เครื่องมือ

เครื่องมือ SEO ที่ทีมไทยควรใช้ปี 2026 — เลือกอย่างไรไม่ให้จ่ายซ้ำซ้อน

เปรียบเทียบเครื่องมือ SEO ทั้ง 6 กลุ่ม พร้อมงบต่อเดือนจริง ชุดเครื่องมือขั้นต่ำสำหรับทีมไทย และวิธีตัดตัวที่จ่ายซ้ำซ้อนออก

ทีม NOAH · เผยแพร่ 2 กันยายน 2569 · อัปเดต 2 กันยายน 2569 · อ่าน 11 นาที

โต๊ะทำงานเขียนคอนเทนต์พร้อมสมุดและปากกา

สรุปสั้น

  • เครื่องมือ SEO แบ่งได้ 6 กลุ่มงาน ทีมส่วนใหญ่จ่ายซ้ำเพราะซื้อหลายตัวที่ทำงานกลุ่มเดียวกัน
  • ชุดขั้นต่ำที่ทำงานได้จริงมีแค่ 3 อย่าง: ข้อมูล search volume, เครื่องมือดูอันดับ และที่เก็บ/ผลิตเนื้อหา
  • Google Search Console กับ Google Analytics ฟรีและแม่นกว่าเครื่องมือเสียเงินในเรื่องข้อมูลเว็บตัวเอง — ห้ามข้าม
  • ข้อมูล search volume ภาษาไทยจากเครื่องมือต่างประเทศมักต่ำกว่าความจริง ต้องเทียบกับ Keyword Planner เสมอ
  • ถ้ามีเครื่องมือสองตัวขึ้นไปที่ทำงานกลุ่มเดียวกัน แปลว่าจ่ายซ้ำ ตัดออกได้ทันที

คำถามที่เจอบ่อยที่สุดจากทีมการตลาดไทยไม่ใช่ “เครื่องมือ SEO ตัวไหนดีที่สุด” แต่เป็น “ทำไมจ่ายไปเดือนละหมื่นกว่าแล้วงานยังช้าเท่าเดิม” คำตอบมักจะเหมือนกันคือ ซื้อเครื่องมือหลายตัวที่ทำงานกลุ่มเดียวกัน แล้วยังขาดตัวที่ทำงานกลุ่มที่จำเป็นจริง ๆ อยู่

บทความนี้ไม่ได้ไล่รีวิวเครื่องมือทีละตัว เพราะรายชื่อเปลี่ยนทุกปีและราคาเปลี่ยนทุกไตรมาส สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือ “กลุ่มงาน” ที่ต้องมีคนทำ ถ้าคุณเข้าใจ 6 กลุ่มนี้ คุณจะเลือกเครื่องมือเองได้ตลอดไป และจะรู้ทันทีว่าตัวไหนในบิลของคุณกำลังจ่ายซ้ำ

เครื่องมือ SEO คืออะไร และแบ่งเป็นกี่กลุ่ม

เครื่องมือ SEO คืออะไร

เครื่องมือ SEO คือซอฟต์แวร์ที่ช่วยเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google — ตั้งแต่ปริมาณการค้นหาของคีย์เวิร์ด อันดับปัจจุบัน ปัญหาทางเทคนิคของเว็บ ไปจนถึงเนื้อหาที่คู่แข่งมีแต่เรายังไม่มี โดยแบ่งตามงานได้ 6 กลุ่ม: ข้อมูลคีย์เวิร์ด, ติดตามอันดับ, ตรวจสุขภาพเว็บ, วิเคราะห์คู่แข่ง, ผลิตเนื้อหา และรายงานผล

