วัดลีดจากโทรศัพท์และ LINE: รู้ได้อย่างไรว่าลูกค้ามาจาก Google
ธุรกิจไทยปิดการขายทางโทรศัพท์และ LINE จนตัวเลขบนเว็บไม่สะท้อนผลจริง บทความนี้รวมวิธีวัดลีดจากสองช่องทางนี้ เรียงจากที่ทำได้วันนี้ไปจนถึงแบบที่ต้องตั้งระบบ
ทีม NOAH · เผยแพร่ 10 กันยายน 2569 · อัปเดต 10 กันยายน 2569 · อ่าน 14 นาที

สรุปสั้น
- ✓ธุรกิจไทยจำนวนมากปิดการขายทางโทรศัพท์และ LINE ทำให้ตัวเลขบนเว็บดูเหมือนไม่มีลีดเลย ทั้งที่ลีดเกิดขึ้นจริงแต่ไปเกิดในช่องทางที่ระบบวัดผลบนเว็บมองไม่เห็น
- ✓วิธีที่ได้ผลเร็วที่สุดและไม่ต้องแก้เว็บเลยคือให้คนรับสายและคนตอบแชทถามลูกค้าทุกรายว่ารู้จักร้านจากไหน แล้วบันทึกคำตอบลงตารางเดียวกันทุกวัน
- ✓การใช้ลิงก์ LINE แยกตามหน้าเว็บ ทำให้รู้ว่าคนที่ทักเข้ามาเปิดมาจากหน้าไหน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ใกล้เคียงกับการรู้ที่มามากที่สุดโดยไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่ม
- ✓การนับการกดปุ่มโทรและปุ่มแชทเป็นเหตุการณ์บนเว็บ บอกได้แค่ว่ามีคนกด ไม่ได้บอกว่าสายติดหรือคุยแล้วจบดีล จึงควรใช้เป็นตัวชี้ทิศทาง ไม่ใช่ตัวเลขยอดขาย
- ✓การเชื่อมลีดกลับไปหาคำค้นแบบรายคำทำได้จำกัดมาก สิ่งที่ทำได้จริงคือเชื่อมกลับไปถึงระดับหน้าที่ลูกค้าเข้ามา แล้วใช้ข้อมูลคำค้นของหน้านั้นประกอบการตัดสินใจ
เจ้าของร้านหลายคนเปิดรายงานแล้วเห็นว่าเดือนนี้มีคนส่งฟอร์มติดต่อเข้ามาสามราย ทั้งที่ทีมขายรับสายกันแทบไม่ทันและ LINE เด้งทั้งวัน ตัวเลขสามรายนั้นไม่ได้ผิด มันแค่นับเฉพาะสิ่งที่เกิดบนหน้าเว็บ ส่วนลีดจริงอีกหลายสิบรายไปเกิดในสายโทรศัพท์และในแชท ซึ่งไม่มีใครบันทึกไว้ว่ามาจากไหน
บทความนี้จะพาดูว่าทำไมช่องว่างนี้ถึงเกิดกับธุรกิจไทยเป็นพิเศษ แล้วไล่วิธีวัดจากที่เริ่มได้วันนี้โดยไม่ต้องแตะเว็บ ไปจนถึงแบบที่ต้องตั้งระบบ พร้อมตารางเทียบความแม่นยำกับความยุ่งยาก ขอบเขตว่าจะเชื่อมกลับไปหาคำค้นได้แค่ไหน และเรื่องความเป็นส่วนตัวที่ต้องระวัง ถ้าอยากเห็นภาพรวมการวัดผลทั้งระบบก่อน อ่านได้ที่ การวัดผล SEO สำหรับ SME
รู้ได้อย่างไรว่าลูกค้าที่โทรมาหรือทัก LINE มาจาก Google
จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกค้าที่โทรมาหรือทัก LINE เข้ามา มาจากการค้นหาใน Google
