วิธีหา Keyword คู่แข่งน้อย สำหรับเว็บที่ยังไม่มีอันดับเยอะ
วิธีหาคีย์เวิร์ดที่คู่แข่งน้อยและทำอันดับได้ง่ายกว่า ด้วยการอ่าน SERP จริงประกอบตัวเลขจากเครื่องมือ เหมาะสำหรับเว็บใหม่หรือเว็บที่ authority ยังไม่สูง
ทีม NOAH · เผยแพร่ 2 กันยายน 2569 · อัปเดต 2 กันยายน 2569 · อ่าน 15 นาที

สรุปสั้น
- ✓keyword คู่แข่งน้อยไม่ได้วัดจากตัวเลข KD ในเครื่องมือเพียงอย่างเดียว ต้องเปิด SERP จริงดูว่าใครติดอันดับอยู่
- ✓สัญญาณที่บอกว่าคำหนึ่งแข่งขันน้อย ได้แก่ อันดับต้นเป็นเว็บเล็ก เนื้อหาบาง หรือไม่มีเว็บใหญ่ระดับประเทศติดอยู่เลย
- ✓เว็บใหม่ควรเริ่มจากคำที่คู่แข่งน้อยเพื่อสะสมอันดับก่อน แล้วค่อยขยับไปแข่งคำที่ยากขึ้นเมื่อเว็บแข็งแรง
- ✓การหาคำคู่แข่งน้อยต้องดูทั้งความยากของคำและมูลค่าทางธุรกิจควบคู่กัน ไม่ใช่เลือกเพราะแข่งง่ายอย่างเดียว
- ✓คำที่คู่แข่งน้อยในตลาดไทยมักซ่อนอยู่ในคำถามเฉพาะเจาะจงที่เว็บใหญ่ยังไม่เขียนถึง
เว็บที่เพิ่งเปิดใหม่มักเจอปัญหาเดียวกัน คือเขียนบทความคำสำคัญที่สุดของธุรกิจไปแล้วแต่ไม่ติดอันดับสักที เพราะคำนั้นมีเว็บใหญ่ครองอยู่มานาน ทางออกที่ใช้ได้จริงคือเปลี่ยนไปโฟกัสคำที่คู่แข่งน้อยกว่าก่อน เพื่อให้เว็บเริ่มมีอันดับสะสมและมีความน่าเชื่อถือในสายตา Google มากขึ้น
หลักการนี้คล้ายกับการเริ่มต้นธุรกิจในทำเลที่ยังไม่มีคู่แข่งเจ้าใหญ่ตั้งอยู่ แทนที่จะไปเปิดร้านแข่งกับห้างสรรพสินค้าตั้งแต่วันแรก การเลือกคำที่คู่แข่งน้อยก่อนช่วยให้เว็บมีโอกาสชนะได้เร็วกว่า และยังสร้างสัญญาณความน่าเชื่อถือสะสมให้ Google เห็นว่าเว็บนี้มีเนื้อหาคุณภาพในหัวข้อนั้นจริง ก่อนจะขยับไปแข่งคำที่ยากขึ้นในภายหลัง
Keyword คู่แข่งน้อยคืออะไร
Keyword คู่แข่งน้อยคืออะไร
Keyword คู่แข่งน้อยคือคำค้นหาที่หน้าเว็บติดอันดับต้น ๆ อยู่ในปัจจุบันยังไม่แข็งแรงมาก เช่น เป็นเว็บขนาดเล็ก เนื้อหาบาง หรือไม่มีเว็บใหญ่ระดับประเทศเข้ามาแข่งเลย ทำให้เว็บที่ authority ยังไม่สูงมีโอกาสเขียนเนื้อหาที่ดีกว่าแล้วแทรกอันดับขึ้นไปได้ ไม่ใช่แค่คำที่ตัวเลข KD ในเครื่องมือแสดงว่าต่ำเท่านั้น

สัญญาณที่บอกว่าคำหนึ่งแข่งขันน้อยจริง
การดูแค่ตัวเลข KD จากเครื่องมือไม่พอ เพราะค่านี้คำนวณจากปัจจัยจำกัดและบางครั้งไม่สะท้อนสภาพจริงของตลาดไทย วิธีที่แม่นกว่าคือเปิดหน้าผลการค้นหาจริงแล้วสังเกตสัญญาณต่อไปนี้