หลายทีมเข้าใจว่าเครื่องมือ SEO คือของชิ้นเดียวจบ ความจริงคือมันคือชุดข้อมูล 6 ชุดที่ต้องมาบรรจบกัน ผู้ขายรายใหญ่พยายามขายรวมเป็นก้อนเดียว ส่วนผู้ขายรายเล็กเก่งเฉพาะกลุ่ม การเลือกจึงเป็นเรื่องของ “เราขาดกลุ่มไหน” ไม่ใช่ “ตัวไหนดัง” ดูภาพรวมเครื่องมือ SEO ทุกกลุ่มที่เราแนะนำ ได้ถ้าอยากเริ่มจากรายชื่อ ไม่ใช่แค่หลักการ

กลุ่มงานต้องได้อะไรไม่มีแล้วเกิดอะไรขึ้น
ข้อมูลคีย์เวิร์ดsearch volume, ความยาก, ความตั้งใจของผู้ค้นหาเขียนบทความที่ไม่มีคนค้นหา เสียแรงทั้งเดือน
ติดตามอันดับอันดับรายคีย์เวิร์ด แยกมือถือ/เดสก์ท็อป และตามพื้นที่ไม่รู้ว่าที่ทำไปได้ผลไหม ตัดสินใจด้วยความรู้สึก
สุขภาพเว็บ (technical)หน้าที่โหลดช้า ลิงก์เสีย หน้าซ้ำ index ไม่ขึ้นเขียนดีแค่ไหนก็ไม่ขึ้น เพราะ Google เข้าไม่ถึง
วิเคราะห์คู่แข่งคู่แข่งติดคีย์เวิร์ดอะไร หน้าไหนทำเงินให้เขาทำตามความเชื่อ ไม่รู้ว่าตลาดจริงต้องการอะไร
ผลิตเนื้อหาโครงเรื่อง การเขียน การใส่ schema การส่งขึ้นเว็บคอขวดอยู่ที่คน งานค้างเป็นเดือน
รายงานผลtraffic, อันดับ, conversion สรุปให้ผู้บริหาร/ลูกค้าอ่านรู้เรื่องทำงานหนักแต่ถูกมองว่าไม่มีผลงาน
6 กลุ่มงานของเครื่องมือ SEO และสิ่งที่ต้องได้จากแต่ละกลุ่ม

กลุ่มที่ 1 ข้อมูลคีย์เวิร์ด — จุดที่ข้อมูลภาษาไทยเพี้ยนมากที่สุด

เครื่องมือต่างประเทศส่วนใหญ่ประเมิน search volume จาก clickstream คือข้อมูลพฤติกรรมการท่องเว็บที่ซื้อมาจาก extension และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ปัญหาคือขนาดตัวอย่างของผู้ใช้ไทยเล็กกว่าตลาดอังกฤษหลายสิบเท่า ตัวเลขที่ได้จึงมักต่ำกว่าความจริง และคีย์เวิร์ดไทยหางยาวจำนวนมากจะขึ้นว่า “0” ทั้งที่มีคนค้นหาจริงทุกวัน

อย่าตัดคีย์เวิร์ดทิ้งเพราะเห็นเลข 0

ก่อนตัดคีย์เวิร์ดภาษาไทยที่เครื่องมือรายงานว่า volume เป็นศูนย์ ให้เอาไปตรวจซ้ำใน Google Keyword Planner และดูว่า Google แนะนำคำค้นหาต่อท้าย (autocomplete) หรือไม่ ถ้ามี autocomplete แปลว่ามีคนพิมพ์คำนั้นจริง

แหล่งข้อมูลที่ใกล้ความจริงที่สุดสำหรับตลาดไทยยังคงเป็น Google Keyword Planner เพราะเป็นตัวเลขจาก Google เอง ข้อจำกัดคือถ้าบัญชีไม่ได้ยิงโฆษณาอยู่ Google จะแสดงเป็นช่วงกว้าง ๆ เช่น 1K–10K วิธีแก้ที่ทีมส่วนใหญ่ใช้คือเปิดแคมเปญเล็ก ๆ ไว้ให้บัญชีมีสถานะ active แล้วดึงตัวเลขแบบละเอียด หรือใช้ผู้ให้บริการข้อมูลอย่าง DataForSEO ที่ดึงจาก Keyword Planner API มาให้