ทำได้สามทางประกอบกัน ทางแรกคือถามลูกค้าตรง ๆ ตอนรับสายหรือตอบแชทว่ารู้จักร้านจากไหน แล้วบันทึกคำตอบไว้ทุกราย ทางที่สองคือใช้ลิงก์ LINE คนละลิงก์ในแต่ละหน้าของเว็บ เพื่อให้รู้ว่าคนที่ทักมาเปิดมาจากหน้าไหน ทางที่สามคือตั้งให้ระบบวัดผลบนเว็บนับทุกครั้งที่มีคนกดปุ่มโทรหรือปุ่มแชท แล้วดูว่าคนที่กดมาจากช่องทางไหน วิธีที่แม่นที่สุดคือใช้ทั้งสามทางพร้อมกัน เพราะแต่ละทางเห็นคนละส่วนของเส้นทางลูกค้า
ข้อที่ต้องยอมรับตั้งแต่ต้นคือ ไม่มีวิธีไหนวัดได้ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ เป้าหมายที่สมเหตุสมผลคือรู้สัดส่วนคร่าว ๆ ให้พอตัดสินใจได้ว่าควรลงแรงกับช่องทางไหนต่อ ไม่ใช่ได้ตัวเลขที่ตรวจสอบได้ทุกบาททุกสตางค์
ทำไมตัวเลขบนเว็บถึงไม่สะท้อนผลจริงสำหรับธุรกิจไทย
ระบบวัดผลเว็บส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาจากพฤติกรรมที่ลูกค้ากรอกฟอร์มแล้วรอติดต่อกลับ แต่พฤติกรรมคนไทยไม่ได้เป็นแบบนั้น ลูกค้าเปิดหน้าเว็บ ดูราคาคร่าว ๆ แล้วกดปุ่มแชทหรือกดโทรทันทีเพราะอยากได้คำตอบเดี๋ยวนี้
- เมื่อกดปุ่มแชท เบราว์เซอร์จะเด้งออกไปเปิดแอปอีกตัว ระบบวัดผลบนเว็บจึงตามต่อไม่ได้ว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น
- การโทรเกิดขึ้นบนเครือข่ายโทรศัพท์ ไม่ได้เกิดบนเว็บ จึงไม่มีข้อมูลใด ๆ ส่งกลับมาที่ระบบวัดผลเลย
- ลูกค้าจำนวนมากบันทึกบัญชี LINE ของร้านไว้แล้วทักเข้ามาใหม่ในอีกหลายวันถัดมา ตอนนั้นเส้นทางที่มาจากการค้นหาถูกลืมไปหมดแล้ว
- บางรายค้นเจอในมือถือแล้วโทรจากเครื่องอื่น หรือให้คนในครอบครัวโทรแทน ทำให้ต้นทางกับปลายทางคนละอุปกรณ์กัน
- ธุรกิจบริการหลายประเภทให้ข้อมูลราคาผ่านแชทเท่านั้น ทำให้แทบไม่มีใครใช้ฟอร์มบนเว็บเลย
ผลที่ตามมาคือรายงานดูเหมือน SEO ไม่ได้ผล ทั้งที่จริงคือวัดไม่ถึง เจ้าของธุรกิจที่ตัดงบเพราะตัวเลขในรายงานสวยไม่พอ จึงอาจกำลังตัดสิ่งที่ได้ผลอยู่โดยไม่รู้ตัว
วิธีวัดที่ทำได้จริง เรียงจากง่ายไปยาก
ให้เริ่มจากข้อแรกเสมอ เพราะได้ข้อมูลเร็วที่สุดและไม่ต้องพึ่งใคร แล้วค่อยไต่ขึ้นไปตามความพร้อมของทีม การกระโดดไปตั้งระบบซับซ้อนตั้งแต่วันแรกมักจบลงที่ระบบที่ไม่มีใครใช้
1. ถามลูกค้าตรง ๆ ว่ารู้จักจากไหน
วิธีที่คนมองข้ามมากที่สุดแต่ให้ข้อมูลที่ใช้ได้จริงเร็วที่สุด ต้นทุนคือความสม่ำเสมอของทีมเท่านั้น กุญแจอยู่ที่วิธีถามและวิธีบันทึก ไม่ใช่ที่เครื่องมือ
- ถามให้เป็นคำถามปลายเปิดสั้น ๆ เช่น ทราบจากช่องทางไหนคะ แทนที่จะถามว่าเห็นจาก Google ใช่ไหม ซึ่งชี้นำคำตอบจนได้ข้อมูลผิด
- ถามตอนต้นบทสนทนาหลังทักทายเสร็จ ไม่ใช่ตอนท้ายที่ลูกค้ากำลังจะวางสาย
