หน้าหมวดหมู่สินค้ามีแต่กริดรูป: เขียนคำอธิบายหมวดอย่างไรให้คนค้นเจอ
หน้าหมวดหมู่ที่มีแต่กริดสินค้ามักไม่ติดอันดับ บทความนี้สอนเขียนคำอธิบายหมวด วางข้อความตรงไหนของหน้า และเลือกว่าหมวดไหนควรลงแรงก่อน
ทีม NOAH · เผยแพร่ 18 กันยายน 2569 · อัปเดต 18 กันยายน 2569 · อ่าน 13 นาที

สรุปสั้น
- ✓หน้าหมวดหมู่คือหน้าที่คนค้นด้วยคำกว้างอย่างชื่อประเภทสินค้าจะเข้ามาเจอ แต่ร้านส่วนใหญ่ปล่อยให้มีแค่กริดรูปโดยไม่มีข้อความอธิบายเลย
- ✓คำอธิบายหมวดที่ได้ผลไม่ใช่ย่อหน้าโฆษณา แต่เป็นข้อความที่ช่วยคนเลือกได้จริง เช่น หมวดนี้เหมาะกับใคร แบ่งย่อยตามอะไร และควรดูอะไรก่อนตัดสินใจ
- ✓ตำแหน่งที่ควรวางข้อความคือย่อหน้าสั้นเหนือกริดสองถึงสามบรรทัด และเนื้อหาละเอียดไว้ใต้กริด เพื่อไม่ให้คนที่พร้อมซื้อต้องเลื่อนผ่านข้อความยาว
- ✓ไม่ต้องเขียนทุกหมวด ให้เรียงลำดับจากหมวดที่มีคนค้นด้วยคำกว้างจริง มีสินค้าพอให้เลือก และมีกำไรต่อชิ้นคุ้มกับการลงแรง
- ✓กับดักที่พบบ่อยคือปล่อยให้หน้าตัวกรองแตกเป็นหน้าใหม่นับพันหน้า และเขียนคำอธิบายซ้ำ ๆ ทุกหมวดโดยเปลี่ยนแค่ชื่อสินค้า
เปิดหน้าหมวด “กระเป๋าเดินทาง” ของร้านออนไลน์ทั่วไปแล้วจะเห็นเหมือนกันเกือบทุกร้าน คือมีชื่อหมวดตัวใหญ่หนึ่งบรรทัด แล้วต่อด้วยกริดรูปสินค้าสี่สิบชิ้นไปจนสุดหน้า ไม่มีข้อความอธิบายอะไรเลยสักบรรทัด พอเจ้าของร้านเปิด Search Console ดูก็พบว่าหน้าหมวดแทบไม่มีคนเข้าจากการค้นหาเลย ทั้งที่คำว่ากระเป๋าเดินทางเป็นคำที่คนค้นกันทุกวัน คนที่เข้ามาส่วนใหญ่มาจากหน้าสินค้าชิ้นเดี่ยว ๆ ที่หลุดเข้าไปบ้างเป็นครั้งคราว
บทความนี้จะลงรายละเอียดเฉพาะเรื่องข้อความบนหน้าหมวดหมู่ ว่าควรเขียนอะไร ยาวแค่ไหน วางไว้ตรงไหนของหน้าโดยไม่รบกวนคนที่พร้อมซื้อ และจะเลือกอย่างไรว่าหมวดไหนคุ้มที่จะลงแรงก่อน พร้อมกับดักเรื่องหน้าตัวกรองที่ทำให้ร้านมีหน้าเกินจำเป็นเป็นพันหน้า ถ้าอยากเห็นภาพรวมการจัดโครงสร้างร้านออนไลน์ทั้งระบบ อ่านคู่กับ คู่มือ SEO สำหรับร้านค้าออนไลน์ ได้
หน้าหมวดหมู่สินค้าควรมีข้อความอะไรบ้าง
หน้าหมวดหมู่สินค้าควรเขียนข้อความอะไรและยาวแค่ไหน