  • ตรวจ volume จากอย่างน้อย 2 แหล่งเสมอ ถ้าต่างกันเกิน 3 เท่าให้เชื่อ Keyword Planner (อ่านเพิ่มที่ Search Volume คืออะไรและทำไมตัวเลขไทยมักคลาดเคลื่อน)
  • ดู intent จากหน้าผลการค้นหาจริง ไม่ใช่จากป้ายที่เครื่องมือแปะให้ — พิมพ์คีย์เวิร์ดแล้วดูว่า Google โชว์หน้าขายของ หน้าบทความ หรือหน้ารวมรายชื่อ
  • เก็บคีย์เวิร์ดที่ volume ต่ำแต่ใกล้การตัดสินใจซื้อไว้ก่อน เช่น “ราคา” “รีวิว” “ที่ไหนดี” คำพวกนี้ปิดการขายได้จริง
  • ระวังคีย์เวิร์ดกินกันเอง (keyword cannibalization) — สองบทความที่เล็งคำเดียวกันจะแย่งอันดับกันเอง

กลุ่มที่ 2 ติดตามอันดับ — เลือกให้ตรงกับวิธีที่ลูกค้าค้นจริง

อันดับที่คุณเห็นตอนเปิด Google บนคอมพิวเตอร์ตัวเองไม่ใช่อันดับจริงของตลาด เพราะผลการค้นหาถูกปรับตามประวัติการค้นหา ตำแหน่งที่ตั้ง และอุปกรณ์ เครื่องมือติดตามอันดับที่ใช้ได้ต้องระบุได้อย่างน้อยสามอย่าง: ประเทศ/จังหวัด, อุปกรณ์ และภาษาของผลการค้นหา

สำหรับธุรกิจไทยที่ขายเฉพาะพื้นที่ เช่น คลินิก ร้านอาหาร หรือบริการติดตั้งถึงบ้าน การติดตามอันดับระดับประเทศแทบไม่มีความหมาย ต้องดูระดับจังหวัดหรืออำเภอ และต้องดูควบคู่กับผลของ Google Maps ซึ่งเป็นคนละอันดับกัน

มือถือกระดาษกราฟและแท่งข้อมูลประกอบการวิเคราะห์อันดับเว็บไซต์

กลุ่มที่ 3 สุขภาพเว็บ — ของฟรีจาก Google ดีกว่าของเสียเงินหลายตัว

ในกลุ่มนี้ Google Search Console คือเครื่องมือที่ดีที่สุดและฟรี เพราะเป็นข้อมูลจาก Google ตรง ๆ ว่าเว็บของคุณถูก index กี่หน้า หน้าไหนมีปัญหา คีย์เวิร์ดไหนพาคนเข้ามา และมีอัตราการคลิกเท่าไร ไม่มีเครื่องมือเสียเงินตัวไหนให้ข้อมูลชุดนี้แม่นกว่า

สิ่งที่เครื่องมือเสียเงินทำได้ดีกว่าคือการไล่คลานทั้งเว็บเพื่อหาปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หน้าที่ลิงก์ไปหาไม่มีใครลิงก์กลับ ห่วงโซ่ redirect ที่ยาวเกินไป หรือ title ซ้ำกันหลายร้อยหน้า ถ้าเว็บคุณมีไม่เกิน 500 หน้า เครื่องมือ crawl แบบติดตั้งบนเครื่อง (desktop crawler) ที่คิดค่าใช้จ่ายเป็นรายปีก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องจ่ายรายเดือนให้ชุดใหญ่

ตั้งค่า Google Search Console ให้ใช้งานได้จริงใน 5 ขั้นตอน

  1. 1

    ยืนยันสิทธิ์แบบ Domain property

    เลือกแบบ Domain (ยืนยันผ่าน DNS) ไม่ใช่ URL prefix เพราะจะรวมข้อมูลทั้ง http/https และทุก subdomain ไว้ที่เดียว ไม่ต้องมาไล่เปรียบเทียบทีหลัง