- บันทึกลงตารางเดียวกันทุกครั้ง อย่างน้อยสี่ช่องคือ วันที่ ช่องทางที่ติดต่อเข้ามา คำตอบว่ารู้จักจากไหน และสิ่งที่ลูกค้าถามถึง
- กำหนดตัวเลือกที่ใช้บันทึกไว้ล่วงหน้าไม่เกินหกแบบ เช่น ค้นใน Google, แผนที่, เฟซบุ๊ก, เพื่อนแนะนำ, เคยใช้บริการแล้ว, อื่น ๆ เพื่อให้สรุปได้ตอนสิ้นเดือน
- ถ้าลูกค้าตอบว่าค้นเจอ ให้ถามต่ออีกคำถามเดียวว่าค้นด้วยคำว่าอะไร คำตอบนี้มีค่ามากสำหรับการเลือกหัวข้อเนื้อหาเดือนถัดไป
ทำให้ทีมทำจริงได้อย่างไร
อย่าเริ่มด้วยการขอให้ทุกคนถามทุกสายตลอดไป ให้เริ่มจากสองสัปดาห์แรกเป็นช่วงเก็บข้อมูล ติดกระดาษไว้ข้างโทรศัพท์หรือเปิดตารางค้างไว้ในเครื่อง แล้วเอาผลมาคุยกันในที่ประชุม เมื่อทีมเห็นว่าข้อมูลถูกใช้จริง ความสม่ำเสมอจะตามมาเอง
2. ใช้ลิงก์ LINE แยกตามหน้า
บัญชี LINE ของธุรกิจสามารถสร้างลิงก์เพิ่มเพื่อนได้หลายแบบ และหลายระบบรองรับการใส่พารามิเตอร์ต่อท้ายลิงก์เพื่อบอกที่มา แนวคิดคือทำให้ลิงก์ที่วางในแต่ละหน้าไม่เหมือนกัน จะได้แยกได้ว่าคนที่ทักมาเปิดจากหน้าไหน
- ทำลิงก์แยกอย่างน้อยตามกลุ่มหน้า เช่น หน้าแรก หน้าบริการแต่ละอย่าง หน้าราคา และบทความ ไม่จำเป็นต้องแยกทุกหน้าตั้งแต่แรก
- ถ้าระบบที่ใช้อยู่รองรับข้อความต้อนรับที่ต่างกันตามลิงก์ ให้ตั้งข้อความให้สอดคล้องกับหน้านั้น ลูกค้าจะรู้สึกว่าคุยถูกเรื่องตั้งแต่ข้อความแรก
- อีกวิธีที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้ระบบ คือให้ปุ่มแชทในแต่ละหน้าส่งข้อความตั้งต้นที่ต่างกัน เช่น สอบถามบริการซ่อมแอร์ แล้วให้ทีมบันทึกจากข้อความแรกที่ลูกค้าส่งมา
- จดไว้เป็นตารางว่าลิงก์ไหนวางอยู่หน้าไหน มิฉะนั้นอีกสามเดือนจะไม่มีใครจำได้ว่าลิงก์แต่ละอันหมายถึงอะไร
3. นับการกดปุ่มโทรและปุ่มแชทเป็นเหตุการณ์บนเว็บ
ขั้นนี้ต้องให้คนดูแลเว็บช่วย แต่ทำครั้งเดียวแล้วใช้ได้ตลอด หลักการคือให้ระบบวัดผลบันทึกทุกครั้งที่มีคนกดปุ่มโทรหรือปุ่มแชท แล้วดูย้อนได้ว่าคนที่กดเข้ามาจากช่องทางไหนและอยู่ที่หน้าไหนตอนกด
ตั้งค่านับการกดปุ่มติดต่อ
- 1
ทำให้ปุ่มติดต่อทุกจุดเป็นลิงก์จริง
ปุ่มโทรควรเป็นลิงก์แบบโทรออก และปุ่มแชทควรเป็นลิงก์ไปยังบัญชี LINE ไม่ใช่รูปภาพที่ไม่มีลิงก์ เพราะระบบวัดผลจับเฉพาะสิ่งที่เป็นลิงก์หรือปุ่มจริงเท่านั้น
- 2
ตั้งชื่อเหตุการณ์ให้ชัดและคงที่
ใช้ชื่อที่อ่านแล้วรู้เรื่องทันที เช่น กดปุ่มโทร กดปุ่มแชท กดปุ่มแผนที่ และห้ามเปลี่ยนชื่อกลางทาง เพราะจะทำให้ข้อมูลเก่ากับใหม่ต่อกันไม่ติด