หน้าหมวดหมู่ควรมีข้อความสองก้อน ก้อนแรกวางเหนือกริดสินค้า ยาวสองถึงสามบรรทัด บอกว่าหมวดนี้มีอะไรบ้าง เหมาะกับใคร และร้านจัดส่งหรือรับประกันอย่างไร ก้อนที่สองวางใต้กริดสินค้า ยาวประมาณสามร้อยถึงหกร้อยคำ อธิบายวิธีเลือก ความต่างของแต่ละแบบย่อย และคำถามที่ลูกค้าถามบ่อยของหมวดนี้ หลักตัดสินคือทุกประโยคต้องช่วยให้คนเลือกสินค้าได้ง่ายขึ้น ถ้าเป็นคำโฆษณาที่ตัดออกแล้วไม่มีใครเสียอะไร ให้ตัดทิ้ง
เหตุผลที่หน้าหมวดสำคัญคือมันดักคำค้นคนละชั้นกับหน้าสินค้า คนที่พิมพ์ว่า “กระเป๋าเดินทางล้อลาก 20 นิ้ว” ยังไม่ได้เลือกยี่ห้อ เขาต้องการหน้าที่เอาตัวเลือกทั้งหมดมาวางให้ดูพร้อมกัน ส่วนคนที่พิมพ์ชื่อรุ่นเป๊ะ ๆ ต้องการหน้าสินค้าชิ้นนั้นโดยตรง ถ้าร้านมีแต่หน้าสินค้าที่ดี แต่หน้าหมวดว่างเปล่า เท่ากับทิ้งคำค้นกลุ่มแรกไปทั้งหมด ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่กว่าและเป็นจุดที่ลูกค้ากำลังเปรียบเทียบอยู่พอดี
ที่ต้องเน้นคือคำว่าช่วยให้เลือกได้ ไม่ใช่คำว่ามีข้อความ ร้านจำนวนมากแก้ปัญหานี้ด้วยการเอาย่อหน้าโฆษณามาแปะ เช่น เขียนว่าร้านเราคัดสรรกระเป๋าคุณภาพดีในราคาที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณ ซึ่งไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรกับคนอ่านเลย ข้อความแบบนี้มีหรือไม่มีก็ไม่ต่างกัน เพราะไม่ได้ตอบคำถามที่คนกำลังลังเลอยู่จริง
- ขอบเขตของหมวด — ในหมวดนี้มีอะไรบ้างและไม่มีอะไร เช่น หมวดกระเป๋าเดินทางรวมทั้งแบบล้อลากและแบบสะพาย แต่ไม่รวมกระเป๋าใส่โน้ตบุ๊ก
- วิธีแบ่งย่อย — หมวดนี้แบ่งตามอะไร เช่น ตามขนาดนิ้ว ตามวัสดุแข็งหรือผ้า ตามจำนวนวันเดินทาง พร้อมลิงก์ไปหมวดย่อยแต่ละอัน
- เกณฑ์ตัดสินใจ — สองถึงสี่ข้อที่คนซื้อมักลังเล เช่น ขนาดที่ขึ้นเครื่องได้ น้ำหนักตัวกระเป๋า ความต่างของล้อคู่กับล้อเดี่ยว
- เงื่อนไขของร้าน — จัดส่งกี่วัน รับประกันอย่างไร เปลี่ยนคืนได้ไหม เพราะเป็นคำถามที่คนถามก่อนกดซื้อทุกครั้ง
- คำถามที่ลูกค้าถามบ่อยของหมวดนี้ — สามถึงห้าข้อที่ทีมขายตอบซ้ำทุกสัปดาห์ เอามาวางไว้ให้คนอ่านหาเองได้
ทำไมหน้าที่มีแต่กริดสินค้าถึงไม่ค่อยติดอันดับ
