SEO รูปภาพสินค้า: ตั้งชื่อไฟล์ ใส่ alt และบีบอัดภาพให้ร้านโหลดไว
วิธีทำ SEO รูปภาพสินค้าให้ร้านโหลดไว ตั้งชื่อไฟล์ เขียน alt ให้บรรยายสินค้าจริง เลือกฟอร์แมตและขนาดภาพ พร้อมจุดที่ควรใช้ lazy loading และที่ไม่ควรใช้
ทีม NOAH · เผยแพร่ 10 กันยายน 2569 · อัปเดต 10 กันยายน 2569 · อ่าน 13 นาที

สรุปสั้น
- ✓รูปสินค้าเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้ร้านออนไลน์โหลดช้า เพราะไฟล์จากกล้องหรือมือถือมักใหญ่กว่าที่หน้าเว็บต้องใช้จริงหลายเท่า
- ✓ชื่อไฟล์ควรบอกว่ารูปนั้นคือสินค้าอะไร ไม่ใช่เลขรหัสจากกล้อง เพราะเป็นข้อมูลชิ้นหนึ่งที่ Google ใช้เดาเนื้อหาของภาพ
- ✓alt เขียนไว้บรรยายสิ่งที่อยู่ในรูปให้คนที่มองไม่เห็นภาพเข้าใจ ไม่ใช่ช่องสำหรับยัดคีย์เวิร์ดซ้ำทุกภาพ
- ✓รูปแรกที่เห็นบนจอห้ามใส่ lazy loading เพราะจะทำให้ภาพหลักของหน้าโหลดช้าลงแทนที่จะเร็วขึ้น
- ✓Google Images พาคนเข้าร้านได้จริงในสินค้าที่คนตัดสินใจจากหน้าตา แต่จะได้ผลก็ต่อเมื่อภาพอยู่ในหน้าที่มีเนื้อหาอธิบายสินค้าประกอบ
ร้านออนไลน์ที่บ่นว่าเว็บช้า ส่วนใหญ่ไม่ได้ช้าเพราะโฮสต์หรือธีม แต่ช้าเพราะรูปสินค้า เจ้าของร้านถ่ายรูปสวย ๆ มาสามสิบรูป แล้วอัปโหลดไฟล์จากกล้องขึ้นเว็บตรง ๆ ทั้งชุด ผลคือหน้าสินค้าหน้าเดียวต้องโหลดไฟล์รวมกันหลายสิบเมกะไบต์ ลูกค้าที่เปิดผ่านมือถือด้วยเน็ตธรรมดาก็ปิดหนีไปก่อนที่ภาพแรกจะขึ้นครบ
บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่วิธีตั้งชื่อไฟล์ เขียน alt ที่ใช้ได้จริง เลือกฟอร์แมตและขนาดภาพให้เหมาะกับแต่ละหน้า วางจุดที่ควรและไม่ควรใช้ lazy loading ไปจนถึงว่าควรมีภาพกี่แบบต่อสินค้าหนึ่งชิ้น อ่านภาพรวมงาน SEO ของร้านค้าออนไลน์ได้ที่ SEO เว็บขายของสำหรับ SME
SEO รูปภาพสินค้าคือการทำอะไรบ้าง
ทำ SEO รูปภาพสินค้าอย่างไร
SEO รูปภาพสินค้าคือการจัดการรูปในหน้าสินค้าให้ทั้งคนและ Google เข้าใจ พร้อมกับไม่ถ่วงความเร็วเว็บ ประกอบด้วยสี่งานหลักคือ ตั้งชื่อไฟล์ให้บอกว่าเป็นสินค้าอะไร เขียน alt บรรยายสิ่งที่อยู่ในภาพจริง ย่อและบีบอัดไฟล์ให้เหลือขนาดที่หน้าเว็บใช้จริง และเลือกว่าภาพไหนควรโหลดทันทีภาพไหนค่อยโหลดตอนเลื่อนถึง งานทั้งสี่อย่างนี้ทำครั้งเดียวตอนอัปโหลด ไม่ต้องกลับมาแก้บ่อย