- 3
เก็บชื่อหน้าที่กดไว้ด้วยเสมอ
ข้อมูลว่ากดจากหน้าไหนสำคัญกว่ายอดรวม เพราะเป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมกลับไปหาเนื้อหาที่ทำไว้ได้ ถ้าเก็บแค่ยอดรวมจะรู้ว่ามีคนกด แต่ไม่รู้ว่าเนื้อหาชิ้นไหนทำให้เขากด
- 4
ทดสอบด้วยตัวเองก่อนเชื่อตัวเลข
เปิดเว็บบนมือถือจริงแล้วกดปุ่มทุกจุด จากนั้นเข้าไปดูว่ามีข้อมูลเข้าครบทุกครั้งไหม ขั้นนี้คนมักข้าม แล้วมารู้ตอนสิ้นเดือนว่าปุ่มหนึ่งไม่เคยถูกนับเลย
- 5
แยกดูเฉพาะคนที่มาจากการค้นหา
ในรายงาน ให้กรองเฉพาะผู้เข้าชมที่มาจากช่องทางการค้นหา แล้วดูจำนวนการกดปุ่มติดต่อของกลุ่มนั้น นี่คือตัวเลขที่ใกล้เคียงที่สุดว่า SEO สร้างลีดได้เท่าไร วิธีอ่านรายงานกลุ่มนี้อธิบายไว้ที่ ใช้ Google Analytics ดู SEO
การกดปุ่มไม่เท่ากับลีด
คนกดปุ่มโทรแล้วเปลี่ยนใจไม่โทรก็มี กดซ้ำสองสามครั้งก็มี และลูกค้าเก่าที่กดโทรเพื่อสอบถามงานเดิมก็ถูกนับด้วย ตัวเลขนี้จึงสูงกว่าจำนวนลีดจริงเสมอ ให้ใช้ดูแนวโน้มว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง และดูว่าหน้าไหนทำให้คนกดมากที่สุด ไม่ใช่เอาไปรายงานว่าเป็นจำนวนลูกค้า
4. ใช้เบอร์แยกตามช่องทาง
วิธีนี้แม่นที่สุดสำหรับการวัดสายโทรเข้า หลักการคือใช้เบอร์คนละเบอร์ในแต่ละช่องทาง เช่น เบอร์หนึ่งใช้บนเว็บเท่านั้น อีกเบอร์ใช้บนใบปลิวหรือป้ายหน้าร้าน แล้วดูว่าสายเข้าเบอร์ไหนมากกว่ากัน ต้นทุนคือค่าเบอร์เพิ่มและความยุ่งยากในการจัดการ
- เหมาะกับธุรกิจที่สายโทรเข้าเป็นช่องทางหลักและมีมูลค่าต่อสายสูง เช่น งานบริการถึงบ้าน งานติดตั้ง หรือธุรกิจที่ลูกค้าหนึ่งรายมีมูลค่ามาก
- ไม่คุ้มสำหรับธุรกิจที่ลูกค้าส่วนใหญ่ทักแชท หรือมีสายเข้าน้อยจนตัวเลขแกว่งจนอ่านไม่ได้
- ต้องแน่ใจว่าทุกเบอร์มีคนรับจริงและรับด้วยชื่อร้านเดียวกัน ไม่ใช่ปล่อยให้เบอร์ใหม่ไม่มีใครรับ
- ระวังเรื่องข้อมูลธุรกิจไม่ตรงกันในที่ต่าง ๆ ถ้าจะใช้เบอร์แยก ควรให้เบอร์บนโปรไฟล์ธุรกิจใน Google และบนหน้าติดต่อเราเป็นเบอร์หลักเบอร์เดียวกันเสมอ
เรื่องความสอดคล้องของชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรในทุกที่ที่ธุรกิจปรากฏ มีผลกับการค้นหาแบบใกล้ฉัน ก่อนจะเพิ่มเบอร์ใหม่ ควรอ่าน Google Business Profile คืออะไร เพื่อดูว่าควรวางเบอร์ไหนไว้ตรงไหน

ตารางเทียบวิธีวัดกับความแม่นยำและความยุ่งยาก
ใช้ตารางนี้เลือกว่าจะเริ่มจากอะไร โดยดูจากทรัพยากรที่มีจริง ไม่ใช่จากความแม่นยำอย่างเดียว วิธีที่แม่นแต่ไม่มีใครทำต่อ ให้ผลแย่กว่าวิธีหยาบที่ทำได้ทุกวัน
