SEO Strategy

รายงาน SEO รายเดือนสำหรับเจ้าของธุรกิจ: ดูแค่ไหนก็พอตัดสินใจได้

รายงาน SEO รายเดือนควรมีตัวเลขอะไรบ้าง แต่ละตัวมาจากไหนและตีความอย่างไร เทียบเดือนหรือเทียบปีดี พร้อมสัญญาณเตือนว่ารายงานกำลังเลี่ยงคำถามสำคัญ

ทีม NOAH · เผยแพร่ 10 กันยายน 2569 · อัปเดต 10 กันยายน 2569 · อ่าน 14 นาที

รายงานกราฟและตัวเลขวางอยู่บนโต๊ะทำงานพร้อมปากกา

สรุปสั้น

  • รายงาน SEO รายเดือนสำหรับเจ้าของธุรกิจต้องตอบสามคำถามให้ได้ คือ งานเดินไหม เงินที่จ่ายไปคุ้มไหม และเดือนหน้าจะทำอะไรต่อ ถ้าตอบไม่ได้แปลว่ารายงานยังไม่เสร็จ
  • ตัวเลขที่จำเป็นจริงมีไม่กี่ตัว และเกือบทั้งหมดมาจากสองแหล่งคือ Google Search Console กับระบบวัดผลบนเว็บ ส่วนที่เหลือมาจากบันทึกของทีมขายเอง
  • การเทียบเดือนต่อเดือนใช้ดูจังหวะการทำงาน ส่วนการเทียบปีต่อปีใช้ตัดผลของฤดูกาลออก ธุรกิจที่ยอดขายขึ้นลงตามเทศกาลควรดูแบบเทียบปีเป็นหลัก
  • รายงานที่มีแต่ตัวเลขแต่ไม่บอกว่าเดือนนี้ทำอะไรไปบ้าง เจอปัญหาอะไร และเดือนหน้าจะทำอะไร คือรายงานที่เอาไปตัดสินใจต่อไม่ได้
  • สัญญาณเตือนที่ชัดที่สุดคือรายงานที่โชว์เฉพาะตัวเลขที่ขึ้น เลี่ยงการพูดถึงจำนวนคนที่ติดต่อเข้ามาจริง และไม่เคยรายงานสิ่งที่ทำแล้วไม่ได้ผล

ทุกต้นเดือนมีไฟล์รายงานส่งเข้าอีเมล ยี่สิบกว่าหน้า มีกราฟเต็มไปหมด มีคำว่า impression กับ average position อยู่หลายจุด อ่านจบแล้วก็ยังไม่รู้ว่าควรจ่ายต่อหรือควรหยุด นี่คือสภาพที่เจ้าของธุรกิจจำนวนมากเจอ และมันไม่ได้แปลว่าคุณอ่านตัวเลขไม่เป็น แต่แปลว่ารายงานนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้คุณตัดสินใจ

บทความนี้จะพาดูว่ารายงาน SEO รายเดือนที่ใช้ตัดสินใจได้จริงต้องตอบคำถามอะไรบ้าง ตัวเลขไหนที่ควรมีในหน้าเดียวพร้อมที่มาและวิธีตีความ ควรเทียบเดือนต่อเดือนหรือเทียบปีต่อปี ส่วนที่ต้องมีนอกจากตัวเลข สัญญาณเตือนว่ารายงานกำลังเลี่ยงคำถามสำคัญ และควรรายงานถี่แค่ไหนถึงพอดี ถ้าอยากเห็นภาพรวมของการวัดผลทั้งระบบ อ่านต่อได้ที่ การวัดผล SEO สำหรับ SME