ข้อดีของงานกลุ่มนี้คือเป็นงานที่วัดผลได้เร็วกว่างาน SEO อย่างอื่น เพราะความเร็วหน้าเว็บเห็นผลทันทีที่แก้เสร็จ ไม่ต้องรอ Google ประเมินเนื้อหาใหม่เป็นเดือน
ทำไมภาพสินค้าถึงเป็นตัวถ่วงความเร็วอันดับหนึ่ง
กล้องมือถือรุ่นใหม่ถ่ายภาพออกมาที่ความละเอียดสูงมาก เพราะออกแบบมาให้เอาไปพิมพ์หรือครอปได้ แต่ช่องแสดงรูปสินค้าบนหน้าเว็บส่วนใหญ่กว้างไม่เกินหนึ่งพันพิกเซล การอัปโหลดไฟล์เต็มความละเอียดขึ้นไปจึงเท่ากับบังคับให้ลูกค้าโหลดข้อมูลที่ไม่ได้ถูกใช้เลย เบราว์เซอร์ต้องดาวน์โหลดทั้งไฟล์ก่อนแล้วค่อยย่อลงมาแสดง
- หน้าสินค้าหนึ่งหน้ามักมีรูปหลายรูปทั้งภาพหลัก ภาพย่อย และรูปสินค้าที่เกี่ยวข้องด้านล่าง รวมกันแล้วเป็นน้ำหนักก้อนใหญ่ที่สุดของหน้า
- หน้าหมวดหมู่หนักกว่าอีก เพราะแสดงรูปสินค้าหลายสิบรายการพร้อมกันในหน้าเดียว
- ภาพที่ใหญ่เกินจำเป็นทำให้ภาพหลักของหน้าปรากฏช้า ซึ่งกระทบตัวชี้วัดความเร็วโดยตรง อ่านเรื่องนี้เพิ่มได้ที่ LCP คืออะไรและลดยังไง
- ลูกค้าที่เปิดผ่านมือถือด้วยสัญญาณไม่ดีจะเจอผลกระทบหนักที่สุด ซึ่งมักเป็นสัดส่วนใหญ่ของคนซื้อของออนไลน์
เช็กก่อนว่าภาพหนักจริงไหม
เปิดหน้าสินค้าของคุณด้วย PageSpeed Insights แล้วดูหัวข้อที่แนะนำเรื่องขนาดภาพ ถ้าเครื่องมือบอกว่าให้ปรับขนาดภาพให้เหมาะสมหรือใช้ฟอร์แมตยุคใหม่ แปลว่าภาพคือปัญหาหลักของหน้านั้นจริง วิธีอ่านผลอย่างละเอียดดูได้ที่ วิธีใช้ PageSpeed Insights
ตั้งชื่อไฟล์รูปให้บอกว่าเป็นสินค้าอะไร
ชื่อไฟล์เป็นข้อมูลชิ้นเล็ก ๆ ที่ Google ใช้ประกอบการเดาว่าภาพนั้นคืออะไร ไฟล์ชื่อ IMG_20260910_113245.jpg ไม่ได้บอกอะไรเลย ในขณะที่ชื่อที่บอกชนิดสินค้า รุ่น และมุมภาพ ช่วยได้ทั้ง Google และตัวคุณเองตอนต้องกลับมาหาไฟล์ในโฟลเดอร์อีกหกเดือนข้างหน้า
- ใช้ชื่อที่อ่านรู้เรื่อง คั่นคำด้วยขีดกลาง เช่น กระเป๋าผ้าแคนวาส-สีครีม-ด้านหน้า แทนรหัสจากกล้อง
- ถ้าเว็บหรือระบบร้านจัดการชื่อไฟล์ภาษาไทยได้ไม่ดี ให้ใช้อักษรอังกฤษแบบคำอ่านหรือคำแปลที่คงเส้นคงวาไปทั้งเว็บ อย่าสลับไปมา
