redirect จากหน้าที่ตัดทิ้งมาที่หน้าหลัก อย่าปล่อยหน้าเก่าไว้เฉย ๆ และอย่าใช้ noindex แทน redirect เพราะจะเสียน้ำหนักลิงก์ที่หน้าเก่าสะสมไว้

  6. 6

    ล็อกโครงสร้างลิงก์ภายในตามแผนผัง

    กำหนดว่าหน้าไหนเป็นหน้าหลักของหัวข้อใหญ่ และหน้าไหนเป็นหน้าลูก แล้ววางลิงก์ภายในให้หน้าลูกทุกหน้าลิงก์กลับหาหน้าหลักด้วยข้อความลิงก์ที่เป็นคำหลักของหน้าหลัก ขั้นตอนนี้คือสิ่งที่ทำให้ Google เข้าใจว่าหน้าไหนควรเป็นตัวแทนของหัวข้อนั้น

หนึ่งคีย์เวิร์ดหลักต่อหนึ่งหน้า และหนึ่งหน้าต่อหนึ่ง intent ถ้ายึดสองข้อนี้ได้ คุณจะไม่มีวันเจอปัญหาคำกินกันเองเลยตลอดอายุเว็บ
กฎที่เราใช้ตรวจแผนผังคีย์เวิร์ดของทุกโปรเจกต์

จัดลำดับความสำคัญ: ให้คะแนนก่อน แล้วค่อยลงมือเขียน

หลังทำ keyword map เสร็จ คุณจะได้รายการหน้าที่ต้องเขียนอาจถึงร้อยหรือสองร้อยหน้า ปัญหาถัดไปคือเขียนอะไรก่อน ถ้าเรียงตาม volume อย่างเดียว คุณจะได้เขียนหน้าที่แข่งยากที่สุดก่อน ใช้เวลาสามเดือนแล้วยังไม่มีอันดับ ทีมหมดกำลังใจ และผู้บริหารตัดงบ วิธีที่ใช้ได้คือให้คะแนนหลายมิติแล้วเรียงตามคะแนนรวม

เราใช้สี่มิติ ให้คะแนนมิติละ 1 ถึง 5 แล้วถ่วงน้ำหนัก น้ำหนักที่ให้ไว้ข้างล่างนี้เป็นค่าตั้งต้นที่เราใช้จริงและปรับได้ตามธุรกิจ ไม่ใช่ค่ามาตรฐานสากลแต่อย่างใด สูตรคือ คะแนนรวม เท่ากับ มูลค่าทางธุรกิจ คูณ 0.35 บวก โอกาสชนะ คูณ 0.30 บวก ปริมาณความต้องการ คูณ 0.20 บวก ช่องว่างที่ยังไม่มีหน้ารองรับ คูณ 0.15

มิติน้ำหนักให้ 5 คะแนนเมื่อให้ 1 คะแนนเมื่อ
มูลค่าทางธุรกิจ0.35คำที่คนค้นแล้วพร้อมติดต่อหรือซื้อทันที เช่น มีคำว่า ราคา รับทำ ใกล้ฉัน ที่ไหนดีคำที่คนค้นเพื่อความรู้ทั่วไป ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่คุณขาย
โอกาสชนะ0.30หน้าแรกมีเว็บเล็ก เว็บบล็อก หรือหน้าที่เนื้อหาบางกว่าที่คุณทำได้ และเว็บคุณมีหน้าใกล้เคียงติดอันดับ 8-20 อยู่แล้วหน้าแรกเต็มไปด้วยเว็บใหญ่ระดับประเทศ มาร์เก็ตเพลส หรือหน่วยงานราชการ
ปริมาณความต้องการ0.20volume สูงกว่าค่ากลางของกลุ่มคีย์เวิร์ดคุณอย่างชัดเจน และ Google Trends ชี้ขาขึ้นvolume ต่ำมากและ Trends ชี้ขาลงต่อเนื่องหลายปี
ช่องว่างที่ยังไม่มีหน้ารองรับ0.15ยังไม่มีหน้าใดในเว็บตอบเรื่องนี้เลย และคู่แข่งอันดับ 1-5 มีกันทุกเจ้ามีหน้าอยู่แล้วและติดอันดับดีอยู่แล้ว แค่ต้องอัปเดตเล็กน้อย
เกณฑ์ให้คะแนน 4 มิติสำหรับจัดลำดับคีย์เวิร์ด