รายงาน SEO รายเดือนที่ดีต้องตอบอะไรให้เจ้าของธุรกิจ

รายงาน SEO รายเดือนสำหรับเจ้าของธุรกิจควรมีอะไรบ้าง

รายงาน SEO รายเดือนที่เจ้าของธุรกิจใช้ตัดสินใจได้ ควรมีสี่ส่วนในหน้าเดียว คือ ตัวเลขหลักไม่เกินหกตัวพร้อมค่าของเดือนก่อนไว้เทียบ สรุปงานที่ทำจริงในเดือนนั้น ปัญหาหรืออุปสรรคที่เจอ และแผนงานเดือนถัดไป ตัวเลขหลักที่จำเป็นคือจำนวนคลิกจากการค้นหา จำนวนหน้าที่มีคลิกเข้ามา จำนวนคำค้นที่พาคนเข้ามาได้ และจำนวนคนที่ติดต่อเข้ามาจากช่องทางบนเว็บ ส่วนที่เหลือเป็นข้อมูลประกอบที่ไม่ต้องอยู่หน้าแรก

หลักที่ใช้ตัดสินว่าอะไรควรอยู่ในรายงานคือ ถ้าตัวเลขนั้นเปลี่ยนแล้วคุณจะทำอะไรต่างไปจากเดิม ให้ใส่ไว้ ถ้าตัวเลขนั้นเปลี่ยนแล้วคุณก็ยังทำเหมือนเดิม ให้ย้ายไปไว้ท้ายเล่มหรือตัดทิ้ง หน้าแรกของรายงานควรมีของที่ใช้ตัดสินใจเท่านั้น

สามคำถามที่รายงานต้องตอบให้ได้ทุกเดือน

ก่อนจะดูตัวเลข ให้ตั้งคำถามสามข้อนี้ไว้ในหัวก่อน แล้วอ่านรายงานโดยมองหาคำตอบ ถ้าอ่านจบแล้วยังตอบไม่ได้ครบสามข้อ ให้ส่งกลับไปถามคนทำรายงานได้เลย ไม่ใช่เรื่องเสียมารยาท

  1. 1งานเดินไหม — เดือนนี้มีอะไรเกิดขึ้นบนเว็บบ้าง มีหน้าใหม่กี่หน้า แก้หน้าเดิมกี่หน้า และงานที่สัญญาไว้เดือนก่อนทำครบหรือไม่
  2. 2คุ้มไหม — จำนวนคนที่ติดต่อเข้ามาจากการค้นหาเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปในเดือนนั้น ถ้ายังเร็วเกินไปที่จะดูยอดขาย อย่างน้อยต้องเห็นทิศทางว่ากำลังไปทางไหน
  3. 3เดือนหน้าทำอะไรต่อ — มีรายการงานที่ระบุชัดว่าจะทำหน้าไหน ทำอะไรกับมัน และคาดว่าจะเห็นผลเมื่อไร ไม่ใช่คำกว้าง ๆ อย่างปรับปรุงเนื้อหาให้ดีขึ้น

สังเกตว่าไม่มีข้อไหนพูดถึงอันดับของคำค้นเลย เพราะอันดับเป็นตัวกลางระหว่างงานที่ทำกับผลที่ได้ ไม่ใช่ผลลัพธ์ในตัวเอง อันดับที่ขึ้นแต่ไม่มีใครกดเข้ามา ไม่ได้ช่วยธุรกิจอะไร

ตารางตัวเลขที่ควรมีในรายงานหนึ่งหน้า

ตารางข้างล่างคือชุดตัวเลขขั้นต่ำที่ครอบคลุมพอสำหรับ SME ส่วนใหญ่ แต่ละแถวบอกว่าเลขนั้นมาจากไหนและควรตีความอย่างไร ไม่ต้องมีมากกว่านี้ในหน้าแรก