- อันดับ 1-10 ไม่มีเว็บใหญ่ระดับประเทศ มาร์เก็ตเพลส หรือหน่วยงานราชการติดอยู่เลย
- เนื้อหาของหน้าที่ติดอันดับต้นสั้น ตอบคำถามไม่ครบ หรือดูเหมือนเขียนขึ้นแบบเร่งรีบ
- หน้าที่ติดอันดับเป็นเว็บบล็อกส่วนตัวหรือเว็บขนาดเล็กที่ไม่มีความน่าเชื่อถือด้านหัวข้อนั้นชัดเจน
- จำนวนหน้าที่แข่งกับคำนั้นในผลการค้นหามีน้อย เมื่อเทียบกับคำอื่นในหมวดเดียวกัน
อ่านวิธีตีความค่า Keyword Difficulty ให้ลึกขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเปิด SERP ได้ที่ บทความ Keyword Difficulty คือ และดูภาพรวมขั้นตอนก่อนหน้านี้ทั้งหมดได้ที่ หน้ารวม Keyword Research
ตัวอย่างสมมติ: ร้านขายเมล็ดกาแฟคั่วเอง
สมมติร้าน 'โรงคั่วบ้านสวน' อยากเขียนบทความติดอันดับคำว่า 'เมล็ดกาแฟ' แต่พอเปิด SERP ดูกลับพบว่าอันดับต้นถูกครองด้วยแบรนด์ใหญ่และมาร์เก็ตเพลสทั้งหมด สิบอันดับแรกแทบไม่มีที่ว่างให้เว็บเล็กเลย ทีมงานจึงลองเปลี่ยนไปเขียนคำที่แคบลง เช่น 'เมล็ดกาแฟคั่วอ่อนสำหรับดริป' และพบว่าอันดับต้นเป็นเว็บบล็อกเล็ก ๆ ที่เนื้อหาสั้นและไม่ได้อัปเดตมานาน คำนี้จึงเป็นโอกาสที่คู่แข่งน้อยกว่ามาก และยังตรงกับกลุ่มลูกค้าที่ร้านต้องการจริง ๆ ด้วย
แหล่งที่มักซ่อนคำคู่แข่งน้อยไว้
คำคู่แข่งน้อยในตลาดไทยมักไม่ใช่คำสั้นกว้าง ๆ แต่ซ่อนอยู่ในคำถามเฉพาะเจาะจงที่เว็บใหญ่ยังไม่เขียนถึง เช่น คำที่ผสมกลุ่มลูกค้าเฉพาะ ปัญหาเฉพาะ หรือสถานการณ์การใช้งานเฉพาะ คำแบบนี้มักเป็น long-tail keyword ที่มี volume ต่อคำไม่สูงมาก แต่แข่งขันน้อยกว่าคำสั้นในหมวดเดียวกันชัดเจน อ่านรายละเอียดวิธีหาคำยาวเหล่านี้ได้ที่ บทความ Long-tail Keyword คือ
| คำแข่งขันสูง | ทำไมแข่งยาก | คำแข่งขันน้อยกว่าในหมวดเดียวกัน |
|---|---|---|
| ที่นอน | เว็บใหญ่ระดับประเทศครองอันดับต้นแทบทั้งหมด | ที่นอนสำหรับคนปวดหลังส่วนล่าง |
| ประกันสุขภาพ | บริษัทประกันขนาดใหญ่ทำ SEO มานาน | ประกันสุขภาพสำหรับฟรีแลนซ์ |
| เครื่องกรองน้ำ | แบรนด์ใหญ่และมาร์เก็ตเพลสครองพื้นที่ | เครื่องกรองน้ำสำหรับคอนโดพื้นที่จำกัด |
ขั้นตอนหา keyword คู่แข่งน้อยด้วยตัวเอง
- 1