  2. 2

    ส่ง sitemap.xml

    เข้าเมนู Sitemaps แล้วใส่ที่อยู่ sitemap ของเว็บ ถ้าเว็บสร้างด้วย Next.js หรือ WordPress ระบบมักสร้างให้อัตโนมัติที่ /sitemap.xml อยู่แล้ว ขั้นตอนละเอียดดูได้ที่ คู่มือตั้งค่า Google Search Console

  3. 3

    ตรวจรายงาน Pages ทุกสัปดาห์

    ดูหัวข้อ “ไม่ได้จัดทำดัชนี” ว่ามีหน้าสำคัญตกอยู่ในนั้นไหม สาเหตุที่พบบ่อยคือ noindex ค้างจากตอนทำเว็บ และ canonical ชี้ผิดหน้า

  4. 4

    เชื่อมกับ Google Analytics

    เชื่อมสองระบบเข้าด้วยกันเพื่อดูว่าคีย์เวิร์ดที่พาคนเข้ามา สุดท้ายเกิดการติดต่อหรือสั่งซื้อหรือไม่ ไม่ใช่ดูแค่จำนวนคลิก

  5. 5

    ตั้งการแจ้งเตือนอันดับตก

    ส่งออกข้อมูล Performance เป็นรายสัปดาห์แล้วเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า หน้าที่คลิกตกเกิน 30% ให้เข้าไปดูทันที มักเป็นสัญญาณว่ามีคู่แข่งเขียนทับหรือเนื้อหาเราเก่าเกินไป

กลุ่มที่ 4 วิเคราะห์คู่แข่ง — กลุ่มที่คุ้มค่าที่สุดแต่ถูกใช้น้อยที่สุด

การวิเคราะห์คู่แข่งที่มีประโยชน์ไม่ใช่การดูว่าเขามีลิงก์กี่เส้น แต่คือการหา “ช่องว่างเนื้อหา” — หัวข้อที่คู่แข่งอันดับ 1 ถึง 5 เขียนครบทุกเจ้า แต่เว็บเราไม่มีเลย ช่องว่างเหล่านี้คือรายการงานที่พร้อมลงมือทำทันที และเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการไล่ตามเว็บที่ทำ SEO มาก่อนเราหลายปี

วิธีทำด้วยมือคือเปิดหน้าผลการค้นหาของคีย์เวิร์ดหลัก เปิดเว็บอันดับ 1-5 แล้วลอกหัวข้อ H2 ทั้งหมดของทุกเจ้ามาวางเทียบกัน หัวข้อที่ปรากฏในสามเจ้าขึ้นไปคือหัวข้อที่ Google ถือว่าเป็นมาตรฐานของคำค้นนั้น ถ้าบทความเราไม่มี แปลว่าเราตอบไม่ครบ

ทำแบบอัตโนมัติได้

งานลอกหัวข้อเปรียบเทียบนี้เป็นงานที่เครื่องทำแทนได้ทั้งหมด ระบบ Competitor Gap ของ NOAH จะไล่อ่านหน้าอันดับ 1-5 ดึงโครงหัวข้อออกมาเทียบกับเว็บของคุณ แล้วเรียงลำดับว่าควรเขียนหัวข้อไหนก่อนจึงจะขยับอันดับได้เร็วที่สุด

กลุ่มที่ 5 ผลิตเนื้อหา — คอขวดตัวจริงของทุกทีม

ทีมส่วนใหญ่ลงทุนกับกลุ่มข้อมูลไปเยอะมาก จนได้รายการคีย์เวิร์ดยาวเป็นร้อยบรรทัด แล้วไปตายที่ขั้นตอนเขียน เพราะการเขียนบทความ SEO ภาษาไทยคุณภาพดีหนึ่งบทความใช้เวลา 4-8 ชั่วโมงต่อคน ถ้าเป้าหมายคือเดือนละ 20 บทความ แปลว่าต้องมีคนเขียนเต็มเวลา 1-2 คน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าค่าเครื่องมือทั้งหมดรวมกันหลายเท่า