- ใส่ตัวระบุมุมภาพต่อท้าย เช่น ด้านหน้า ด้านหลัง ภาพใช้งานจริง เพื่อให้ไฟล์ในชุดเดียวกันไม่ชนกัน
- อย่าใส่คีย์เวิร์ดยาวเป็นพรืดในชื่อไฟล์ ชื่อไฟล์มีน้ำหนักน้อยกว่าเนื้อหาในหน้ามาก การยัดคำจึงได้ผลเสียมากกว่าผลดี
- ตั้งกติกาชื่อไฟล์ให้ทีมใช้ร่วมกันตั้งแต่แรก เพราะการไปตามแก้ชื่อไฟล์ทีหลังต้องตามแก้ลิงก์ภาพด้วย

เขียน alt ให้บรรยายสินค้าจริง ไม่ใช่ช่องใส่คีย์เวิร์ด
alt คือข้อความบรรยายภาพที่จะถูกอ่านออกมาเมื่อผู้ใช้เปิดโปรแกรมอ่านหน้าจอ หรือถูกแสดงแทนภาพเมื่อภาพโหลดไม่ขึ้น เกณฑ์ตัดสินว่า alt ที่เขียนใช้ได้หรือไม่ง่ายมาก ให้ลองอ่านออกเสียงให้คนที่ไม่เห็นภาพฟัง ถ้าเขานึกภาพออกว่าเป็นสินค้าแบบไหน แสดงว่าเขียนถูกแล้ว
| ภาพในหน้าสินค้า | alt ที่ควรแก้ | alt ที่ใช้ได้ |
|---|---|---|
| ภาพหลักของกระเป๋าผ้า | กระเป๋าผ้า ราคาถูก ส่งฟรี ร้านดัง | กระเป๋าผ้าแคนวาสสีครีม มีหูหิ้วสองเส้นและกระเป๋าเล็กด้านหน้า |
| ภาพเทียบขนาดกับโน้ตบุ๊ก | กระเป๋าผ้า | กระเป๋าผ้าแคนวาสวางคู่กับโน้ตบุ๊กขนาดสิบสามนิ้วเพื่อเทียบขนาด |
| ภาพสีทั้งหมดในรุ่นเดียวกัน | กระเป๋าผ้า สีดำ สีครีม สีเทา สีน้ำตาล | กระเป๋าผ้ารุ่นเดียวกันสี่สีเรียงกัน ตั้งแต่สีครีมไปจนถึงสีดำ |
| ภาพโลโก้ร้านที่มุมหน้าเว็บ | ร้านขายกระเป๋าผ้าออนไลน์ที่ดีที่สุด | โลโก้ร้าน พร้อมชื่อร้านเป็นตัวอักษร |
| ภาพประดับพื้นหลังที่ไม่มีความหมาย | กระเป๋า สินค้า ร้านค้า | เว้น alt ให้ว่างไว้ เพราะเป็นภาพตกแต่งที่ไม่มีข้อมูลให้บรรยาย |
คีย์เวิร์ดจะปรากฏใน alt เองโดยธรรมชาติเมื่อคุณบรรยายสินค้าตามจริง เพราะชื่อสินค้าก็คือคำที่คนใช้ค้นหาอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องเลี่ยงคือการเอาคำค้นมาต่อกันเป็นพรืดโดยไม่เป็นประโยค หลักการเขียน alt แบบละเอียดอ่านเพิ่มได้ที่ Alt Text SEO เขียนคำบรรยายภาพยังไง
alt ซ้ำกันทุกภาพคือปัญหาที่พบบ่อยที่สุด
ร้านที่ตั้งค่าให้ระบบใส่ alt เป็นชื่อสินค้าอัตโนมัติจะได้ภาพสิบรูปที่มี alt เหมือนกันหมด ซึ่งไม่ช่วยอะไรเลยทั้งกับคนใช้โปรแกรมอ่านหน้าจอและกับ Google เพราะไม่มีทางรู้ว่ารูปไหนคือภาพหลัก รูปไหนคือภาพเทียบขนาด ให้ไล่แก้อย่างน้อยในสินค้าที่ขายดีก่อน