ตัวเลขมาจากไหนตีความอย่างไร
จำนวนคลิกจากการค้นหาGoogle Search Console รายงาน Performanceคือจำนวนครั้งที่คนกดเข้าเว็บจากผลการค้นหา เป็นตัวเลขที่ใกล้ความจริงที่สุดว่า SEO พาคนเข้ามาได้เท่าไร ถ้าตัวนี้ไม่ขยับติดกันหลายเดือน แปลว่างานยังไม่ส่งผล
จำนวนคลิกที่ไม่ใช่คำค้นชื่อแบรนด์Search Console กรองคำค้นที่มีชื่อแบรนด์ออกแยกให้เห็นว่าคนที่ยังไม่รู้จักเราค้นเจอเรามากขึ้นไหม ถ้าคลิกรวมขึ้นเพราะคนค้นชื่อแบรนด์อย่างเดียว แปลว่าผลมาจากงานอื่น ไม่ใช่จากเนื้อหาที่ทำไป
จำนวนหน้าที่มีคลิกเข้ามาอย่างน้อยหนึ่งครั้งSearch Console แยกตามหน้าบอกว่าเว็บพึ่งพาหน้าเดียวหรือกระจายหลายหน้า ถ้าตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แปลว่าเนื้อหาที่ทำสะสมกำลังเริ่มทำงาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน้าเดียว
จำนวนคำค้นที่พาคนเข้ามาได้Search Console แยกตามคำค้นตัวเลขนี้โตช้าแต่โกหกยาก ถ้าเพิ่มขึ้นแปลว่าเว็บถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นในวงกว้างขึ้น ถ้าคงที่ทั้งที่ลงเนื้อหาไปเยอะ ให้กลับไปดูว่าเลือกหัวข้อตรงกับที่คนค้นหรือเปล่า
จำนวนคนที่ติดต่อเข้ามาจากช่องทางบนเว็บระบบวัดผลบนเว็บ เช่น การส่งฟอร์ม การกดปุ่มโทร การกดปุ่มแชทเป็นตัวเลขที่ใกล้เงินที่สุดในรายงาน ถ้าคลิกขึ้นแต่ตัวนี้ไม่ขึ้น ปัญหามักอยู่ที่หน้าเว็บหรือข้อเสนอ ไม่ใช่ที่ SEO
จำนวนลูกค้าที่ปิดการขายได้จากช่องทางนั้นบันทึกของทีมขายหรือระบบที่ธุรกิจใช้อยู่ต้องมาจากฝั่งธุรกิจเอง ไม่มีเครื่องมือ SEO ตัวไหนรู้ ถ้าไม่มีตัวเลขนี้ รายงานจะตอบคำถามว่าคุ้มไหมไม่ได้เลย
ตัวเลขหลักในรายงาน SEO รายเดือน พร้อมที่มาและวิธีตีความ

ความหมายของ impression, click และ average position

ถ้ายังไม่ชัดว่าคำเหล่านี้นับอย่างไรและต่างกันตรงไหน อ่านคำอธิบายแบบละเอียดได้ที่ SEO Traffic, Impression, Click และ Average Position แล้วค่อยกลับมาอ่านรายงานของตัวเองอีกครั้ง จะเห็นทันทีว่าหน้าไหนในรายงานเป็นข้อมูลจริงและหน้าไหนเป็นแค่กราฟสวย

หน้าจอแดชบอร์ดวิเคราะห์ข้อมูลเว็บไซต์แสดงกราฟและตัวเลข

เทียบเดือนต่อเดือน กับ เทียบปีต่อปี ใช้ตอนไหน

ตัวเลขเดี่ยว ๆ ไม่มีความหมายจนกว่าจะมีอะไรให้เทียบ คำถามคือเทียบกับอะไร รายงานส่วนใหญ่เทียบกับเดือนก่อนเพราะทำง่ายที่สุด แต่วิธีนี้ทำให้ตีความผิดได้ง่ายมากในธุรกิจที่มีฤดูกาล

