เครื่องมือ SEO

รายงาน SEO Looker Studio ที่อัปเดตเอง: ควรมีกี่หน้าและใส่อะไรบ้าง

ทำรายงาน SEO ด้วย Looker Studio ต่อกับ Search Console และ Analytics ให้อัปเดตเอง มีกี่หน้าพอ ใส่อะไรบ้าง และอะไรที่ใส่แล้วไม่มีใครดู

ทีม NOAH · เผยแพร่ 18 กันยายน 2569 · อัปเดต 18 กันยายน 2569 · อ่าน 14 นาที

ทีมงานประชุมหน้าไวท์บอร์ดเพื่อทบทวนตัวเลขผลงานประจำเดือนร่วมกัน

สรุปสั้น

  • Looker Studio เป็นเครื่องมือฟรีของ Google ที่ต่อกับ Search Console และ Analytics ได้โดยตรง ทำให้รายงาน SEO อัปเดตตัวเลขเองทุกครั้งที่เปิดดู โดยไม่ต้องก๊อบปี้ตัวเลขมาวางในสไลด์ทุกเดือน
  • รายงานที่คนดูจริงมักมีแค่สามถึงสี่หน้า คือหน้าสรุปภาพรวม หน้าคำค้น หน้าหน้าเว็บ และหน้าผลลัพธ์ทางธุรกิจ ส่วนรายงานสิบหน้ามักถูกเปิดแค่หน้าแรกแล้วปิด
  • ทุกกราฟในรายงานต้องตอบคำถามว่าถ้าตัวเลขนี้เปลี่ยน คุณจะทำอะไรต่อ ถ้าตอบไม่ได้ ให้เอากราฟนั้นออก เพราะมันกินพื้นที่ของตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจได้จริง
  • Looker Studio ดึงข้อมูลได้เฉพาะจากแหล่งที่ต่ออยู่เท่านั้น จึงรายงานเรื่องอันดับรายวันหรือข้อมูลของคู่แข่งไม่ได้ ถ้าอยากได้ต้องใช้เครื่องมืออื่นแล้วนำเข้าเป็นตารางเสริม
  • สิ่งที่ทำให้รายงานถูกใช้จริงคือการเขียนสรุปเป็นข้อความสามถึงห้าบรรทัดไว้บนสุด บอกว่าอะไรเปลี่ยนและจะทำอะไรต่อ เพราะเจ้าของธุรกิจอ่านข้อความเร็วกว่าตีความกราฟ

ทุกต้นเดือน คนที่ดูแล SEO ของร้านอะไหล่ออนไลน์แห่งหนึ่งจะเสียเวลาไปครึ่งวันกับงานเดิม คือเปิด Search Console จดตัวเลข เปิด Analytics จดอีกชุด แล้วเอามาพิมพ์ลงสไลด์ให้เจ้าของดู พอเจ้าของถามกลางเดือนว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ก็ต้องทำใหม่ทั้งชุดอีกรอบ งานนี้ใช้เวลาไปกับการก๊อบปี้ตัวเลขมากกว่าการคิดว่าจะทำอะไรต่อ

บทความนี้จะพาทำรายงาน SEO ที่อัปเดตตัวเลขเองด้วย Looker Studio ตั้งแต่การต่อข้อมูล Search Console และ Analytics ว่าควรมีกี่หน้า แต่ละหน้าควรใส่อะไร อะไรที่ใส่ไปแล้วไม่มีใครดู ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนสัญญากับใคร และวิธีทำให้รายงานถูกเปิดอ่านจริงทุกเดือน ถ้าอยากเห็นภาพรวมของเครื่องมือทั้งชุดก่อน อ่านคู่กับ เครื่องมือ SEO สำหรับ SME ได้

Looker Studio เหมาะกับงานรายงาน SEO ตรงไหน

ควรใช้ Looker Studio ทำรายงาน SEO หรือไม่

เหมาะ ถ้าข้อมูลหลักของคุณอยู่ใน Google Search Console และ Google Analytics อยู่แล้ว เพราะ Looker Studio เป็นเครื่องมือฟรีของ Google ที่ต่อกับสองแหล่งนี้ได้โดยตรง ตั้งค่าครั้งเดียวแล้วตัวเลขจะอัปเดตเองทุกครั้งที่เปิดดู แชร์ลิงก์ให้คนอื่นดูได้โดยไม่ต้องให้สิทธิ์เข้าเครื่องมือต้นทาง แต่ถ้าคุณต้องการข้อมูลอันดับรายวันหรือข้อมูลของคู่แข่ง Looker Studio ดึงให้ไม่ได้เพราะไม่มีแหล่งข้อมูลนั้นอยู่