เลือกฟอร์แมตและขนาดภาพให้เหมาะกับแต่ละหน้า
หลักง่าย ๆ คือหน้าสินค้าต้องการภาพที่ชัดพอให้ซูมดูรายละเอียดได้ ส่วนหน้าหมวดหมู่ต้องการภาพเล็กที่โหลดเร็วเพราะแสดงพร้อมกันหลายรูป การใช้ไฟล์ชุดเดียวกันทั้งสองหน้าคือสาเหตุที่หน้าหมวดหมู่ของหลายร้านหนักโดยไม่จำเป็น
| ตำแหน่ง | แนวทางขนาด | ฟอร์แมตที่เหมาะ | เหตุผล |
|---|---|---|---|
| ภาพหลักหน้าสินค้า | กว้างประมาณเท่ากับช่องแสดงผลจริงบนจอใหญ่ ไม่ต้องเผื่อเกิน | WebP เป็นหลัก สำรองเป็น JPEG | ต้องคมพอให้ดูรายละเอียดสินค้าได้ แต่ไม่ต้องเท่าไฟล์ต้นฉบับจากกล้อง |
| ภาพย่อยในแกลเลอรีหน้าสินค้า | เล็กกว่าภาพหลักหลายเท่า เท่าที่กรอบภาพย่อยใช้จริง | WebP | เป็นภาพขนาดเล็กที่ผู้ใช้กดเลือกก่อนดูภาพใหญ่ ไม่ต้องความละเอียดสูง |
| ภาพสินค้าในหน้าหมวดหมู่ | ขนาดเท่ากรอบการ์ดสินค้า ไม่ใช้ไฟล์เดียวกับหน้าสินค้า | WebP | หน้าหมวดหมู่โหลดหลายสิบภาพพร้อมกัน ขนาดไฟล์จึงสำคัญกว่าความคมชัด |
| ภาพที่มีตัวอักษรหรือเส้นคม เช่น ตารางไซซ์ | ตามขนาดที่ใช้จริง | PNG หรือ WebP | ไฟล์แบบ JPEG จะทำให้ขอบตัวอักษรเบลอ อ่านตัวเลขไซซ์ยาก |
| ภาพซูมความละเอียดสูง | โหลดเฉพาะตอนผู้ใช้กดซูม ไม่โหลดพร้อมหน้า | WebP หรือ JPEG | เป็นไฟล์ใหญ่ที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้เปิดดู ไม่ควรถ่วงการโหลดหน้าตั้งแต่แรก |
ถ้าระบบร้านที่ใช้อยู่สร้างภาพหลายขนาดให้อัตโนมัติ ให้ตรวจสักครั้งว่ามันสร้างจริงและหน้าเว็บเรียกใช้ขนาดที่ถูกต้อง เพราะบางธีมสร้างไฟล์ย่อไว้ครบแต่ยังเรียกไฟล์ต้นฉบับมาแสดงอยู่ดี

lazy loading ใช้ตรงไหน และห้ามใช้ตรงไหน
lazy loading คือการสั่งให้เบราว์เซอร์ยังไม่ต้องโหลดภาพจนกว่าผู้ใช้จะเลื่อนลงมาใกล้ ๆ ภาพนั้น ช่วยได้มากกับหน้าที่มีภาพเยอะ แต่มีข้อยกเว้นสำคัญที่ร้านจำนวนมากพลาด นั่นคือภาพแรกที่ผู้ใช้เห็นทันทีเมื่อเปิดหน้า
- ภาพหลักของสินค้าที่อยู่บนสุดของหน้า ห้ามใส่ lazy loading เพราะเบราว์เซอร์จะเลื่อนคิวโหลดออกไป ทำให้ภาพหลักขึ้นช้ากว่าเดิม
- ภาพย่อยในแกลเลอรีที่ต้องเลื่อนหรือกดถึงจะเห็น ใส่ lazy loading ได้เต็มที่
- รูปสินค้าที่เกี่ยวข้องหรือรูปรีวิวท้ายหน้า ใส่ lazy loading ทุกภาพ