| วิธี | ความแม่นยำ | ความยุ่งยาก | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|---|
| ถามลูกค้าว่ารู้จักจากไหน | ปานกลาง ขึ้นกับความสม่ำเสมอของทีมและความจำของลูกค้า | ต่ำ เริ่มได้วันนี้ ไม่ต้องแตะเว็บ | ทุกธุรกิจ ควรทำเป็นอย่างแรกเสมอ |
| ลิงก์ LINE แยกตามหน้า | ค่อนข้างสูงสำหรับคนที่กดจากเว็บ แต่ไม่เห็นคนที่ค้นบัญชีจากในแอปเอง | ต่ำถึงปานกลาง ต้องตั้งลิงก์และจดบันทึกไว้ | ธุรกิจที่ลูกค้าทักแชทเป็นหลัก |
| นับการกดปุ่มโทรและปุ่มแชท | ปานกลาง บอกความสนใจได้ แต่ไม่รู้ว่าคุยแล้วจบอย่างไร | ปานกลาง ต้องให้คนดูแลเว็บตั้งค่าให้ครั้งเดียว | ธุรกิจที่มีเว็บของตัวเองและอยากรู้ว่าหน้าไหนสร้างการติดต่อ |
| ใช้เบอร์แยกตามช่องทาง | สูงสำหรับสายโทรเข้า | สูง มีค่าใช้จ่ายและต้องจัดการคนรับสาย | ธุรกิจที่รายได้หลักมาจากสายโทรเข้าและลูกค้าหนึ่งรายมีมูลค่าสูง |
| บันทึกที่มาลงระบบเก็บข้อมูลลูกค้า | สูงที่สุดเมื่อทำต่อเนื่อง เพราะเชื่อมถึงยอดขายจริงได้ | สูง ต้องมีวินัยของทีมขายทุกวัน | ธุรกิจที่มีทีมขายและรอบการตัดสินใจยาว |
เมื่อเก็บที่มาได้แล้ว ขั้นถัดไปคือเชื่อมกลับไปหายอดขายจริงเพื่อคำนวณความคุ้มค่า วิธีวางระบบให้ตรวจสอบย้อนหลังได้อธิบายไว้ที่ วัดยอดขายและ Lead ที่มาจาก SEO
เชื่อมตัวเลขลีดกลับไปหาคำค้นได้แค่ไหน
นี่คือคำถามที่เจ้าของธุรกิจอยากรู้ที่สุด และเป็นจุดที่ต้องพูดกันตรง ๆ ว่าทำได้จำกัด การรู้ว่าลีดรายนี้มาจากคำค้นคำไหนแบบเป็นรายคน ไม่ใช่สิ่งที่เครื่องมือทั่วไปให้ได้ เพราะข้อมูลคำค้นถูกรายงานแบบรวม ไม่ได้ผูกกับผู้ใช้รายคน
- สิ่งที่ทำได้จริงคือเชื่อมถึงระดับหน้า เช่น รู้ว่าการกดปุ่มแชทเดือนนี้มาจากหน้าบทความเรื่องหนึ่งเป็นหลัก
- จากนั้นดูใน Search Console ว่าหน้านั้นมีคำค้นอะไรพาคนเข้ามาบ้าง แล้วอนุมานว่าลีดกลุ่มนี้น่าจะมาจากความต้องการแบบไหน
- คำตอบจากการถามลูกค้าตรง ๆ ว่าค้นด้วยคำว่าอะไร เป็นข้อมูลเสริมที่ช่วยยืนยันหรือหักล้างการอนุมานข้างต้นได้ดี
- ลูกค้าหลายรายเห็นเว็บเราหลายครั้งก่อนตัดสินใจ การชี้ว่าเป็นผลของคำค้นคำเดียวจึงไม่ตรงกับความจริงตั้งแต่ต้น
ตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ
สมมติร้านซ่อมแอร์แห่งหนึ่ง พบว่าการกดปุ่มโทรส่วนใหญ่เกิดจากหน้าบทความเรื่องแอร์ไม่เย็น พอไปดูใน Search Console เห็นว่าหน้านั้นมีคำค้นเกี่ยวกับอาการเสียเข้ามาเยอะ จึงตัดสินใจเขียนเพิ่มอีกสามหัวข้อเรื่องอาการเสียแบบอื่น นี่เป็นตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่เคสลูกค้าจริง และไม่ได้รับประกันว่าทำแล้วจะได้ผลแบบเดียวกัน

ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลลูกค้าที่ต้องระวัง
การเก็บข้อมูลที่มาของลีดเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ แต่พอเริ่มบันทึกชื่อ เบอร์โทร และบทสนทนา ก็กลายเป็นการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทยกำกับอยู่ หลักปฏิบัติที่ปลอดภัยไม่ได้ยาก
- เก็บเท่าที่จำเป็นต่อการติดต่อกลับและการวิเคราะห์ที่มา ไม่ต้องเก็บข้อมูลที่ไม่ได้ใช้ เช่น เลขบัตรประชาชนหรือรายละเอียดสุขภาพ ถ้าไม่ใช่ข้อมูลที่งานต้องใช้จริง
- มีหน้านโยบายความเป็นส่วนตัวบนเว็บที่บอกชัดว่าเก็บอะไร เก็บไปทำอะไร และติดต่อใครได้ถ้าอยากให้ลบ
- อย่าบันทึกเสียงสนทนาโดยที่ลูกค้าไม่รู้ ถ้าจำเป็นต้องบันทึก ต้องแจ้งให้ทราบก่อนเริ่มบันทึกทุกครั้ง
- จำกัดคนที่เข้าถึงตารางข้อมูลลูกค้า อย่าปล่อยลิงก์ไฟล์แบบเปิดให้ใครก็ได้ที่มีลิงก์เข้าดู
- ถ้าใช้บริการภายนอกช่วยเก็บข้อมูล ให้ตรวจว่าใครเข้าถึงข้อมูลได้บ้างและเก็บไว้นานเท่าไร
- ถ้าธุรกิจอยู่ในกลุ่มที่ข้อมูลอ่อนไหว เช่น คลินิกหรือสถานพยาบาล ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อนวางระบบเก็บข้อมูล
เส้นที่ไม่ควรข้าม
การเก็บที่มาของลีดต่างจากการเก็บบทสนทนาทั้งหมดของลูกค้าไว้เพื่อวิเคราะห์ทีหลัง อย่างแรกคือข้อมูลที่ธุรกิจต้องใช้เพื่อวางแผน อย่างหลังต้องคิดให้รอบคอบและแจ้งลูกค้าให้ชัด ถ้าไม่แน่ใจว่าเก็บได้แค่ไหน ให้เริ่มจากเก็บแค่ช่องทางที่มาและวันที่ ซึ่งเพียงพอต่อการตัดสินใจส่วนใหญ่แล้ว
แผนเริ่มต้นภายในสัปดาห์นี้
เริ่มวัดลีดจากโทรศัพท์และ LINE ภายในหนึ่งสัปดาห์
- 1
วันแรก เปิดตารางบันทึกที่มา
สร้างตารางสี่ช่อง คือ วันที่ ช่องทางที่ติดต่อเข้ามา รู้จักจากไหน และเรื่องที่สอบถาม แชร์ให้ทุกคนที่รับสายและตอบแชทเข้าถึงได้ แล้วเริ่มบันทึกทันทีในวันเดียวกัน
- 2
วันที่สอง ตกลงคำถามที่จะใช้ถามให้เหมือนกันทั้งทีม
เขียนประโยคที่จะใช้ถามลงกระดาษแผ่นเดียว ติดไว้ให้เห็น เพื่อให้ทุกคนถามเหมือนกันและได้คำตอบที่เอามารวมกันได้
- 3
วันที่สาม ตรวจปุ่มติดต่อบนเว็บด้วยมือถือจริง
ไล่เปิดหน้าสำคัญทุกหน้าบนมือถือ ดูว่าปุ่มโทรกับปุ่มแชทอยู่ในตำแหน่งที่เห็นง่ายไหม กดแล้วทำงานจริงไหม และหน้าไหนยังไม่มีปุ่มเลย