นี่คือจุดที่ AI เปลี่ยนสมการจริง แต่ต้องเข้าใจให้ตรงว่า AI ที่ใช้ได้ผลไม่ใช่การพิมพ์สั่งว่า “เขียนบทความเรื่องนี้ 2000 คำ” แล้วเอาไปลงเลย ผลลัพธ์แบบนั้นอ่านรู้ทันทีว่าเป็นเครื่องเขียน และ Google ตัดสินจากคุณค่าที่ผู้อ่านได้รับ ไม่ใช่จากว่าใครเป็นคนพิมพ์ ขั้นตอนที่ใช้ได้ผลจริงเขียนไว้ละเอียดใน ใช้ AI เขียนบทความ SEO ภาษาไทยให้ติดอันดับจริง และถ้าอยากลองใช้เครื่องมือช่วยผลิตเนื้อหาแบบนี้ ดูที่ AI SEO Writer

  1. 1ป้อนข้อมูลจริงเข้าไปก่อนเขียน — โครงหัวข้อจากคู่แข่ง ราคาจริงของธุรกิจคุณ ข้อจำกัดจริงของบริการ ตัวเลขจากงานที่เคยทำ
  2. 2กำหนดโทนและคำต้องห้ามให้ชัด เช่น ห้ามใช้คำโฆษณาเกินจริง ห้ามอ้างตัวเลขที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง
  3. 3ให้ AI เขียนเป็นส่วน ๆ ตามหัวข้อ แทนที่จะสั่งเขียนทีเดียวจบ คุณภาพต่างกันชัดเจน
  4. 4ตรวจข้อเท็จจริงทุกตัวเลขและทุกชื่อเฉพาะด้วยคน ขั้นตอนนี้ข้ามไม่ได้
  5. 5เติมสิ่งที่ AI ไม่มีทางรู้ ได้แก่ ประสบการณ์ตรง ภาพจากงานจริง และความเห็นที่กล้าฟันธง

กลุ่มที่ 6 รายงานผล — ทำให้คนอื่นเห็นว่างานมีผล

SEO เป็นงานที่ผลลัพธ์มาช้าและมองไม่เห็นระหว่างทาง ทีมที่ถูกตัดงบมักไม่ใช่ทีมที่ทำงานแย่ แต่คือทีมที่รายงานไม่เป็น รายงานที่ผู้บริหารอ่านรู้เรื่องต้องตอบสามคำถามในหน้าเดียว: เดือนนี้คนเข้าเว็บจากการค้นหาเพิ่มหรือลด, คีย์เวิร์ดที่ทำเงินขยับไปทางไหน และเดือนหน้าจะทำอะไรต่อ (ตัวอย่างโครงหน้ารายงานดูได้ที่ ทำแดชบอร์ดรายงาน SEO ให้ผู้บริหารอ่านรู้เรื่อง)

รายงานที่มี 40 ตัวเลขแต่ไม่มีข้อสรุป มีค่าเท่ากับไม่มีรายงาน
หลักที่เราใช้ออกแบบหน้ารายงานของ NOAH

ชุดเครื่องมือขั้นต่ำและงบประมาณที่สมเหตุสมผล

ทำ SEO ต้องใช้เครื่องมืออะไรบ้างอย่างน้อยที่สุด

อย่างน้อยที่สุดต้องมีสามอย่าง: (1) Google Search Console และ Google Analytics ซึ่งฟรี สำหรับดูข้อมูลเว็บตัวเอง (2) แหล่งข้อมูล search volume ที่เชื่อถือได้อย่าง Google Keyword Planner หรือ DataForSEO (3) ระบบผลิตและติดตามเนื้อหา ซึ่งจะเป็นสเปรดชีตก็ได้ถ้าทีมเล็ก แต่จะกลายเป็นคอขวดทันทีเมื่อเกิน 10 บทความต่อเดือน