ข้อได้เปรียบที่สำคัญกว่าเรื่องฟรีคือรายงานที่อัปเดตเองเปลี่ยนพฤติกรรมของทีม เมื่อการดูตัวเลขไม่ต้องรอสิ้นเดือน คนจะเริ่มเปิดดูตอนที่สงสัยจริง เช่น หลังปล่อยบทความใหม่หรือหลังแก้หน้าสินค้า ซึ่งเป็นจังหวะที่ข้อมูลมีประโยชน์ที่สุด ต่างจากรายงานที่ทำมือซึ่งมักถูกอ่านหลังเหตุการณ์ไปแล้วหลายสัปดาห์

วิธีเหมาะกับใครข้อจำกัดที่ต้องยอมรับ
ก๊อบปี้ตัวเลขลงสไลด์ทุกเดือนทีมที่รายงานปีละไม่กี่ครั้งและต้องการเล่าเรื่องแบบมีสไลด์ใช้เวลาซ้ำทุกเดือน ตัวเลขเก่าทันทีที่ทำเสร็จ และมีโอกาสพิมพ์ผิดโดยไม่มีใครจับได้
ตารางใน Google Sheets ที่ดึงข้อมูลอัตโนมัติทีมที่ถนัดตารางและต้องการคำนวณตัวเลขเฉพาะของธุรกิจเองทำกราฟให้สวยและอ่านง่ายสำหรับผู้บริหารได้ยากกว่า และต้องดูแลสูตรเมื่อข้อมูลเปลี่ยนรูปแบบ
แดชบอร์ดใน Looker Studioทีมที่ต้องส่งรายงานให้เจ้าของหรือลูกค้าดูเป็นประจำต่อได้เฉพาะแหล่งข้อมูลที่มีตัวเชื่อม ปรับหน้าตาละเอียดได้จำกัด และโหลดช้าเมื่อใส่กราฟมากเกินไป
เครื่องมือ SEO แบบเสียเงินที่มีรายงานในตัวทีมที่ต้องการข้อมูลนอกเหนือจากของ Google เช่น ข้อมูลคู่แข่งมีค่าใช้จ่ายรายเดือนต่อเนื่อง และรายงานมักออกแบบมาให้เหมือนกันทุกลูกค้า ปรับให้ตรงธุรกิจได้น้อยกว่า
เทียบวิธีทำรายงาน SEO สามแบบที่ธุรกิจเล็กใช้จริง

ต่อ Search Console และ Analytics ให้ถูกตั้งแต่ครั้งแรก

ขั้นตอนต่อข้อมูลใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง แต่มีจุดที่ถ้าเลือกผิดตั้งแต่ต้นจะต้องรื้อทำใหม่ทั้งรายงาน จุดที่สำคัญที่สุดคือการเลือกชนิดตารางของ Search Console เพราะข้อมูลคำค้นกับข้อมูลหน้าเว็บอยู่คนละตารางกัน และตารางที่มีคำค้นจะไม่มีข้อมูลหน้าเว็บให้แยกดูพร้อมกัน

ขั้นตอนต่อข้อมูลและสร้างรายงานหน้าแรก

  1. 1

    ตรวจว่าบัญชีต้นทางเป็นของบริษัทเอง

    ก่อนเริ่ม ให้ยืนยันว่าทั้ง Search Console และ Analytics อยู่ใต้บัญชีอีเมลของบริษัท ไม่ใช่ของพนักงานหรือผู้รับจ้าง เพราะรายงานจะพังทันทีที่คนนั้นถอนสิทธิ์ ถ้ายังตั้งค่าไม่ครบ ให้เริ่มจาก Google Search Console คืออะไร ก่อน