- 4
วันที่สี่ ทำลิงก์ LINE แยกอย่างน้อยสามกลุ่ม
แยกลิงก์สำหรับหน้าแรก หน้าบริการหลัก และบทความ แล้วจดไว้ว่าลิงก์ไหนใช้ที่ไหน จากนั้นให้คนดูแลเว็บเปลี่ยนลิงก์ในแต่ละหน้าให้ตรงกัน
- 5
วันที่ห้า ขอให้คนดูแลเว็บตั้งการนับปุ่มติดต่อ
ส่งรายการปุ่มที่ต้องการนับพร้อมชื่อเหตุการณ์ที่ตกลงกันไว้ และขอให้ทดสอบด้วยการกดจริงหนึ่งรอบก่อนแจ้งว่าเสร็จ
- 6
สิ้นเดือน นั่งสรุปครั้งแรก
รวมยอดจากตารางว่ามีกี่รายที่บอกว่าค้นเจอ เทียบกับจำนวนการกดปุ่มติดต่อจากผู้เข้าชมที่มาจากการค้นหา แล้วดูว่าตัวเลขสองฝั่งไปทางเดียวกันไหม ถ้าต่างกันมาก ให้หาสาเหตุก่อนจะเพิ่มวิธีวัดใหม่

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ถามลูกค้าแบบชี้นำว่าเห็นจาก Google ใช่ไหม ซึ่งลูกค้ามักตอบว่าใช่เพื่อจบเรื่อง ทำให้ข้อมูลเอียงไปทางเดียวทั้งหมด
- เอาจำนวนการกดปุ่มโทรไปรายงานว่าเป็นจำนวนลูกค้า ทั้งที่รวมการกดซ้ำและคนที่กดแล้วไม่โทรไว้ด้วย
- เปลี่ยนวิธีนับกลางเดือนโดยไม่บันทึกไว้ พอตัวเลขเดือนถัดไปกระโดดก็ตีความว่างานได้ผล
- เปลี่ยนเบอร์บนเว็บเป็นเบอร์ใหม่เพื่อวัดผล แต่ลืมอัปเดตโปรไฟล์ธุรกิจใน Google ทำให้ข้อมูลไม่ตรงกันในหลายที่
- ตั้งระบบวัดผลอย่างดีแต่ไม่เคยเปิดดู สุดท้ายก็ยังตัดสินใจด้วยความรู้สึกเหมือนเดิม
- บันทึกที่มาเฉพาะลูกค้าที่ปิดการขายได้ ทำให้ไม่รู้เลยว่าช่องทางไหนพาคนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายเข้ามาเยอะ
- คาดหวังความแม่นยำระดับรายบุคคล แล้วเลิกทำทั้งระบบเพราะทำไม่ได้ ทั้งที่ตัวเลขคร่าว ๆ ก็พอตัดสินใจได้แล้ว
NOAH เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ตรงไหน
ต้องบอกตามตรงว่า NOAH ไม่ได้เป็นระบบติดตามสายโทรเข้า ไม่ได้เชื่อมกับบัญชี LINE ของธุรกิจ และไม่ได้เก็บข้อมูลลูกค้าของคุณ งานวัดลีดสองช่องทางนี้ต้องทำด้วยเครื่องมือฝั่งธุรกิจเองตามที่อธิบายไว้ข้างบน
ส่วนที่ NOAH ช่วยได้คือฝั่งต้นทาง ตั้งแต่หาคีย์เวิร์ดพร้อมปริมาณการค้นหา วิเคราะห์ช่องว่างเนื้อหาเทียบคู่แข่ง วางแผนคอนเทนต์ทั้งโปรเจกต์ เขียนบทความภาษาไทยตามแนวทางของแบรนด์ และเชื่อมข้อมูลจาก Google Search Console เข้ามาดู เมื่อคุณรู้จากตารางบันทึกว่าลีดมักมาจากหน้าไหน ก็เอาข้อมูลนั้นมาเลือกหัวข้อถัดไปให้ตรงกับสิ่งที่พาลูกค้าเข้ามาจริง
คำถามที่พบบ่อย
ร้านไม่มีเว็บของตัวเอง ใช้แต่เพจกับ LINE วัดแบบนี้ได้ไหม+