- ในหน้าหมวดหมู่ ให้แถวแรกที่เห็นบนจอโหลดปกติ ส่วนแถวถัด ๆ ไปใช้ lazy loading
- ทุกภาพควรระบุความกว้างและความสูงไว้เสมอ เพื่อไม่ให้หน้าเว็บกระโดดตอนภาพโหลดเสร็จ ซึ่งเป็นอีกตัวชี้วัดที่ Google ดู อ่านเพิ่มที่ Core Web Vitals วัดอะไรบ้าง
อย่าเปิด lazy loading ทั้งเว็บด้วยปลั๊กอินเดียวแล้วจบ
ปลั๊กอินหลายตัวเปิด lazy loading ให้ทุกภาพรวมถึงภาพแรกบนจอด้วย ผลคือคะแนนความเร็วแย่ลงทั้งที่ตั้งใจแก้ให้ดีขึ้น หลังเปิดใช้ทุกครั้งให้กลับไปวัดหน้าสินค้าซ้ำ ถ้าตัวเลขแย่ลงให้ยกเว้นภาพหลักออกจากการทำ lazy loading
สินค้าหนึ่งชิ้นควรมีภาพอะไรบ้าง
คำถามที่ตามมาหลังจัดการเรื่องเทคนิคเสร็จคือควรถ่ายภาพกี่รูป คำตอบไม่ใช่ยิ่งเยอะยิ่งดี แต่คือครบตามคำถามที่ลูกค้ามักถามก่อนซื้อ ชุดภาพต่อไปนี้ครอบคลุมสินค้าจับต้องได้เกือบทุกประเภท
- 1ภาพหลักบนพื้นหลังเรียบ เห็นสินค้าเต็มตัวชัดเจน ใช้เป็นภาพที่แสดงในหน้าหมวดหมู่ด้วย
- 2ภาพมุมอื่นอย่างน้อยสองมุม เช่น ด้านหลังและด้านข้าง สำหรับสินค้าที่รูปทรงมีผลกับการตัดสินใจ
- 3ภาพเทียบขนาดกับของที่คนคุ้นเคย เพราะคำถามเรื่องขนาดเป็นคำถามที่เข้ามาทางแชทมากที่สุด
- 4ภาพใช้งานจริงที่มีคนหรือสถานที่ประกอบ เพื่อให้เห็นว่าสินค้าอยู่ในชีวิตจริงแล้วเป็นอย่างไร
- 5ภาพระยะใกล้ของจุดที่คนกังวล เช่น รอยเย็บ วัสดุ ขั้วต่อ หรือปุ่มควบคุม
- 6ภาพสิ่งที่ได้รับในกล่อง เพื่อลดคำถามซ้ำและลดการเปลี่ยนคืนจากความเข้าใจผิด
ภาพชุดนี้ยังช่วยงานเขียนคำอธิบายสินค้าด้วย เพราะแต่ละภาพคือหนึ่งคำถามที่ต้องตอบเป็นข้อความในหน้าเดียวกัน อ่านวิธีเขียนต่อได้ที่ เขียนรายละเอียดสินค้าให้ติดอันดับ

Google Images พาลูกค้าเข้าร้านได้อย่างไร
สำหรับสินค้าที่คนตัดสินใจจากหน้าตา เช่น เสื้อผ้า ของแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ หรือของทำมือ คนจำนวนไม่น้อยค้นหาด้วยการดูรูปก่อนแล้วค่อยกดเข้าเว็บ Google Images จึงเป็นช่องทางที่พาคนเข้าร้านได้จริง แต่มันไม่ได้ทำงานจากตัวภาพอย่างเดียว
- ภาพที่จะถูกแสดงต้องอยู่ในหน้าที่มีเนื้อหาอธิบายสินค้าประกอบ ภาพที่ลอยอยู่ในหน้าเปล่า ๆ แทบไม่มีโอกาสถูกเลือก