ขนาดทีมจำนวนเว็บที่ดูแลชุดเครื่องมือที่ควรมีสัญญาณว่าจ่ายเกิน
1-2 คน1 เว็บเครื่องมือฟรีของ Google ครบชุด บวกเครื่องมือผลิตเนื้อหาหนึ่งตัวจ่ายเครื่องมือรวมทุกอย่างแต่ใช้จริงแค่ไม่กี่ฟีเจอร์
3-10 คน3-15 เว็บเพิ่มแหล่งข้อมูลคีย์เวิร์ดแบบเสียเงินหนึ่งตัว และเครื่องมือ crawlมีเครื่องมือสองตัวขึ้นไปที่ทำงานกลุ่มเดียวกัน
มากกว่า 10 คน / เอเจนซี15 เว็บขึ้นไปเพิ่มระบบรายงานรวมและสิทธิ์ผู้ใช้หลายคนยังต้องส่งออกไฟล์ไปทำรายงานด้วยมือทุกเดือน
ชุดเครื่องมือที่ควรมีตามขนาดทีม

รายจ่ายที่ซ้ำซ้อนบ่อยที่สุดคือกลุ่มข้อมูลคีย์เวิร์ด เพราะเครื่องมือชุดใหญ่ทุกเจ้าขายฟีเจอร์นี้เหมือนกันหมด ทีมจึงมักมีสองถึงสามตัวที่ให้ตัวเลขชุดใกล้เคียงกันแต่จ่ายแยกกัน ขณะที่กลุ่มผลิตเนื้อหาซึ่งมักเป็นคอขวดจริงกลับไม่มีใครลงทุน ก่อนต่ออายุรอบถัดไป ให้เทียบรายการเครื่องมือของคุณกับ 6 กลุ่มงานด้านบนแล้วตัดตัวที่ซ้ำออก

คำถามที่พบบ่อย

เครื่องมือ SEO ฟรีพอไหมสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก+

พอสำหรับเว็บเดียวและเนื้อหาไม่เกิน 5 บทความต่อเดือน ใช้ Google Search Console, Google Analytics, Google Keyword Planner และ Google Trends ครอบคลุมงานได้เกินครึ่ง สิ่งที่ของฟรีไม่ให้คือข้อมูลของคู่แข่ง ซึ่งจะเริ่มจำเป็นเมื่อคุณแข่งในคีย์เวิร์ดที่มีเจ้าใหญ่อยู่แล้ว

ข้อมูล search volume ของแต่ละเครื่องมือทำไมไม่ตรงกัน+

เพราะวิธีเก็บต่างกัน Google Keyword Planner ใช้ข้อมูลการค้นหาจริงของ Google แต่ปัดเป็นช่วง ส่วนเครื่องมือของบริษัทอื่นประมาณจากกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้ที่ตัวเองเก็บได้ ในตลาดไทยกลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็ก ตัวเลขจึงเพี้ยนได้มาก ให้ใช้เป็นตัวเปรียบเทียบระหว่างคีย์เวิร์ด ไม่ใช่ตัวเลขสัมบูรณ์

ใช้ AI เขียนบทความ Google ลงโทษไหม+

ไม่ Google ประกาศชัดว่าตัดสินจากคุณภาพและประโยชน์ต่อผู้อ่าน ไม่ใช่จากวิธีผลิต สิ่งที่โดนลงโทษคือเนื้อหาที่ผลิตจำนวนมากโดยไม่มีคุณค่าเพิ่ม ซึ่งเกิดได้ทั้งจากคนและจาก AI ทางแก้คือป้อนข้อมูลจริงเข้าไปและให้คนตรวจข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่เสมอ