หัวข้อเทียบเดือนต่อเดือนเทียบปีต่อปี
ใช้ตอบคำถามอะไรงานที่ทำไปเมื่อเร็ว ๆ นี้เริ่มเห็นผลหรือยังปีนี้ธุรกิจโตกว่าปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกันไหม
จุดอ่อนถูกฤดูกาลและจำนวนวันในเดือนรบกวน เดือนที่มีวันหยุดยาวหรือมี 28 วัน ตัวเลขจะต่ำโดยไม่เกี่ยวกับฝีมือต้องมีข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อยหนึ่งปี และถ้าปีก่อนเว็บยังไม่เสร็จดี ตัวเลขที่เทียบก็ไม่มีความหมาย
เหมาะกับใครเว็บใหม่หรือโปรเจกต์ที่เพิ่งเริ่ม ยังไม่มีข้อมูลปีก่อนให้เทียบธุรกิจที่ยอดขายขึ้นลงตามเทศกาล เช่น ของขวัญ ท่องเที่ยว การศึกษา อุปกรณ์ตามฤดู
ข้อควรระวังเวลาอ่านอย่าสรุปจากเดือนเดียว ให้ดูสามเดือนติดกันว่าทิศทางไปทางไหนอย่าลืมดูว่าปีก่อนมีเหตุการณ์พิเศษหรือไม่ เช่น เว็บล่ม ย้ายโดเมน หรือหยุดทำเนื้อหาไปทั้งไตรมาส
เทียบเดือนต่อเดือนกับเทียบปีต่อปี ต่างกันอย่างไร

ทางเลือกที่แก้ปัญหาจำนวนวันไม่เท่ากันได้ดีคือดูแบบช่วง 28 วันล่าสุดเทียบกับ 28 วันก่อนหน้า วิธีนี้ทำให้ทุกช่วงมีจำนวนวันเท่ากันและมีวันหยุดสุดสัปดาห์เท่ากันด้วย เหมาะกับการดูจังหวะการทำงานมากกว่าเทียบตามปฏิทิน

ให้ใช้ทั้งสองแบบในหน้าเดียว

รายงานที่ดีไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้แสดงคู่กันไปเลย คอลัมน์หนึ่งเทียบเดือนก่อน อีกคอลัมน์เทียบเดือนเดียวกันปีที่แล้ว ถ้าทั้งสองคอลัมน์ชี้ไปทางเดียวกัน แปลว่าทิศทางชัด ถ้าชี้คนละทาง แปลว่ามีเรื่องฤดูกาลเข้ามาเกี่ยว ต้องอ่านให้ละเอียดขึ้น

ส่วนที่ต้องมีนอกจากตัวเลข

ตัวเลขบอกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่ได้บอกว่าเพราะอะไรและจะทำอะไรต่อ สามส่วนนี้คือส่วนที่แยกรายงานที่ใช้งานได้ออกจากรายงานที่เป็นแค่ภาพหน้าจอของเครื่องมือ

งานที่ทำจริงในเดือนนี้

  • ระบุเป็นรายการที่ตรวจสอบได้ เช่น ชื่อบทความที่เผยแพร่พร้อมลิงก์ หน้าที่แก้ไขและแก้อะไร ไม่ใช่คำว่าปรับปรุงเนื้อหาเชิงลึก
  • แยกงานที่เห็นผลเร็วกับงานที่เป็นการลงทุนระยะยาว เพื่อไม่ให้คาดหวังผลผิดจังหวะ
  • ถ้ามีงานที่วางแผนไว้แล้วทำไม่ทัน ต้องเขียนไว้พร้อมเหตุผล ไม่ใช่เงียบไปเฉย ๆ

ปัญหาและอุปสรรคที่เจอ

  • อุปสรรคที่ต้องรอฝั่งธุรกิจ เช่น รอรูปสินค้า รอข้อมูลราคา รออนุมัติเนื้อหา ควรระบุชัดว่ารออะไรและรอมานานแค่ไหน
  • ปัญหาฝั่งเทคนิคที่พบ เช่น หน้าที่ยังไม่ถูกเก็บเข้าระบบ หรือหน้าที่โหลดช้าจนคนออก
  • สิ่งที่ลองแล้วไม่ได้ผล ส่วนนี้แทบไม่มีในรายงานทั่วไป แต่เป็นส่วนที่บอกความน่าเชื่อถือของคนทำงานได้ดีที่สุด

แผนเดือนหน้า

  • รายการงานที่ระบุหน้าและสิ่งที่จะทำ พร้อมลำดับความสำคัญ ไม่ใช่รายการที่ยาวจนทำไม่ทันแน่นอน
  • สิ่งที่ต้องการจากฝั่งธุรกิจ ระบุว่าต้องได้ภายในวันไหนจึงจะทันแผน
  • ตัวเลขที่จะใช้ดูว่าแผนนั้นได้ผล พร้อมกรอบเวลาที่เหมาะสมกับงานประเภทนั้น