  2. 2

    สร้างรายงานใหม่แล้วเพิ่มแหล่งข้อมูล Search Console

    เลือกเว็บไซต์ของคุณ แล้วระบบจะถามให้เลือกระหว่างตารางที่มีคำค้นกับตารางที่มีหน้าเว็บ ให้เลือกตารางที่มีคำค้นสำหรับหน้าวิเคราะห์คำค้น แล้วเพิ่มแหล่งข้อมูลอีกชุดที่เลือกตารางหน้าเว็บสำหรับหน้าวิเคราะห์หน้าเว็บ

  3. 3

    เพิ่มแหล่งข้อมูล Google Analytics แยกอีกชุด

    ต่อพร็อพเพอร์ตี้ที่ใช้กับเว็บจริง ไม่ใช่พร็อพเพอร์ตี้ทดสอบที่อาจมีชื่อคล้ายกัน ตรวจด้วยว่าเป็นตัวเดียวกับที่ทีมใช้ดูข้อมูลอยู่ทุกวัน ไม่เช่นนั้นตัวเลขในรายงานจะไม่ตรงกับที่ทีมคุ้นเคย

  4. 4

    ตั้งช่วงเวลาเริ่มต้นเป็นยี่สิบแปดวันล่าสุดพร้อมเทียบช่วงก่อนหน้า

    ตั้งที่ระดับรายงานเพื่อให้ทุกหน้าใช้ช่วงเวลาเดียวกัน การเทียบกับช่วงก่อนหน้าทำให้ทุกตัวเลขมีบริบททันทีโดยไม่ต้องอธิบาย และเลี่ยงการใช้เดือนปฏิทินเพราะจำนวนวันไม่เท่ากันทำให้เทียบกันแล้วเข้าใจผิด

  5. 5

    วางการ์ดตัวเลขสรุปสี่ถึงหกช่องไว้แถวบนสุด

    ใส่คลิก จำนวนการแสดงผล อัตราการคลิก และตำแหน่งเฉลี่ยจาก Search Console แล้วเพิ่มผู้ใช้จากการค้นหาและจำนวนการติดต่อจาก Analytics เปิดการแสดงผลต่างเทียบช่วงก่อนหน้าในทุกการ์ดเพื่อให้เห็นทิศทางทันที

  6. 6

    ใส่กราฟเส้นแนวโน้มหนึ่งกราฟใต้การ์ด

    ใช้กราฟเส้นแสดงคลิกและจำนวนการแสดงผลย้อนหลังอย่างน้อยหกเดือน เพื่อให้เห็นว่าเดือนนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงจริงหรือเป็นฤดูกาลปกติของธุรกิจ กราฟเดียวนี้มักตอบคำถามได้มากกว่ากราฟย่อยหลายอัน

  7. 7

    เพิ่มกล่องข้อความสรุปไว้บนสุดของหน้า

    พิมพ์สรุปสามถึงห้าบรรทัดด้วยมือว่าเดือนนี้อะไรเปลี่ยน สาเหตุที่คาดว่าเป็นอะไร และจะทำอะไรต่อ ส่วนนี้ไม่อัปเดตเองและนั่นคือความตั้งใจ เพราะเป็นส่วนที่ต้องใช้คนคิด และเป็นส่วนที่เจ้าของธุรกิจอ่านก่อนเสมอ

ข้อมูลใน Search Console มีการหน่วงเวลาเสมอ

ตัวเลขของสองถึงสามวันล่าสุดมักยังไม่ครบและจะเพิ่มขึ้นในภายหลัง ถ้าตั้งช่วงเวลาให้จบที่เมื่อวาน กราฟจะดูเหมือนตกทุกครั้งที่เปิดดู ทางแก้คือใส่หมายเหตุไว้ใต้กราฟว่าข้อมูลล่าสุดยังไม่สมบูรณ์ เพื่อไม่ให้คนดูตกใจโดยไม่จำเป็น

หน้าจอคอมพิวเตอร์เปิดหน้าจัดการเนื้อหาเว็บไซต์ขณะตั้งค่ารายงาน

รายงานควรมีกี่หน้า และแต่ละหน้าใส่อะไร

จำนวนหน้าที่ใช้ได้จริงสำหรับธุรกิจขนาดเล็กคือสามถึงสี่หน้า เหตุผลไม่ใช่เพราะข้อมูลมีน้อย แต่เพราะคนที่ต้องตัดสินใจมีเวลาจำกัด รายงานสิบหน้ามักจบลงที่การเปิดดูหน้าแรกแล้วปิด ซึ่งแปลว่าอีกเก้าหน้าคือแรงที่เสียเปล่าและเป็นภาระตอนดูแลต่อ