ควรเปลี่ยนเครื่องมือบ่อยแค่ไหน+

ทบทวนปีละครั้งก็พอ การย้ายเครื่องมือมีต้นทุนแฝงคือประวัติข้อมูลอันดับที่เก็บมาจะขาดช่วง ให้เปลี่ยนเมื่อมีเหตุผลชัดเจนอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น: ราคาขึ้นเกินคุณค่าที่ได้ ข้อมูลไทยไม่แม่นจนใช้ตัดสินใจไม่ได้ หรือมีตัวที่รวมงานหลายกลุ่มแล้วตัดค่าใช้จ่ายรวมลงได้

ทำ SEO เองกับจ้างเอเจนซี อย่างไหนคุ้มกว่า+

ขึ้นกับว่าคอขวดของคุณอยู่ตรงไหน ถ้าขาดความรู้ตอนเริ่มต้น การจ้างที่ปรึกษาช่วงสั้น ๆ เพื่อวางโครงคุ้มกว่า แต่ถ้าคอขวดคือกำลังผลิตเนื้อหา ให้เทียบค่าจ้างเอเจนซีรายเดือนกับต้นทุนเครื่องมือที่ทำให้ทีมเดิมผลิตได้มากขึ้น ในกรณีนี้เครื่องมือมักคุ้มกว่า เพราะความรู้และเนื้อหายังอยู่กับทีมคุณเมื่อสัญญาจบ

สรุป: เลือกจากช่องว่าง ไม่ใช่จากรายชื่อ

ก่อนซื้อเครื่องมือตัวถัดไป ให้เขียน 6 กลุ่มงานลงกระดาษ แล้วเติมชื่อเครื่องมือที่คุณมีอยู่ลงในแต่ละกลุ่ม กลุ่มไหนมีชื่อซ้ำกันสองตัวขึ้นไปคือรายจ่ายที่ตัดได้ทันที กลุ่มไหนว่างเปล่าคือช่องว่างที่ทำให้งานคุณช้าอยู่ตอนนี้ วิธีนี้ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง และมักตัดรายจ่ายซ้ำซ้อนได้ตั้งแต่รอบบิลถัดไป

อยากเห็นทั้ง 6 กลุ่มอยู่ในที่เดียว

NOAH รวม keyword research, competitor gap, AI เขียนบทความ, ส่งขึ้น WordPress และรายงานจาก Search Console ไว้ในบัญชีเดียว

สร้างบัญชี

อ่านต่อ

เครื่องมือ

Ahrefs alternatives มีอะไรบ้าง เลือกทางเลือกให้ตรงกับงานที่ต้องใช้จริง

รวมทางเลือกแทน Ahrefs แบ่งตามกลุ่มงาน ทั้งเครื่องมือวิเคราะห์ backlink คู่แข่ง และเครื่องมือฝั่งผลิตเนื้อหา พร้อมจุดที่แต่ละกลุ่มตอบโจทย์ต่างกัน

เครื่องมือ

Ahrefs รีวิว 2026 ฟีเจอร์หลัก วิธีใช้เบื้องต้น และโครงสร้างราคาที่ต้องเข้าใจก่อนสมัคร

รีวิว Ahrefs ครบทุกฟีเจอร์หลัก ตั้งแต่ Site Explorer, Keywords Explorer, Site Audit ไปจนถึงวิธีใช้เบื้องต้น และวิธีที่ Ahrefs คิดราคาตามแผนใช้งาน

เครื่องมือ

Ahrefs vs Semrush เปรียบเทียบฟีเจอร์ทีละจุดก่อนตัดสินใจเลือกใช้ตัวไหน

เทียบ Ahrefs vs Semrush ทีละฟีเจอร์ ตั้งแต่ backlink, keyword research, site audit ไปจนถึงจุดที่แต่ละตัวเน้นพัฒนา เพื่อช่วยเลือกให้ตรงกับงานของทีม