วิธีถามลูกค้าและบันทึกลงตารางใช้ได้เต็มที่ ส่วนวิธีที่ต้องอาศัยหน้าเว็บจะใช้ไม่ได้ ถ้าลูกค้าส่วนใหญ่เจอร้านจากแผนที่ ให้ดูสถิติในโปรไฟล์ธุรกิจแทน ซึ่งบอกจำนวนการกดโทรและกดขอเส้นทางได้ในระดับหนึ่ง
ควรวัดกี่เดือนถึงจะเชื่อตัวเลขได้+
อย่างน้อยสามเดือนที่บันทึกอย่างสม่ำเสมอ เดือนแรกมักได้ข้อมูลไม่ครบเพราะทีมยังไม่ชิน เดือนที่สองจะเริ่มนิ่ง และเดือนที่สามถึงจะเห็นรูปแบบที่เอาไปตัดสินใจได้ ถ้าเก็บได้ไม่ถึงครึ่งของจำนวนสายจริง ให้แก้เรื่องความสม่ำเสมอก่อน
ลูกค้าตอบว่าเห็นจากเฟซบุ๊ก ทั้งที่มาจากการค้นหา จะรู้ได้อย่างไร+
เกิดขึ้นบ่อยเพราะลูกค้าจำสลับกัน วิธีลดปัญหาคือถามต่ออีกคำถามว่าตอนนั้นกำลังหาอะไรอยู่ ถ้าเล่าเป็นคำค้นหรืออาการของปัญหา มักมาจากการค้นหา ถ้าเล่าว่าเลื่อนเจอโพสต์ ก็มาจากโซเชียลจริง
มีหลายคนช่วยกันตอบแชท จะบันทึกให้ตรงกันอย่างไร+
ใช้ตารางกลางตารางเดียวและกำหนดตัวเลือกที่บันทึกได้ไว้ล่วงหน้า อย่าให้แต่ละคนพิมพ์คำอิสระ เพราะจะกลายเป็นคำว่า กูเกิล, Google, ค้นหา ปนกันจนรวมยอดไม่ได้ และควรมีคนหนึ่งคนรับผิดชอบตรวจความครบถ้วนทุกสัปดาห์
ถ้าลูกค้าโทรมาหลังจากค้นเจอเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ยังนับเป็นผลของ SEO ไหม+
นับได้ ถ้าคำตอบของลูกค้าบอกว่าค้นเจอ เพียงแต่ต้องเข้าใจว่าเดือนที่ปิดการขายกับเดือนที่เกิดการค้นหาอาจคนละเดือนกัน จึงไม่ควรเทียบยอดลีดกับงานที่ทำในเดือนเดียวกันแบบตรงตัว ให้ดูแนวโน้มหลายเดือนแทน
จำเป็นต้องซื้อเครื่องมือติดตามสายโทรเข้าไหม+
ส่วนใหญ่ยังไม่จำเป็น ให้เริ่มจากการถามลูกค้าและนับการกดปุ่มก่อน ถ้าทำครบสามเดือนแล้วพบว่าสายโทรเข้าเป็นช่องทางหลักจริง และมูลค่าต่อสายสูงพอที่ความแม่นยำเพิ่มขึ้นจะคุ้มค่าเครื่องมือ ค่อยพิจารณาทีหลัง
สรุป
ลีดจากโทรศัพท์และ LINE ไม่ได้หายไปไหน มันแค่เกิดในที่ที่ระบบวัดผลบนเว็บมองไม่เห็น ทางแก้ไม่ได้เริ่มที่เครื่องมือแพง ๆ แต่เริ่มที่การถามลูกค้าทุกรายว่ารู้จักจากไหนแล้วบันทึกไว้ให้เป็นระบบ จากนั้นค่อยเพิ่มลิงก์ LINE แยกตามหน้า และนับการกดปุ่มติดต่อเพื่อดูว่าเนื้อหาหน้าไหนพาคนมาติดต่อ เมื่อครบสามเดือน คุณจะมีข้อมูลมากพอที่จะตัดสินใจได้ว่าควรลงแรงกับเรื่องไหนต่อ โดยไม่ต้องเดาอีก
รู้แล้วว่าลูกค้ามาจากหน้าไหน ถึงเวลาทำหน้าแบบนั้นเพิ่ม
NOAH ช่วยหาคีย์เวิร์ดที่คนไทยค้นจริง วางแผนคอนเทนต์ทั้งโปรเจกต์ และเขียนบทความภาษาไทยพร้อมส่งขึ้นเว็บ ให้เนื้อหาที่สร้างลีดได้ถูกทำต่ออย่างเป็นระบบ
เริ่มฟรี 3 บทความ