รวบรวมรายชื่อคำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจให้ได้จำนวนมากก่อน
ขยายจาก seed keyword ให้ได้คำหลากหลาย ยิ่งมีคำให้เลือกมาก ยิ่งเจอคำที่คู่แข่งน้อยได้ง่ายขึ้น
- 2
กรองคำที่ volume พอมีคนค้นหาออกมาก่อน
ตัดคำที่แทบไม่มีคนค้นหาเลยออก เพื่อไม่ให้เสียเวลาเปิด SERP เช็กคำที่ไม่คุ้มค่า
- 3
เปิด SERP ของแต่ละคำแล้วดูว่าใครติดอันดับ
ดูสิบอันดับแรกทั้งหมด สังเกตขนาดเว็บและความลึกของเนื้อหาตามสัญญาณที่กล่าวไว้ข้างต้น
- 4
จดคำที่ผ่านเกณฑ์คู่แข่งน้อยไว้เป็นลิสต์แยก
แยกคำเหล่านี้ออกมาต่างหาก เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการเขียนก่อนคำที่แข่งขันสูงกว่า
- 5
เช็กมูลค่าทางธุรกิจของคำก่อนตัดสินใจเขียน
คำที่แข่งง่ายแต่ไม่เกี่ยวกับสินค้าจริงอาจไม่คุ้มเวลาเขียน ให้เลือกคำที่ทั้งแข่งง่ายและตรงกับสิ่งที่ธุรกิจขาย
แข่งง่ายอย่างเดียวไม่พอ
คำที่คู่แข่งน้อยแต่ไม่มีใครค้นหาเลย หรือไม่เกี่ยวกับสินค้าที่ขายจริง ก็ไม่ควรเลือกมาเขียน ให้ดูทั้งความยาก volume และความเกี่ยวข้องทางธุรกิจร่วมกันเสมอ

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยเวลาหาคำคู่แข่งน้อย
- เชื่อค่า KD จากเครื่องมือทั้งหมดโดยไม่เปิด SERP ดูจริง ทำให้พลาดทั้งคำที่แข่งง่ายกว่าที่คิดและคำที่ยากกว่าที่คิด
- เลือกคำที่คู่แข่งน้อยแต่ไม่เกี่ยวกับสินค้าเลย ทำให้ได้ทราฟฟิกที่ไม่เปลี่ยนเป็นลูกค้า
- หยุดหาคำคู่แข่งน้อยหลังจากเว็บเริ่มมีอันดับดีขึ้นแล้ว ทั้งที่ยังมีโอกาสเก็บคำแบบนี้เพิ่มได้เรื่อย ๆ
- มองข้ามคำถามเฉพาะเจาะจงที่ดูเหมือนแคบเกินไป ทั้งที่เป็นจุดที่เว็บใหญ่มักไม่เขียนถึง
เช็กลิสต์สรุปก่อนตัดสินใจเขียนคำที่คู่แข่งน้อย
| สิ่งที่ต้องเช็ค | ทำไมต้องเช็ค |
|---|---|
| เปิด SERP จริงดูสิบอันดับแรกแล้ว ไม่ใช้แค่ตัวเลข KD | KD ไม่สะท้อนสภาพตลาดไทยได้แม่นยำเสมอไป |
| คำนั้นมี volume พอมีคนค้นหาจริง | ป้องกันเสียเวลาเขียนคำที่แทบไม่มีใครค้นหา |
| คำนั้นเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการจริง | ป้องกันได้ทราฟฟิกที่ไม่เปลี่ยนเป็นลูกค้า |
| จดคำที่ผ่านเกณฑ์ไว้เป็นลิสต์แยกจัดลำดับ | ช่วยวางแผนเขียนต่อเนื่องแทนที่จะเลือกแบบสุ่ม |
คำถามที่พบบ่อย
keyword คู่แข่งน้อยต้องมี volume เท่าไรถึงจะคุ้มเขียน+