หลักการจัดหน้าคือหน้าแรกตอบว่าเดือนนี้เป็นอย่างไร หน้าที่สองตอบว่าคนค้นด้วยคำอะไร หน้าที่สามตอบว่าเข้ามาที่หน้าไหน และหน้าที่สี่ตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจ ถ้ามีคำถามที่ตอบไม่ได้จากสี่หน้านี้ ให้เพิ่มกราฟในหน้าที่เกี่ยวข้องแทนการเปิดหน้าใหม่

หน้าคำถามที่หน้านี้ตอบสิ่งที่ควรใส่
หน้าที่ 1 ภาพรวมเดือนนี้ดีขึ้นหรือแย่ลงเทียบกับช่วงก่อนหน้ากล่องสรุปที่เขียนด้วยมือ การ์ดตัวเลขสี่ถึงหกช่องพร้อมค่าเปลี่ยนแปลง และกราฟเส้นย้อนหลังหกเดือน
หน้าที่ 2 คำค้นคนใช้คำอะไรมาเจอเรา และคำไหนที่ยังไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ตารางคำค้นเรียงตามคลิก ตารางคำที่มีการแสดงผลสูงแต่คลิกต่ำ และตัวกรองแยกคำแบรนด์กับคำทั่วไป
หน้าที่ 3 หน้าเว็บหน้าไหนทำงานได้ดี หน้าไหนกำลังตกตารางหน้าเว็บเรียงตามคลิก ตารางหน้าที่คลิกลดลงมากที่สุดเทียบช่วงก่อน และตัวกรองแยกตามหมวดของเว็บ
หน้าที่ 4 ผลลัพธ์ธุรกิจคนที่เข้ามาจากการค้นหาทำอะไรต่อจำนวนการกดโทร กดไลน์ ส่งฟอร์ม หรือสั่งซื้อ แยกตามหน้าปลายทาง พร้อมแนวโน้มย้อนหลัง
หน้าเสริม เฉพาะบางธุรกิจคำถามเฉพาะที่ธุรกิจนี้ต้องตอบทุกเดือนเช่น ธุรกิจหลายสาขาใส่ตารางแยกตามหน้าสาขา หรือร้านออนไลน์ใส่ตารางแยกตามหมวดสินค้า
โครงรายงาน SEO สี่หน้าและสิ่งที่ควรมีในแต่ละหน้า

ตัวชี้วัดแต่ละตัวในตารางนี้หมายถึงอะไรและควรตีความอย่างไร โดยเฉพาะความต่างระหว่างจำนวนการแสดงผล คลิก และตำแหน่งเฉลี่ย อธิบายไว้ละเอียดใน SEO Traffic, Impression, Click และ Average Position ควรอ่านก่อนวางกราฟเพื่อไม่ให้ใส่ตัวเลขที่ตีความผิดตั้งแต่ต้น

สิ่งที่ใส่ไปแล้วไม่มีใครดู

รายงานส่วนใหญ่บวมขึ้นเพราะคนทำอยากแสดงว่าทำงานเยอะ ไม่ใช่เพราะคนดูต้องการข้อมูลเพิ่ม วิธีคัดที่ได้ผลคือถามกับทุกกราฟว่า ถ้าตัวเลขนี้เปลี่ยนไปสามสิบเปอร์เซ็นต์ เราจะทำอะไรต่างจากเดิมไหม ถ้าคำตอบคือไม่ ให้เอาออก