ข้อสังเกตสำคัญคือมิติ โอกาสชนะ ควรพิจารณาจาก SERP จริงมากกว่าจากคอลัมน์ keyword difficulty ของเครื่องมือ เพราะค่าความยากส่วนใหญ่คำนวณจากจำนวนลิงก์ที่ชี้เข้าหน้าอันดับต้น ๆ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ใช้ได้ในตลาดอังกฤษที่การสร้างลิงก์เข้มข้น แต่ในตลาดไทยหลายหมวด หน้าอันดับหนึ่งแทบไม่มีลิงก์เลย ชนะเพราะเนื้อหาตรงกับ intent มากกว่า ค่าความยากจึงบอกอะไรไม่ได้มากนัก

ทางลัดที่ใช้ได้จริงสำหรับเว็บที่มีอายุแล้ว

เปิด Google Search Console กรองคำที่อยู่ในอันดับ 8 ถึง 20 และมี impression ตั้งแต่ 100 ครั้งต่อเดือนขึ้นไป คำกลุ่มนี้คือคำที่ Google มองว่าเว็บคุณเกี่ยวข้องแล้ว แค่ยังไม่ดีพอ การปรับปรุงหน้าที่มีอยู่ให้ตอบคำถามครบขึ้นมักขยับขึ้นหน้าแรกได้เร็วกว่าการเขียนหน้าใหม่หลายเท่า และแทบไม่มีต้นทุนการผลิตเพิ่ม

แปลงรายการคีย์เวิร์ดให้เป็นแผนเผยแพร่ที่ทีมทำตามได้

รายการคีย์เวิร์ดที่มีคะแนนแล้วยังไม่ใช่แผน สิ่งที่ทำให้มันกลายเป็นแผนคือการผูกแต่ละบรรทัดเข้ากับสามอย่าง คือ ประเภทหน้า ผู้รับผิดชอบ และวันที่เผยแพร่ ถ้าขาดสามอย่างนี้ ไฟล์คีย์เวิร์ดจะกลายเป็นเอกสารที่ไม่มีใครเปิดอีกเลยหลังผ่านไปสองสัปดาห์ ซึ่งเป็นชะตากรรมของไฟล์คีย์เวิร์ดส่วนใหญ่ที่เราเคยเห็น

โครงที่เราแนะนำคือแบ่งเป็นรอบละหนึ่งไตรมาส แต่ละไตรมาสเลือกหัวข้อใหญ่ไม่เกินสองหัวข้อ แล้วเขียนหน้าหลักของหัวข้อนั้นหนึ่งหน้า พร้อมหน้าลูกอีก 5 ถึง 8 หน้าที่ลิงก์กลับมาหาหน้าหลัก การทำเป็นกลุ่มแบบนี้ให้ผลดีกว่าการเขียนกระจายไปทีละหัวข้อ เพราะ Google ประเมินความเชี่ยวชาญของเว็บเป็นรายหัวข้อ การมีหน้าที่ครอบคลุมหัวข้อเดียวหลายหน้าเชื่อมกันจึงส่งสัญญาณได้ชัดกว่ามาก