ไม่มีเกณฑ์ตายตัว ขึ้นกับมูลค่าของลูกค้าต่อคำนั้น คำที่ volume ต่ำแต่ตรงกลุ่มลูกค้าที่มีมูลค่าสูงอาจคุ้มกว่าคำ volume สูงที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจโดยตรง
เว็บใหม่ควรเขียนคำคู่แข่งน้อยก่อนกี่บทความ+
ไม่มีจำนวนตายตัว แต่ควรสะสมให้เว็บมีเนื้อหาครอบคลุมหัวข้อหลักในระดับหนึ่งก่อน แล้วสังเกตว่าเว็บเริ่มมีอันดับและทราฟฟิกขยับขึ้นหรือยัง ก่อนค่อยขยับไปแข่งคำที่ยากขึ้น
ทำไมคำที่ KD ต่ำในเครื่องมือ แต่เปิด SERP แล้วกลับแข่งขันสูง+
เพราะ KD คำนวณจากปัจจัยจำกัดอย่างจำนวนลิงก์เป็นหลัก ซึ่งในตลาดไทยหลายหมวดไม่ได้สะท้อนความยากที่แท้จริง การเปิด SERP ดูสภาพจริงจึงแม่นกว่าตัวเลขเพียงอย่างเดียว
คำคู่แข่งน้อยหายไปเมื่อไหร่+
เมื่อมีเว็บอื่นเริ่มเขียนเนื้อหาที่ดีกว่าในหัวข้อเดียวกัน คำนั้นอาจแข่งขันสูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงควรรีบเขียนเนื้อหาที่มีคุณภาพตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นโอกาส แล้วอัปเดตต่อเนื่อง
หาคำคู่แข่งน้อยแล้ว ควรเขียนบทความยาวแค่ไหน+
ไม่มีความยาวตายตัว ให้ยึดตามเนื้อหาที่ติดอันดับอยู่ในปัจจุบันเป็นจุดอ้างอิง ถ้าหน้าที่ติดอันดับต้นสั้นและตอบคำถามไม่ครบ การเขียนให้ครอบคลุมกว่าโดยไม่ยัดเนื้อหาที่ไม่จำเป็นเข้าไปมักเพียงพอที่จะแซงขึ้นไปได้
สรุป
การหา keyword คู่แข่งน้อยที่แม่นยำต้องอาศัยทั้งเครื่องมือช่วยกรองเบื้องต้น และการเปิด SERP ดูสภาพจริงประกอบเสมอ เว็บใหม่ที่เริ่มจากคำเหล่านี้ก่อนมักสะสมอันดับและความน่าเชื่อถือได้เร็วกว่าการไปแข่งคำยากตั้งแต่วันแรก อ่านต่อเรื่องการจัดกลุ่มคำก่อนวางแผนเนื้อหาได้ที่ บทความ Keyword Mapping คือ
เมื่อเว็บเริ่มมีอันดับสะสมจากคำคู่แข่งน้อยหลายสิบคำแล้ว จะสังเกตได้ว่าคำที่เคยแข่งขันยากในตอนแรกเริ่มมีโอกาสทำอันดับได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย เพราะ Google เริ่มมองเห็นว่าเว็บนี้มีความน่าเชื่อถือในหัวข้อนั้นสะสมมาต่อเนื่อง ไม่ใช่เว็บใหม่ที่เพิ่งเข้ามาแข่งแบบไม่มีพื้นฐาน
หา keyword คู่แข่งน้อยที่ตรงธุรกิจได้เร็วขึ้น
NOAH ช่วยวิเคราะห์คีย์เวิร์ดพร้อมข้อมูล SERP เพื่อให้ทีมโฟกัสกับคำที่มีโอกาสติดอันดับจริง
ดูเครื่องมือ Keyword Research