- ข้อความรอบภาพ ทั้งหัวข้อ คำบรรยายใต้ภาพ และย่อหน้าที่อยู่ติดกัน มีผลกับการที่ Google เข้าใจว่าภาพนี้คืออะไร
- ภาพต้องเข้าถึงได้ ไม่ถูกบล็อกโดยไฟล์ robots.txt และไม่ได้ซ่อนไว้หลังสคริปต์ที่ต้องกดก่อนถึงจะโหลด
- ใส่ภาพไว้ใน sitemap ของเว็บถ้าระบบรองรับ จะช่วยให้ Google เจอภาพครบเร็วขึ้น
- อย่าคาดหวังยอดขายตรงจาก Google Images คนที่มาทางนี้มักยังอยู่ในขั้นหาแรงบันดาลใจ หน้าที่รับเขาคือหน้าที่มีข้อมูลครบพอให้อยากดูต่อ
ถ้าอยากเข้าใจภาพรวมว่า Google อ่านสื่อในหน้าเว็บอย่างไรทั้งภาพและวิดีโอ อ่านต่อได้ที่ Image SEO และ Video SEO
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
ข้อผิดพลาดเรื่องภาพสินค้าส่วนใหญ่เกิดจากขั้นตอนการทำงานที่ไม่ได้ตั้งไว้ ไม่ใช่จากความไม่รู้ พอมีสินค้าเข้าเยอะ ๆ ทีมก็จะกลับไปทำแบบเร็วที่สุดเสมอ
- อัปโหลดไฟล์จากกล้องหรือมือถือขึ้นเว็บตรง ๆ โดยไม่ย่อ ทำให้หน้าสินค้าหนักกว่าที่ควรหลายเท่า
- ใส่ alt เหมือนกันทุกภาพในสินค้าเดียวกัน ซึ่งไม่ต่างจากไม่ได้ใส่เลย
- ยัดคีย์เวิร์ดลง alt เป็นพรืดจนอ่านไม่เป็นประโยค ทำให้คนที่ใช้โปรแกรมอ่านหน้าจอฟังแล้วไม่เข้าใจ
- ใส่ข้อความสำคัญ เช่น ราคา เงื่อนไขโปรโมชัน หรือสเปกสินค้า ลงไปในตัวภาพอย่างเดียว ข้อความในภาพไม่ใช่ข้อความที่ Google อ่านได้เหมือนข้อความในหน้า และคนที่ใช้โปรแกรมอ่านหน้าจอก็ไม่ได้ยิน
- ใช้ไฟล์ภาพชุดเดียวกันทั้งหน้าสินค้าและหน้าหมวดหมู่ ทำให้หน้าหมวดหมู่โหลดภาพความละเอียดสูงหลายสิบไฟล์พร้อมกัน
- เปิด lazy loading ให้ภาพแรกที่เห็นบนจอ ทำให้ภาพหลักขึ้นช้าลงแทนที่จะเร็วขึ้น
- ไม่ระบุความกว้างและความสูงของภาพ ทำให้เนื้อหากระโดดตอนภาพโหลดเสร็จ ลูกค้ากดผิดปุ่มบ่อยบนมือถือ
คำถามที่พบบ่อย
ควรใส่ลายน้ำชื่อร้านบนภาพสินค้าไหม+
ใส่ได้ถ้ากังวลเรื่องคนก็อปภาพไปใช้ แต่ให้ใส่ขนาดเล็กที่มุมภาพและอย่าให้บังตัวสินค้า เพราะลายน้ำที่ใหญ่จนบดบังรายละเอียดทำให้ลูกค้าดูสินค้าไม่ชัดและมักลดโอกาสที่ภาพจะถูกเลือกแสดง
ใช้ภาพจากผู้ผลิตหรือจากซัพพลายเออร์ได้ไหม+