ถ้าคุณเป็นคนทำรายงานเองและอยากได้แม่แบบที่จัดหน้าให้อ่านง่ายในหน้าเดียว รวมถึงวิธีเลือกกราฟให้เหมาะกับผู้อ่านแต่ละกลุ่ม อ่านต่อได้ที่ ทำ SEO Report และ Dashboard ส่วนบทความนี้เขียนจากมุมคนรับรายงานเป็นหลัก

ทีมงานประชุมวางกลยุทธ์หน้าไวท์บอร์ดเพื่อวางแผนงานเดือนถัดไป

สัญญาณเตือนว่ารายงานกำลังเลี่ยงคำถามสำคัญ

ไม่ใช่ทุกรายงานที่แย่จะเกิดจากเจตนาไม่ดี บางครั้งเป็นแค่แม่แบบสำเร็จรูปที่ส่งให้ลูกค้าทุกรายเหมือนกันหมด แต่ผลที่ได้เหมือนกันคือคุณตัดสินใจไม่ได้ ให้ดูสัญญาณเหล่านี้

  • โชว์ impression เป็นตัวเลขหลักแต่ไม่พูดถึงคลิก ทั้งที่ impression เพิ่มขึ้นได้โดยที่ไม่มีใครกดเข้ามาเลย
  • โชว์อันดับของคำค้นที่แทบไม่มีคนค้น หรือคำที่มีชื่อแบรนด์ตัวเองอยู่ในนั้น ซึ่งติดอันดับอยู่แล้วตั้งแต่ต้น
  • ไม่เคยพูดถึงจำนวนคนที่ติดต่อเข้ามาเลยตลอดหลายเดือน ทั้งที่เป็นตัวเลขที่ธุรกิจสนใจที่สุด
  • ภาพหน้าจอในรายงานไม่มีช่วงวันที่กำกับ ทำให้เทียบไม่ได้ว่าเป็นข้อมูลช่วงไหน
  • เปลี่ยนตัวชี้วัดหลักไปเรื่อย ๆ ทุกเดือน เดือนที่คลิกตกก็ไปพูดเรื่องอันดับแทน เดือนที่อันดับตกก็กลับมาพูดเรื่องยอดเข้าชม
  • มีแต่กราฟขึ้น ไม่เคยมีอะไรที่ทำแล้วไม่ได้ผลเลยสักเดือน ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริงของงานประเภทนี้
  • แผนเดือนหน้าเขียนกว้างจนไม่มีทางตรวจได้ว่าทำหรือไม่ทำ

คำสัญญาที่ไม่ควรมีในรายงาน

ถ้ารายงานหรือข้อเสนอมีคำรับประกันว่าจะติดอันดับหนึ่งภายในกี่วัน ให้ถือเป็นสัญญาณอันตราย ไม่มีใครควบคุมอันดับได้ และคนที่ทำงานนี้มานานพอจะไม่รับปากแบบนั้น สิ่งที่รับปากได้คือปริมาณงานที่จะทำและกรอบเวลาที่จะเห็นสัญญาณตอบรับ

คำถามที่ควรถามกลับเมื่ออ่านรายงานไม่เข้าใจ

การถามกลับไม่ใช่การจับผิด แต่เป็นวิธีที่เร็วที่สุดที่จะทำให้รายงานเดือนหน้าตรงกับที่คุณต้องการ ห้าคำถามนี้ใช้ได้กับรายงานทุกแบบ