หน้าที่มีแต่กริดรูปไม่ได้บอกอะไรกับระบบค้นหาเลยนอกจากชื่อสินค้าที่อยู่ใต้รูป และชื่อสินค้าเหล่านั้นก็มักเป็นชื่อรุ่นกับชื่อยี่ห้อ ไม่ใช่คำที่คนค้นด้วยเวลายังไม่รู้จะเลือกอะไร ผลคือหน้าหมวดกลายเป็นหน้าที่ไม่มีเนื้อหาเป็นของตัวเอง ทั้งที่มันควรเป็นหน้าที่แรงที่สุดหน้าหนึ่งของร้าน
อีกด้านหนึ่งคือด้านคนอ่าน ลองนึกถึงลูกค้าที่กำลังจะไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกแล้วค้นหากระเป๋าเดินทาง เขาเปิดเจอหน้าที่มีกระเป๋าสี่สิบใบเรียงกัน ทุกใบหน้าตาคล้ายกัน ราคาไล่กันไม่ห่าง เขาไม่รู้ว่าควรเลือกยี่สิบนิ้วหรือยี่สิบสี่นิ้ว ไม่รู้ว่าแบบแข็งกับแบบผ้าต่างกันตรงไหน สุดท้ายก็ปิดหน้าไปหาที่อื่นที่อธิบายให้ฟัง ซึ่งอาจเป็นเว็บรีวิวหรือร้านคู่แข่งที่ลงทุนเขียนไว้
| มุมที่ดู | หน้าหมวดที่มีแต่กริด | หน้าหมวดที่มีเนื้อหาช่วยเลือก |
|---|---|---|
| คำค้นที่มีโอกาสติด | แทบมีแค่ชื่อหมวดตรงตัวคำเดียว | ชื่อหมวด คำขยายอย่างขนาดและวัสดุ และคำถามวิธีเลือก |
| คนอ่านที่ยังไม่ตัดสินใจ | ต้องเปิดสินค้าทีละชิ้นเพื่อเทียบเอง | อ่านเกณฑ์เลือกจบแล้วกดเข้าสินค้าที่ตรงกับตัวเองเลย |
| ลิงก์ไปหมวดย่อย | มักมีแค่เมนูด้านข้างที่คนมือถือไม่เห็น | มีลิงก์ในข้อความที่พาไปหมวดย่อยและหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง |
| เวลาที่ทีมขายต้องตอบซ้ำ | ลูกค้าทักมาถามคำถามเดิมทุกวัน | คำถามที่ตอบบ่อยอยู่บนหน้าแล้ว ลูกค้าอ่านเองได้ |
| เมื่อสินค้าในหมวดเปลี่ยน | หน้าเปลี่ยนไปทั้งหน้าเพราะไม่มีอะไรคงที่ | ข้อความหลักยังอยู่ หน้ายังคงความหมายเดิมแม้สินค้าหมุนเวียน |
แถวสุดท้ายของตารางเป็นข้อที่คนมองข้ามบ่อยที่สุด ร้านที่สินค้าเข้าออกเร็วอย่างร้านเสื้อผ้าหรือร้านของแต่งบ้าน หน้าหมวดจะเปลี่ยนหน้าตาทุกเดือนถ้าไม่มีข้อความคงที่ประกอบไว้ การมีย่อหน้าอธิบายที่ไม่ขึ้นกับสินค้าชิ้นใดชิ้นหนึ่งช่วยให้หน้ามีความหมายชัดเจนตลอดเวลา แม้สินค้าในกริดจะหมุนเวียนไปหมดแล้วก็ตาม

วางข้อความไว้ตรงไหนไม่ให้ขวางคนที่พร้อมซื้อ