  • กราฟวงกลมแสดงสัดส่วนอุปกรณ์หรือเบราว์เซอร์ ซึ่งแทบไม่เคยเปลี่ยนและไม่เคยนำไปสู่การตัดสินใจอะไรในธุรกิจขนาดเล็ก
  • แผนที่โลกแสดงประเทศของผู้เข้าชม สำหรับธุรกิจที่ขายเฉพาะในไทย ข้อมูลนี้บอกได้แค่ว่ามีบอตหรือทราฟฟิกที่ไม่เกี่ยวข้องปนอยู่เท่านั้น
  • ตารางคำค้นสองร้อยแถวที่ไม่มีการเรียงหรือกรอง เพราะไม่มีใครอ่านจนจบ ให้ใส่ยี่สิบแถวแรกพร้อมตัวกรองแทน
  • ตัวเลขอัตราการตีกลับแบบเดี่ยว ๆ ที่ไม่มีบริบทว่าหน้านั้นตั้งใจให้คนอ่านจบแล้วโทรหรือให้กดต่อ ตัวเลขนี้ตีความผิดง่ายกว่าที่คิด
  • กราฟตำแหน่งเฉลี่ยของทั้งเว็บรวมกัน เพราะเป็นค่าเฉลี่ยของคำหลายพันคำที่ขึ้นลงคนละทาง ดูรายคำหรือรายหน้ามีประโยชน์กว่ามาก
  • หน้ารายงานที่ก๊อบปี้มาจากเทมเพลตสำเร็จรูปโดยไม่ได้แก้ ซึ่งมักมีกราฟที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจคุณเลยแต่ทำให้รายงานโหลดช้าลง

วิธีทดสอบว่ารายงานดีพอหรือยัง

ส่งลิงก์ให้เจ้าของธุรกิจหรือคนที่ต้องตัดสินใจเปิดดูโดยไม่ต้องอธิบายอะไรเลย แล้วถามหลังจากนั้นสองนาทีว่าเข้าใจอะไรบ้างและมีคำถามอะไร ถ้าเขาต้องถามว่าตัวเลขนี้แปลว่าอะไร แปลว่าหน้านั้นยังต้องแก้ ไม่ใช่เขาอ่านไม่เป็น

ทีมงานในออฟฟิศนั่งอ่านเอกสารและดูหน้าจอร่วมกันระหว่างทบทวนรายงาน

ข้อจำกัดของ Looker Studio ที่ต้องรู้ก่อนสัญญากับใคร

Looker Studio เป็นเครื่องมือแสดงผล ไม่ใช่เครื่องมือเก็บข้อมูล มันแสดงได้เฉพาะสิ่งที่แหล่งข้อมูลต้นทางมีอยู่แล้วเท่านั้น ความเข้าใจผิดที่ทำให้ทีมเสียเวลามากที่สุดคือการรับปากว่าจะทำรายงานอันดับรายวันหรือรายงานเทียบคู่แข่ง ทั้งที่ข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในบัญชี Google ของคุณตั้งแต่ต้น

  • ข้อมูลใน Search Console เก็บย้อนหลังได้จำกัด ถ้าต้องการเทียบข้ามปีหลายปี ต้องส่งข้อมูลออกมาเก็บไว้เองเป็นระยะตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่ตอนที่ต้องการใช้
  • คำค้นบางส่วนถูกตัดออกจากรายงานเพื่อความเป็นส่วนตัว ทำให้ผลรวมของตารางคำค้นมักน้อยกว่าตัวเลขรวมของทั้งเว็บ ซึ่งเป็นเรื่องปกติไม่ใช่ความผิดพลาด
  • ไม่มีข้อมูลอันดับรายวันหรือข้อมูลของคู่แข่งให้ต่อ ถ้าต้องการต้องใช้เครื่องมืออื่นแล้วนำผลเข้ามาเป็นตารางเสริมผ่าน Google Sheets
  • รายงานที่มีกราฟจำนวนมากจะโหลดช้าเพราะแต่ละกราฟยิงคำขอไปที่แหล่งข้อมูลแยกกัน ถ้ารายงานช้ามาก ให้ลดจำนวนกราฟหรือพิจารณาเก็บข้อมูลไว้ในตารางกลางก่อน
  • การแชร์รายงานให้คนภายนอกต้องตั้งสิทธิ์ให้ถูก ระวังการเปิดให้ทุกคนที่มีลิงก์เข้าดูได้ เพราะข้อมูลคำค้นและยอดติดต่อเป็นข้อมูลธุรกิจที่ไม่ควรหลุด
  • เมื่อคนที่สร้างรายงานลาออก รายงานอาจหยุดทำงานถ้าแหล่งข้อมูลถูกตั้งให้ใช้สิทธิ์ของเจ้าของเดิม ควรตรวจเรื่องนี้ก่อนส่งมอบงานทุกครั้ง