  1. 1ตัวเลขนี้มาจากเครื่องมือไหน และช่วงวันที่เท่าไรถึงเท่าไร ขอให้ระบุไว้ในรายงานทุกครั้ง
  2. 2ถ้าตัดคำค้นที่มีชื่อแบรนด์ออก ตัวเลขจะเปลี่ยนไปเท่าไร ข้อนี้แยกผลของ SEO ออกจากผลของงานโฆษณาและงานแบรนด์
  3. 3เดือนนี้มีคนติดต่อเข้ามาจากเว็บกี่ราย นับจากอะไร และวิธีนับเปลี่ยนจากเดือนก่อนหรือเปล่า
  4. 4งานที่บอกว่าจะทำเดือนที่แล้ว ทำครบไหม ถ้าไม่ครบติดตรงไหน และต้องการอะไรจากฝั่งเราเพิ่ม
  5. 5ถ้าเดือนหน้ามีงบเท่าเดิม จะเลือกทำอะไรก่อนเป็นอันดับแรก และทำไมถึงเลือกอันนั้น

ถ้าตัวเลขในรายงานเดือนนี้ตกลงชัดเจน อย่าเพิ่งสรุปว่าใครทำงานไม่ดี ให้ไล่หาสาเหตุตามลำดับก่อน เพราะการตกอาจมาจากฝั่งเทคนิค การเปลี่ยนแปลงของหน้าผลการค้นหา หรือฤดูกาลก็ได้ วิธีไล่หาสาเหตุอยู่ที่ Keyword อันดับตกและ Traffic จาก Google ลดลง

คนกำลังพิมพ์งานบนแล็ปท็อปพร้อมจดโน้ตสรุปรายงานลงกระดาษ

รายงานบ่อยแค่ไหนถึงพอดี

การขอรายงานถี่เกินไปไม่ได้ทำให้ผลดีขึ้น แต่ทำให้ทีมเสียเวลาไปกับการทำรายงานแทนการทำงานจริง และทำให้คุณเห็นความผันผวนรายวันจนตัดสินใจผิดจังหวะ เกณฑ์ที่ใช้ได้จริงมีดังนี้

ความถี่เหมาะกับสถานการณ์ไหนควรมีอะไรในรายงาน
รายเดือนสถานการณ์ปกติของ SME ส่วนใหญ่ตัวเลขหลักพร้อมค่าเทียบ งานที่ทำ ปัญหาที่เจอ และแผนเดือนหน้า จบในหน้าเดียวถึงสองหน้า
รายสัปดาห์แบบสั้นช่วงย้ายเว็บ เปลี่ยนโดเมน หรือกำลังแก้ปัญหาที่ตัวเลขตกผิดปกติเฉพาะสถานะของสิ่งที่กำลังแก้ ไม่ต้องมีกราฟ ใช้ข้อความสั้น ๆ พอ
รายไตรมาสทบทวนทิศทางและงบประมาณแนวโน้มสามเดือนติดกัน สิ่งที่ได้ผลและไม่ได้ผล และข้อเสนอว่าควรเพิ่มหรือลดตรงไหน
รายวันแทบไม่มีกรณีที่จำเป็นสำหรับ SMEถ้าจำเป็นจริงควรเป็นการแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อเว็บมีปัญหา ไม่ใช่รายงานที่คนนั่งทำ
ความถี่ของการรายงานที่เหมาะกับแต่ละสถานการณ์

อีกเรื่องที่ควรตกลงกันแต่ต้นคือรอบเวลาที่จะเริ่มตัดสิน งานเนื้อหาส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเห็นผลชัด การตั้งเส้นตายว่าจะประเมินกันที่เดือนไหน แล้วยึดตามนั้น ช่วยไม่ให้ทั้งสองฝ่ายเปลี่ยนแผนทุกเดือนจนไม่มีอะไรได้ทำจนจบ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ตัดสินจากเดือนเดียว ทั้งที่ตัวเลขรายเดือนแกว่งได้จากวันหยุด เทศกาล หรือการเปลี่ยนแปลงของหน้าผลการค้นหา
  • ดูค่าเฉลี่ยของอันดับเป็นตัวชี้วัดหลัก ทั้งที่ค่านี้ขยับได้จากการที่มีคำค้นใหม่ ๆ เข้ามา โดยที่ไม่มีหน้าไหนอันดับตกจริง
  • ไม่แยกคำค้นชื่อแบรนด์ออกจากคำค้นทั่วไป ทำให้ผลของงานโฆษณาหรืองานอีเวนต์ถูกนับเป็นผลของ SEO
  • เก็บรายงานไว้อ่านคนเดียว ไม่เคยส่งให้ทีมขายดู ทั้งที่ทีมขายเป็นคนเดียวที่รู้ว่าลีดที่เข้ามาคุณภาพเป็นอย่างไร
  • เปลี่ยนวิธีนับลีดกลางทางแล้วไม่บันทึกไว้ พอตัวเลขกระโดดก็ตีความว่างานได้ผล ทั้งที่เป็นเรื่องของวิธีนับ
  • ขอเพิ่มตัวเลขเข้ารายงานเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสามสิบหน้า สุดท้ายไม่มีใครอ่าน
  • อ่านแต่ตัวเลข ไม่อ่านส่วนที่เป็นข้อความ ซึ่งมักเป็นส่วนที่บอกว่าอะไรกำลังติดขัดอยู่