  • หน้าหลักของหัวข้อ เขียนก่อนเสมอ ต้องครอบคลุมกว้าง มีสารบัญ และลิงก์ออกไปหาหน้าลูกทุกหน้า แม้หน้าลูกจะยังไม่เขียนก็ให้วางโครงลิงก์ไว้ล่วงหน้า
  • หน้าลูกที่เล็ง long-tail ทยอยปล่อยสัปดาห์ละ 1-2 หน้า สม่ำเสมอสำคัญกว่าปล่อยรวดเดียวสิบหน้าแล้วเงียบไปสองเดือน
  • หน้าเชิงพาณิชย์ เช่น หน้าบริการหรือหน้าราคา ควรเขียนคู่ขนานไปด้วย ไม่ใช่รอให้บทความมีทราฟฟิกก่อน เพราะหน้าเหล่านี้คือปลายทางของลิงก์ภายในทั้งหมด
  • งานอัปเดตหน้าเก่า จัดสรรไว้ประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ของกำลังผลิตทุกไตรมาส เป็นสัดส่วนที่เราใช้เป็นค่าตั้งต้น ไม่ใช่ตัวเลขมาตรฐาน
  • กำหนดวันทบทวนไว้ล่วงหน้า เช่น สิ้นไตรมาส เพื่อเปิด Search Console ดูว่าหน้าไหนได้ impression แต่คลิกน้อย แล้วแก้ title กับคำโปรยก่อนตัดสินใจเขียนหน้าใหม่

อย่าตั้งเป้าที่จำนวนบทความ ให้ตั้งเป้าที่จำนวนกลุ่มคีย์เวิร์ดที่ปิดครบ การปิดกลุ่มหมายถึงมีหน้าที่ตอบทุกคำในกลุ่มนั้นแล้ว และหน้านั้นติดอันดับ 10 อันดับแรกอย่างน้อยหนึ่งคำ การนับแบบนี้ทำให้ทีมโฟกัสที่ผลลัพธ์ ไม่ใช่ที่ปริมาณงาน และทำให้เห็นชัดว่ากลุ่มไหนเขียนไปแล้วแต่ยังไม่ขึ้น ต้องกลับไปแก้ ไม่ใช่เดินหน้าเขียนกลุ่มใหม่ทิ้งของเก่าไว้

สิ่งที่ไม่ได้ผลและควรเลิกทำ

หนึ่ง การไล่ใส่คีย์เวิร์ดให้ครบทุกคำในบทความเดียว หลายทีมยังทำแบบนี้เพราะคิดว่ายิ่งใส่มากยิ่งจับได้มาก ความจริงคือหน้าที่พยายามตอบทุกอย่างจะตอบได้ไม่ลึกสักเรื่อง แล้วแพ้หน้าที่ตอบเรื่องเดียวแต่ตอบครบ สอง การเขียนบทความสั้นจำนวนมากเพื่อจับคำหางยาวทีละคำ วิธีนี้เคยได้ผลเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้ทำให้เว็บเต็มไปด้วยหน้าบางที่ไม่มีคุณค่า และฉุดคุณภาพรวมของเว็บลง

สาม การเชื่อค่า keyword difficulty เป็นตัวตัดสินโดยไม่เปิด SERP ดูเลย อธิบายไปแล้วข้างต้นว่าค่านี้อ้างอิงลิงก์เป็นหลักและใช้กับตลาดไทยได้จำกัด สี่ การแปลบทความภาษาอังกฤษที่ติดอันดับดีมาเป็นไทยแบบตรงตัว ปัญหาคือคำที่คนไทยใช้เรียกสิ่งเดียวกันมักไม่ตรงกับคำแปล และตัวอย่างในบทความต้นฉบับมักอ้างอิงบริบทที่คนไทยไม่คุ้น ผลคือได้บทความที่อ่านแปลก ๆ และไม่ตรงกับคำที่คนค้นจริง