ข้อกังวลอันดับหนึ่งของเจ้าของร้านคือกลัวว่าข้อความจะดันสินค้าลงไปอยู่ล่างจนคนเลื่อนไม่ถึง ข้อกังวลนี้ถูกต้อง และทางแก้คือแบ่งข้อความเป็นสองก้อนที่ทำหน้าที่ต่างกัน ไม่ใช่เอาทั้งหมดไปกองไว้บนสุด
ก้อนบนสุดต้องสั้นมาก สองถึงสามบรรทัดพอ ใช้บอกว่าหน้านี้คืออะไรและร้านมีจุดต่างอะไร เช่น หมวดกระเป๋าเดินทางของร้านมีตั้งแต่ขนาดขึ้นเครื่อง 20 นิ้วถึงขนาดโหลด 28 นิ้ว ทุกใบรับประกันล้อและซิป 2 ปี ส่งฟรีทั่วประเทศ แค่นี้คนที่พร้อมซื้อจะอ่านจบในสามวินาทีแล้วเลื่อนลงไปดูสินค้าได้ทันที ส่วนก้อนใต้กริดค่อยลงรายละเอียดวิธีเลือกได้เต็มที่ เพราะคนที่เลื่อนมาถึงตรงนั้นคือคนที่ดูสินค้าแล้วยังตัดสินใจไม่ได้ ซึ่งเป็นคนที่ต้องการคำอธิบายพอดี
| ตำแหน่ง | ความยาวที่เหมาะสม | เนื้อหาที่ควรใส่ |
|---|---|---|
| ใต้ชื่อหมวด เหนือกริด | 2 ถึง 3 บรรทัด | หน้านี้มีอะไร ช่วงขนาดหรือช่วงราคา และเงื่อนไขส่งหรือรับประกันสั้น ๆ |
| แถบหมวดย่อยเหนือกริด | ลิงก์ 4 ถึง 8 อัน | ทางเข้าหมวดย่อยที่คนใช้จริง เช่น แยกตามขนาด วัสดุ หรือช่วงราคา |
| ใต้กริดสินค้า | 300 ถึง 600 คำ | วิธีเลือก ความต่างของแต่ละแบบ ข้อควรระวัง และเคสการใช้งานจริง |
| ส่วนคำถามท้ายหน้า | 3 ถึง 5 ข้อ | คำถามที่ทีมขายตอบซ้ำ เช่น ขนาดไหนขึ้นเครื่องได้ ซ่อมล้อที่ไหน |
อย่าซ่อนข้อความไว้ในปุ่มอ่านเพิ่มเติมที่ต้องกดสองชั้น
หลายร้านเลือกซ่อนคำอธิบายทั้งก้อนไว้หลังปุ่มอ่านเพิ่มเติมเพื่อความสวยงาม ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ไม่กด ข้อความที่อุตส่าห์เขียนจึงไม่ได้ทำงานกับคนอ่านจริง ถ้าจำเป็นต้องย่อ ให้แสดงสองถึงสามบรรทัดแรกไว้เสมอแล้วค่อยให้กดขยายส่วนที่เหลือ และอย่าใช้วิธีโหลดข้อความเข้ามาทีหลังเมื่อกดปุ่ม เพราะข้อความที่ไม่ได้อยู่ในหน้าตั้งแต่แรกอาจไม่ถูกนับเป็นเนื้อหาของหน้านั้น
ขั้นตอนเขียนคำอธิบายหมวดหนึ่งหมวดให้เสร็จใน 1 ชั่วโมง
งานนี้ไม่ต้องรอนักเขียน เจ้าของร้านหรือคนที่ตอบแชทลูกค้าเขียนได้ดีที่สุด เพราะเขารู้ว่าลูกค้าลังเลตรงไหน ขั้นตอนด้านล่างใช้หมวดเดียวเป็นตัวตั้ง ทำจบหนึ่งหมวดก่อนแล้วค่อยขยายไปหมวดอื่น
ขั้นตอนเขียนข้อความประจำหมวดหมู่สินค้า
- 1
รวบรวมคำถามจริงจากแชทและหน้าร้าน