NOAH ช่วยตรงไหนของงานรายงาน

พูดตามจริงคือ NOAH ไม่ใช่เครื่องมือทำรายงานสำเร็จรูปส่งลูกค้า และไม่ได้ติดตามอันดับรายวันหรือรายพื้นที่ให้ สิ่งที่ NOAH ทำได้คือเชื่อมข้อมูลจาก Google Search Console เข้ามาดูควบคู่กับงานเนื้อหาที่วางแผนไว้ ทำให้เห็นว่าบทความที่เผยแพร่ไปแล้วเริ่มมีคลิกเข้ามาหรือยัง และช่วยหาคีย์เวิร์ดพร้อมปริมาณการค้นหา วิเคราะห์ช่องว่างเนื้อหาเทียบคู่แข่ง เขียนบทความภาษาไทย และส่งขึ้น WordPress

ส่วนตัวเลขที่สำคัญที่สุดในรายงาน คือจำนวนคนที่ติดต่อเข้ามาและจำนวนที่ปิดการขายได้ ยังต้องมาจากฝั่งธุรกิจเองเสมอ ไม่ว่าจะใช้เครื่องมือตัวไหน เพราะไม่มีระบบ SEO ตัวใดมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในแชทหรือในสายโทรศัพท์ของคุณ

คำถามที่พบบ่อย

ไม่มีเอเจนซี ทำ SEO เอง ยังต้องทำรายงานอยู่ไหม+

ควรทำ แต่ทำแบบสั้นมากก็พอ จดตัวเลขหลักสี่ถึงห้าตัวลงตารางเดียวทุกต้นเดือน พร้อมบรรทัดเดียวว่าเดือนนั้นทำอะไรไป ประโยชน์คือหกเดือนผ่านไปคุณจะย้อนดูได้ว่าอะไรที่ทำแล้วตัวเลขขยับ ซึ่งความจำอย่างเดียวเชื่อถือไม่ได้

ควรให้ใครในทีมเป็นคนอ่านรายงานนี้บ้าง+

อย่างน้อยควรมีคนดูแลการขายอยู่ด้วยหนึ่งคน เพราะเขาเป็นคนเดียวที่ตอบได้ว่าลีดที่เข้ามาคุณภาพดีขึ้นหรือแย่ลง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่มีในเครื่องมือใด ๆ และเป็นตัวชี้ว่าควรทำเนื้อหาแนวไหนต่อ

เอเจนซีบอกว่าให้ดูที่ยอดเข้าชมรวมอย่างเดียวก็พอ ถูกไหม+

ไม่ครบ ยอดเข้าชมรวมรวมทุกช่องทางไว้ด้วยกัน ทั้งโฆษณา โซเชียล และคนที่พิมพ์ชื่อเว็บเข้ามาเอง ถ้าจะดูผลของ SEO ต้องแยกเฉพาะที่มาจากการค้นหา และควรดูจำนวนคนที่ติดต่อเข้ามาควบคู่กันเสมอ

รายงานควรยาวกี่หน้า+

หน้าแรกควรจบได้ในหน้าเดียวและตอบสามคำถามหลักให้ครบ ส่วนที่เหลือเป็นภาคผนวกสำหรับคนที่อยากดูลึก ถ้าต้องเลื่อนผ่านสิบหน้าถึงจะเจอตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจ แปลว่าลำดับการจัดหน้าผิด