ถ้าธุรกิจของคุณต้องการตัวเลขที่คำนวณเองมากกว่าการแสดงผลสวยงาม เช่น ต้นทุนต่อลูกค้าหนึ่งรายหรือการติดตามหัวข้อที่เขียนไปแล้ว การทำตารางใน Google Sheets ควบคู่ไปด้วยมักคุ้มกว่า วิธีวางตารางและดึงข้อมูลอัตโนมัติอ่านได้ที่ ติดตาม SEO ด้วย Google Sheets แล้วค่อยดึงตารางนั้นเข้ามาแสดงใน Looker Studio อีกที

ทำให้รายงานถูกเปิดอ่านจริงทุกเดือน

รายงานที่สวยที่สุดก็ไร้ประโยชน์ถ้าไม่มีใครเปิด ปัญหานี้แก้ด้วยการออกแบบเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องออกแบบจังหวะการใช้งานด้วย คือมีคนเปิดเมื่อไร ใช้ตัดสินใจเรื่องอะไร และใครเป็นคนเขียนสรุป

  1. 1ตั้งวันประจำของทุกเดือนสำหรับทบทวนรายงานร่วมกัน เช่น วันจันทร์แรกของเดือน ใช้เวลาไม่เกินสามสิบนาที และให้คนที่ตัดสินใจเรื่องงบเข้าร่วมด้วยเสมอ
  2. 2ก่อนประชุม ให้คนดูแลรายงานเขียนสรุปในกล่องข้อความหน้าแรกให้เสร็จ ระบุสิ่งที่เปลี่ยน สาเหตุที่คาดว่าเป็น และข้อเสนอว่าจะทำอะไรต่อสองถึงสามข้อ
  3. 3ในที่ประชุม ให้ดูหน้าที่สี่ซึ่งเป็นผลลัพธ์ธุรกิจก่อน แล้วค่อยย้อนไปดูสาเหตุในหน้าคำค้นและหน้าเว็บ ลำดับนี้ช่วยให้บทสนทนาไม่หลงไปที่ตัวเลขที่ไม่เกี่ยวกับยอดขาย
  4. 4จบประชุมด้วยรายการงานไม่เกินสามข้อ พร้อมชื่อคนรับผิดชอบและกำหนดเสร็จ แล้วจดไว้ในที่เดียวกับรายงานเพื่อให้เดือนหน้าตรวจย้อนได้
  5. 5ใส่ลิงก์รายงานไว้ในที่ที่ทีมเปิดอยู่แล้ว เช่น ปักหมุดในกลุ่มแชทของทีม เพื่อให้คนเปิดดูระหว่างเดือนได้โดยไม่ต้องไปตามหาลิงก์
  6. 6ทบทวนโครงรายงานปีละครั้งว่ากราฟไหนไม่เคยถูกพูดถึงในที่ประชุมเลยตลอดปี แล้วเอาออก เพราะรายงานควรหดลงเมื่อทีมรู้ว่าตัวเองดูอะไรจริง ๆ

ถ้าคนอ่านหลักคือเจ้าของธุรกิจที่ไม่ได้ทำ SEO เอง ให้เลือกตัวเลขที่ตอบคำถามของเขาโดยตรงว่าเดือนนี้ได้ลูกค้าเพิ่มไหมและควรลงเงินต่อหรือไม่ แนวทางการคัดตัวเลขสำหรับผู้อ่านกลุ่มนี้อ่านได้ที่ รายงาน SEO รายเดือนสำหรับเจ้าของธุรกิจ ซึ่งเน้นการเลือกสิ่งที่จะรายงานมากกว่าวิธีสร้างแดชบอร์ด