ห้า การเลิกติดตามหลังเผยแพร่ ข้อนี้เสียหายที่สุด เพราะ keyword research ที่ดีที่สุดในโลกก็ยังเป็นการคาดเดา สิ่งที่ยืนยันได้คือข้อมูลหลังเผยแพร่ว่าหน้าไหนได้ impression จากคำอะไรบ้าง คำที่คุณไม่ได้ตั้งใจเล็งแต่กลับได้ impression เยอะ คือคำที่ตลาดบอกคุณเองว่าควรทำหน้าให้มัน นี่คือแหล่งคีย์เวิร์ดที่แม่นที่สุดและฟรีที่สุดที่คุณมี

คำถามที่พบบ่อย

ควรมีคีย์เวิร์ดกี่คำต่อหนึ่งบทความ+

คำหลักหนึ่งคำเท่านั้น ส่วนคำรองจะมีกี่คำก็ได้ตามธรรมชาติของเนื้อหา โดยทั่วไปบทความยาว 2,000 คำขึ้นไปจะติดอันดับคำรองที่เกี่ยวข้องได้เองหลายสิบคำโดยไม่ต้องพยายามยัด สิ่งที่ต้องระวังคืออย่าให้บทความอื่นในเว็บมีคำหลักซ้ำกัน เพราะจะแย่งอันดับกันเอง ให้ตรวจจากไฟล์ keyword map ทุกครั้งก่อนเริ่มเขียนหน้าใหม่

คีย์เวิร์ดที่เครื่องมือบอกว่า volume เป็น 0 ควรทิ้งไหม+

ไม่ควรทิ้งทันที โดยเฉพาะคีย์เวิร์ดไทยหางยาว ให้ตรวจสามอย่างก่อน หนึ่ง Google แนะนำคำนี้ใน autocomplete หรือไม่ สอง คำนี้โผล่ในส่วนการค้นหาที่เกี่ยวข้องท้ายหน้าหรือไม่ สาม มีคนถามคำนี้ในกระทู้หรือกลุ่มหรือไม่ ถ้าตอบใช่อย่างน้อยหนึ่งข้อ แปลว่ามีความต้องการจริงแต่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ระบบจะรายงาน คำกลุ่มนี้มักแข่งง่ายและปิดการขายได้ดี

ทำ keyword research ด้วยเครื่องมือฟรีล้วนได้ไหม+

ได้ และสำหรับเว็บเดียวที่เพิ่งเริ่มก็เพียงพอ ชุดฟรีที่ครอบคลุมงานได้เกินครึ่งคือ Google Keyword Planner สำหรับตัวเลขความต้องการ Google Trends สำหรับดูแนวโน้มและเทียบคำไทยกับคำอังกฤษ Google Search Console สำหรับดูคำที่เว็บคุณติดอยู่แล้ว และ autocomplete กับส่วนการค้นหาที่เกี่ยวข้องสำหรับหาคำหางยาว สิ่งที่ของฟรีไม่ให้คือข้อมูลคีย์เวิร์ดของคู่แข่ง

รู้ได้อย่างไรว่าเว็บมีปัญหา keyword cannibalization+

เปิด Google Search Console ไปที่รายงาน Performance กรองด้วยคีย์เวิร์ดหนึ่งคำ แล้วเปิดแท็บ Pages ถ้ามีมากกว่าหนึ่งหน้าที่ได้ impression จากคำนั้นในสัดส่วนใกล้เคียงกัน แสดงว่า Google เลือกไม่ถูกว่าจะดันหน้าไหน อีกสัญญาณคืออันดับของคำนั้นแกว่งไปมาระหว่างสองหน้าในเว็บคุณเอง ทางแก้คือรวมเนื้อหาไว้ที่หน้าเดียวแล้วทำ 301 redirect

ควรทบทวนรายการคีย์เวิร์ดบ่อยแค่ไหน+

ตรวจข้อมูลจาก Search Console ทุกเดือนเพื่อหาคำใหม่ที่โผล่ขึ้นมาเอง และรื้อรายการทั้งชุดทุกไตรมาส สิ่งที่ต้องดูตอนรื้อคือคำที่ Trends ชี้ขาลงต่อเนื่อง คำใหม่ที่เกิดจากสินค้าหรือกระแสใหม่ และกลุ่มที่เขียนหน้าไปแล้วแต่ยังไม่ติดอันดับภายในสามเดือน ซึ่งควรกลับไปแก้หน้าเดิมก่อนตัดสินใจเขียนหน้าใหม่เพิ่ม