ถ้าตัวเลขนิ่งติดกันสามเดือน ควรเลิกทำ SEO เลยไหม+

ยังไม่ควรรีบสรุป ให้ตรวจก่อนว่าสามเดือนนั้นมีงานเกิดขึ้นจริงกี่ชิ้น ถ้าลงเนื้อหาไปเดือนละหนึ่งชิ้นในตลาดที่แข่งขันสูง ตัวเลขนิ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าทำงานเต็มที่แล้วยังนิ่ง ควรทบทวนว่าเลือกหัวข้อตรงกับที่ลูกค้าค้นหาหรือเปล่า

ควรเก็บรายงานเก่าไว้นานแค่ไหน+

เก็บไว้อย่างน้อยสองปีในที่ที่ค้นได้ เพราะเวลาจะเทียบปีต่อปีหรือจะตรวจว่าตัวเลขที่ตกเคยเกิดขึ้นมาก่อนหรือไม่ ต้องใช้ของเก่า และเครื่องมือบางตัวเก็บข้อมูลย้อนหลังได้จำกัด ถ้าไม่บันทึกไว้เองก็จะหายไป

สรุป

รายงาน SEO รายเดือนที่ดีสำหรับเจ้าของธุรกิจไม่ได้วัดกันที่จำนวนหน้าหรือความสวยของกราฟ แต่วัดกันที่ว่าอ่านจบแล้วตอบได้ไหมว่างานเดินไหม คุ้มไหม และเดือนหน้าทำอะไรต่อ ให้ยึดตัวเลขหลักไม่กี่ตัวที่มาจากแหล่งเดิมทุกเดือน เทียบทั้งกับเดือนก่อนและเดือนเดียวกันปีที่แล้ว แล้วบังคับให้รายงานมีส่วนที่เป็นข้อความบอกงานที่ทำ ปัญหาที่เจอ และแผนถัดไปเสมอ เท่านี้ก็พอตัดสินใจได้แล้ว

ให้งานเนื้อหาเดินทุกเดือน จะได้มีอะไรให้รายงานจริง

NOAH ช่วยหาคีย์เวิร์ดที่คนไทยค้นจริง วางแผนคอนเทนต์ทั้งโปรเจกต์ เขียนบทความภาษาไทย และเชื่อมข้อมูลจาก Google Search Console มาดูผลของงานที่ทำไปได้ในที่เดียว

เริ่มฟรี 3 บทความ

อ่านต่อ

SEO Strategy

วัดลีดจากโทรศัพท์และ LINE: รู้ได้อย่างไรว่าลูกค้ามาจาก Google

ธุรกิจไทยปิดการขายทางโทรศัพท์และ LINE จนตัวเลขบนเว็บไม่สะท้อนผลจริง บทความนี้รวมวิธีวัดลีดจากสองช่องทางนี้ เรียงจากที่ทำได้วันนี้ไปจนถึงแบบที่ต้องตั้งระบบ

SEO Strategy

ทราฟฟิกจาก Google ลดลง: ไล่หาสาเหตุทีละขั้นก่อนตัดสินใจแก้

ทราฟฟิกจาก Google ลดลงอย่าเพิ่งรีบแก้ บทความนี้พาไล่ตรวจทีละขั้น แยกฤดูกาลกับการวัดผิด อ่านตารางอาการกับสาเหตุ และรู้ว่าเมื่อไหร่ควรรอเมื่อไหร่ควรลงมือ

SEO Strategy

ใช้ Google Analytics ดู SEO: ดูว่าคีย์เวิร์ดและหน้าไหนสร้างรายได้จริง

วิธีใช้ Google Analytics สำหรับ SEO ตั้งแต่เชื่อมกับ Search Console ดูหน้าไหนทำเงินจาก SEO ไปจนถึงหาคีย์เวิร์ดที่สร้างยอดขาย โดยใช้รายงานและคำศัพท์ล่าสุดของ GA4