โทรศัพท์มือถือวางบนโต๊ะขณะเปิดหน้าเว็บของธุรกิจเพื่อดูข้อมูลระหว่างวัน

สิ่งที่ไม่ควรทำกับรายงานอัตโนมัติ

เมื่อรายงานอัปเดตเองได้ ความเสี่ยงใหม่คือการเชื่อตัวเลขโดยไม่ตรวจ เพราะไม่มีคนมานั่งดูทีละบรรทัดเหมือนตอนทำมือ ข้อผิดพลาดต่อไปนี้เจอบ่อยและส่วนใหญ่ป้องกันได้ตั้งแต่ตอนตั้งค่า

  • ส่งรายงานให้ลูกค้าหรือเจ้าของดูโดยไม่เคยเปิดตรวจเองก่อน แล้วปรากฏว่ากราฟใดกราฟหนึ่งแสดงข้อผิดพลาดเพราะแหล่งข้อมูลหลุดสิทธิ์
  • ตั้งช่วงเวลาไม่เท่ากันในแต่ละกราฟบนหน้าเดียวกัน ทำให้คนดูเทียบตัวเลขข้ามกราฟแล้วได้ข้อสรุปผิดโดยไม่รู้ตัว
  • รวมทราฟฟิกจากทุกช่องทางเข้าด้วยกันในกราฟที่บอกว่าเป็นผลของ SEO ทำให้ยอดจากโฆษณาหรือโซเชียลถูกนับเป็นผลงานของงานค้นหาไปด้วย
  • ใช้เทมเพลตของเอเจนซีที่มีศัพท์เทคนิคเต็มหน้าโดยไม่แปลเป็นภาษาที่เจ้าของธุรกิจใช้ ผลคือไม่มีใครกล้าถามและรายงานถูกเมินไปเงียบ ๆ
  • ลืมกรองทราฟฟิกภายในของทีมและของผู้รับจ้างออก ทำให้ตัวเลขผู้เข้าชมสูงเกินจริงในเว็บที่ยังมีคนเข้าไม่มาก
  • เอากราฟจำนวนบทความที่เผยแพร่มาวางเป็นตัวชี้วัดหลัก เพราะเป็นตัวเลขที่ควบคุมได้เองและเพิ่มได้ตลอดโดยไม่สัมพันธ์กับผลลัพธ์ทางธุรกิจ

คำถามที่พบบ่อย

ต้องเสียเงินใช้ Looker Studio ไหม+

เวอร์ชันมาตรฐานที่ต่อกับ Search Console และ Analytics ใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและเพียงพอกับงานรายงานของธุรกิจขนาดเล็ก ส่วนที่มีค่าใช้จ่ายคือรุ่นสำหรับองค์กรที่ต้องการฟีเจอร์การจัดการทีมและความเร็วระดับสูง รวมถึงตัวเชื่อมข้อมูลของผู้ให้บริการภายนอกบางรายที่คิดเงินแยกจากตัวเครื่องมือ

มีเว็บหลายเว็บ ควรทำรายงานเดียวหรือแยกรายงาน+

ถ้าแต่ละเว็บมีคนดูแลคนละคนหรือคนดูคนละกลุ่ม ควรแยกรายงาน เพราะรวมกันแล้วต้องเสียเวลากรองทุกครั้ง แต่ถ้าเป็นคนเดียวกันดูทั้งหมด ให้ทำรายงานเดียวแล้วใส่ตัวควบคุมสำหรับเลือกเว็บไว้บนสุด จะดูแลง่ายกว่าและแก้ครั้งเดียวได้ทุกเว็บ

อยากให้ระบบส่งรายงานเข้าอีเมลทุกเดือนอัตโนมัติ ทำได้ไหม+

ทำได้ Looker Studio มีตัวเลือกส่งรายงานตามกำหนดเวลาเข้าอีเมลเป็นไฟล์ได้ แต่ควรใช้เป็นตัวเตือนให้คนเปิดลิงก์จริงมากกว่าใช้แทนการดูรายงาน เพราะไฟล์ที่ส่งเป็นภาพนิ่งจะกรองหรือเปลี่ยนช่วงเวลาไม่ได้ และอย่าลืมเขียนสรุปด้วยมือก่อนถึงวันส่ง