ใช้ได้ถ้าได้รับอนุญาต แต่ภาพชุดเดียวกันจะถูกใช้โดยร้านอื่นที่ขายสินค้าเดียวกันด้วย จึงไม่ได้ช่วยให้ร้านคุณต่าง ทางที่ดีคือใช้ภาพจากผู้ผลิตเป็นภาพประกอบ แล้วเพิ่มภาพที่ถ่ายเองอย่างน้อยหนึ่งถึงสองรูป เช่น ภาพใช้งานจริงหรือภาพเทียบขนาด
ควรใช้เครื่องมือบีบอัดภาพแบบไหน+
ใช้แบบไหนก็ได้ที่ทีมทำตามได้จริงทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ในตัวระบบร้าน ปลั๊กอิน หรือเครื่องมือย่อภาพก่อนอัปโหลด สิ่งที่สำคัญกว่าการเลือกเครื่องมือคือการมีขั้นตอนบังคับว่าภาพต้องผ่านการย่อก่อนขึ้นเว็บเสมอ
แก้ชื่อไฟล์ภาพของสินค้าเก่าที่ขึ้นเว็บไปแล้วดีไหม+
โดยทั่วไปไม่คุ้ม เพราะการเปลี่ยนชื่อไฟล์เท่ากับเปลี่ยน URL ของภาพ ต้องตามแก้ลิงก์และอาจทำให้ภาพหายจากผลการค้นหาชั่วคราว ให้ใช้กติกาใหม่กับภาพที่อัปโหลดตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แล้วแก้ย้อนหลังเฉพาะสินค้าที่สำคัญจริง ๆ
ภาพเคลื่อนไหวหรือวิดีโอสั้นในหน้าสินค้าช่วยเรื่อง SEO ไหม+
ช่วยทางอ้อมตรงที่ลูกค้าเข้าใจสินค้ามากขึ้นและตัดสินใจง่ายขึ้น แต่ไฟล์วิดีโอหนักกว่าภาพนิ่งมาก ให้ตั้งค่าไม่ให้เล่นอัตโนมัติพร้อมโหลดหน้า และวางไว้ใต้ภาพหลัก ไม่ใช่แทนที่ภาพหลัก
ต้องทำภาพให้ครบทุกสินค้าก่อนถึงจะเห็นผลไหม+
ไม่ต้อง ให้เริ่มจากสินค้าที่ขายดีที่สุดและหน้าหมวดหมู่ที่มีคนเข้ามากที่สุดก่อน เพราะผลด้านความเร็วจะเห็นชัดที่สุดในหน้าที่มีคนเข้าจริง แล้วค่อยทยอยทำสินค้าที่เหลือเป็นรอบ ๆ
สรุป
SEO รูปภาพสินค้าเป็นงานที่ทำครั้งเดียวตอนอัปโหลดแล้วได้ผลยาว ตั้งชื่อไฟล์ให้บอกว่าเป็นสินค้าอะไร เขียน alt บรรยายภาพจริงแทนการยัดคีย์เวิร์ด แยกขนาดภาพระหว่างหน้าสินค้ากับหน้าหมวดหมู่ ใส่ lazy loading กับทุกภาพยกเว้นภาพแรกที่เห็นบนจอ และถ่ายภาพให้ครบตามคำถามที่ลูกค้าถามบ่อย ถ้าร้านของคุณมีสินค้าหลายสีหลายไซซ์ ให้อ่านต่อเรื่อง จัดหน้าตัวเลือกสินค้า เพราะภาพแต่ละตัวเลือกเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจว่าจะแยกหน้าหรือไม่โดยตรง
จัดการเนื้อหาหน้าสินค้าให้ครบทั้งข้อความและโครงสร้าง
NOAH ช่วยหาคีย์เวิร์ดพร้อม search volume วางแผนหัวข้อ และเขียนเนื้อหาภาษาไทยพร้อม schema ส่วนการย่อภาพและตั้งค่า lazy loading ยังเป็นงานที่ต้องทำในระบบร้านของคุณเอง
เริ่มฟรี 3 บทความ