สรุป: จบที่แผน ไม่ใช่จบที่ไฟล์รายการคำ

ถ้าจำอะไรจากบทความนี้ได้แค่สามข้อ ขอให้เป็นสามข้อนี้ ข้อแรก อ่าน intent จากหน้าผลการค้นหาจริงเสมอ ป้ายที่เครื่องมือแปะให้เป็นแค่การเดา ข้อสอง ใช้ search volume เพื่อจัดลำดับเปรียบเทียบระหว่างคำ ไม่ใช่เพื่อพยากรณ์ว่าจะได้คนเข้าเว็บกี่คน โดยเฉพาะกับข้อมูลภาษาไทยที่คลาดเคลื่อนสูง และข้อสาม จัดกลุ่มคำด้วย SERP แล้วล็อกไว้หนึ่งคำหลักต่อหนึ่งหน้า นี่คือสิ่งที่กันปัญหาระยะยาวได้จริง

งานส่วนที่กินเวลามากที่สุดของกระบวนการนี้คือการเปิด SERP ทีละคำเพื่อจัดกลุ่ม ซึ่งถ้าทำด้วยมือกับคีย์เวิร์ดห้าร้อยคำจะใช้เวลาหลายวัน นี่เป็นงานที่เครื่องทำแทนได้ทั้งหมด และควรให้เครื่องทำ เพื่อให้คนเอาเวลาไปตัดสินใจเรื่องที่ต้องใช้ความเข้าใจธุรกิจ เช่น คำไหนมีมูลค่าจริงกับธุรกิจคุณ ซึ่งไม่มีเครื่องมือไหนตอบแทนคุณได้ ลองดูเครื่องมือที่ช่วยงานส่วนนี้ได้ที่ Keyword Research Tool

ให้ NOAH ทำ keyword research ภาษาไทยให้ตั้งแต่ต้นจนจบ

ดึงคีย์เวิร์ดจากแหล่งข้อมูลไทย จัดกลุ่มด้วย SERP จริง ให้คะแนนความสำคัญ ตรวจคำกินกันเอง แล้วต่อเข้ากับระบบเขียนบทความและรายงานจาก Search Console ในบัญชีเดียว

สร้างบัญชี

อ่านต่อ

Keyword Research

หา Keyword คู่แข่ง: ดูว่าคู่แข่งติดอันดับคำไหนบ้างที่เว็บเรายังไม่มี

วิธีหา Keyword คู่แข่งแบบทำได้จริง ตั้งแต่เลือกคู่แข่งตัวจริง ไล่ดูคำที่เขาติดแต่เราไม่ติด ไปจนถึงแปลงเป็นแผนเขียนบทความ

Keyword Research

Google Keyword Planner คืออะไร และทำไมตัวเลขที่เห็นมักเป็นแค่ช่วงกว้าง ๆ

อธิบาย Google Keyword Planner ตั้งแต่ที่มา วิธีใช้จริง ไปจนถึงเหตุผลที่บัญชีไม่มีการใช้จ่ายโฆษณามักเห็นตัวเลขเป็นช่วงแทนตัวเลขแม่นยำ

Keyword Research

Google Trends Keyword: อ่านกราฟ Interest ให้ถูก ก่อนเอาไปตัดสินใจเขียนบทความ

Google Trends แสดงค่าความสนใจแบบสัมพัทธ์ ไม่ใช่ตัวเลข search volume จริง บทความนี้อธิบายวิธีอ่านกราฟให้ถูก และใช้ร่วมกับข้อมูลปริมาณค้นหาจริงอย่างไร