ตัวเลขใน Looker Studio ไม่ตรงกับที่เห็นใน Search Console เกิดจากอะไร+

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือช่วงเวลาไม่ตรงกัน หรือเลือกชนิดตารางคนละแบบระหว่างตารางคำค้นกับตารางหน้าเว็บ ซึ่งนับข้อมูลไม่เหมือนกัน อีกสาเหตุคือมีตัวกรองค้างอยู่ในรายงานจากตอนทดสอบ ให้ไล่ตรวจสามจุดนี้ก่อนเสมอ ก่อนจะสรุปว่าข้อมูลผิดพลาด

ควรให้เอเจนซีเป็นคนสร้างรายงานหรือทำเองดี+

ให้เอเจนซีสร้างได้ แต่ควรระบุในสัญญาว่ารายงานต้องอยู่ในบัญชีของบริษัทและบริษัทเป็นเจ้าของ รวมถึงต้องส่งมอบเมื่อจบสัญญา เพราะถ้ารายงานอยู่ในบัญชีของเอเจนซี คุณจะเสียทั้งแดชบอร์ดและประวัติการตั้งค่าทันทีที่เลิกจ้าง

รายงานต้องใช้เวลาดูแลเดือนละเท่าไรหลังทำเสร็จ+

ถ้าตั้งค่าไว้ดี งานที่เหลือคือการเขียนสรุปด้วยมือและตรวจว่ากราฟยังทำงานปกติ ซึ่งใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงต่อเดือน เวลาที่ประหยัดได้จากการไม่ต้องก๊อบปี้ตัวเลขควรถูกย้ายไปใช้กับการวิเคราะห์และลงมือแก้เนื้อหา ไม่ใช่เอาไปเพิ่มกราฟใหม่ในรายงาน

สรุป

รายงาน SEO ที่อัปเดตเองด้วย Looker Studio ช่วยเปลี่ยนเวลาที่เคยหมดไปกับการก๊อบปี้ตัวเลขให้กลายเป็นเวลาสำหรับตัดสินใจ เริ่มจากต่อ Search Console และ Analytics ให้ถูกชนิดตารางตั้งแต่ครั้งแรก ทำสามถึงสี่หน้าที่ตอบคำถามคนละข้อ คัดกราฟที่ไม่นำไปสู่การตัดสินใจออกให้หมด เขียนสรุปด้วยมือไว้บนสุดเสมอ แล้วตั้งวันทบทวนประจำเดือนเพื่อให้รายงานถูกใช้จริง ไม่ใช่แค่ถูกสร้างไว้

มีตัวเลขแล้ว ขั้นต่อไปคือลงมือแก้เนื้อหา

NOAH ช่วยหาคีย์เวิร์ดพร้อมปริมาณการค้นหา หาช่องว่างเนื้อหาเทียบคู่แข่ง และเขียนบทความภาษาไทยตามแนวทางแบรนด์ของคุณ ทำให้สิ่งที่เห็นในรายงานกลายเป็นงานที่ทำเสร็จจริงในเดือนนั้น

เริ่มฟรี 3 บทความ

อ่านต่อ

เครื่องมือ

ส่วนเสริมเบราว์เซอร์ตรวจ SEO: ใช้เช็กหน้าเว็บเบื้องต้นได้แค่ไหน

ส่วนเสริมเบราว์เซอร์ตรวจ SEO ดูอะไรได้บ้างในหนึ่งหน้า อะไรที่ห้ามใช้ตัดสินใจ เช็กลิสต์ตรวจหน้าเว็บหนึ่งรอบ และสิทธิ์ที่ควรระวังก่อนติดตั้งส่วนเสริม

เครื่องมือ

ติดตาม SEO ด้วย Google Sheets: ทำแดชบอร์ดง่าย ๆ โดยไม่ต้องซื้อเครื่องมือ

วิธีติดตาม SEO ด้วย Google Sheets ตั้งแต่ชีตที่ควรมี คอลัมน์ในแต่ละชีต การดึงข้อมูลจาก Search Console สูตรที่ใช้จริง และจุดที่ควรขยับไปเครื่องมือจริง

SEO Strategy

เลือกบริษัท SEO อย่างไร: คำถามที่ควรถามและสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

วิธีเลือกบริษัท SEO ยังไงให้ไม่พลาด รวมคำถามที่ควรถามก่อนจ้าง สิ่งที่ต้องเห็นในข้อเสนอ และสัญญาณเตือน SEO Agency ที่ควรหลีกเลี่ยง