เปิดแชทย้อนหลังสองสัปดาห์แล้วคัดคำถามที่ลูกค้าถามเกี่ยวกับหมวดนี้ออกมาสิบข้อ เช่น ขนาดไหนขึ้นเครื่องได้ ล้อเสียซ่อมได้ไหม ถ้าไม่มีแชทให้ถามคนหน้าร้านว่าลูกค้าถามอะไรซ้ำที่สุด
- 2
ตรวจว่าคนค้นหมวดนี้ด้วยคำว่าอะไร
เอาชื่อหมวดไปดูว่ามีคำขยายอะไรที่คนค้นพ่วงมาด้วย เช่น ขนาด วัสดุ ช่วงราคา หรือคำว่าราคาถูก คำเหล่านี้คือหัวข้อย่อยที่ควรมีในข้อความ ขั้นนี้คือจุดที่ NOAH ช่วยได้ เพราะหาคำที่เกี่ยวข้องพร้อมปริมาณการค้นหาให้เทียบได้ในรอบเดียว
- 3
เขียนย่อหน้าบน 2 ถึง 3 บรรทัด
เขียนให้ครบสามอย่างคือหมวดนี้มีอะไร ช่วงขนาดหรือช่วงราคาเท่าไร และเงื่อนไขของร้านหนึ่งข้อที่เป็นจุดต่าง ห้ามใส่คำโฆษณาอย่างคุณภาพดีราคาถูกที่สุด เพราะกินที่โดยไม่ให้ข้อมูล
- 4
เขียนหัวข้อย่อยใต้กริด 3 ถึง 5 หัวข้อ
ตั้งหัวข้อจากเกณฑ์ที่ลูกค้าใช้เลือกจริง เช่น เลือกขนาดตามจำนวนวันเดินทาง แบบแข็งกับแบบผ้าต่างกันอย่างไร สิ่งที่ควรเช็กก่อนซื้อ แล้วเขียนหัวข้อละสองถึงสามย่อหน้าสั้น
- 5
ใส่ลิงก์ไปหมวดย่อยและหน้าที่เกี่ยวข้อง
ในข้อความให้ลิงก์ไปหมวดย่อยที่พูดถึงทุกครั้ง และลิงก์ไปหน้าที่ลูกค้าต้องอ่านก่อนซื้อ เช่น หน้านโยบายจัดส่งและคืนสินค้า หลักการวางลิงก์ภายในให้เป็นระบบดูได้ที่ Internal Linking คืออะไร
- 6
ตรวจว่าข้อความนี้ใช้กับหมวดอื่นไม่ได้
อ่านซ้ำแล้วลองเปลี่ยนชื่อสินค้าในข้อความเป็นสินค้าหมวดอื่น ถ้าอ่านแล้วยังใช้ได้ปกติ แปลว่าข้อความยังกว้างเกินไปและไม่ได้ช่วยใครเลือกอะไร ให้กลับไปเติมรายละเอียดเฉพาะของหมวดนี้เข้าไป
- 7
ตั้งรอบทบทวนทุกไตรมาส
จดวันที่เขียนไว้ แล้วกลับมาดูทุกสามเดือนว่าช่วงราคายังตรงไหม สินค้าที่ยกตัวอย่างยังขายอยู่ไหม และมีคำถามใหม่จากลูกค้าที่ควรเพิ่มหรือไม่
ข้อสังเกตจากขั้นตอนที่หกคือมันเป็นเครื่องมือตรวจคุณภาพที่เร็วที่สุด ข้อความอย่างคัดสรรมาอย่างดีจากผู้ผลิตชั้นนำ ใช้ได้กับทั้งกระเป๋าเดินทาง เครื่องครัว และอะไหล่รถยนต์ ซึ่งแปลว่ามันไม่ได้พูดถึงอะไรเลย ส่วนข้อความอย่างขนาด 20 นิ้วคือขนาดใหญ่ที่สุดที่สายการบินส่วนใหญ่อนุญาตให้ถือขึ้นเครื่อง ใช้ได้กับหมวดเดียวเท่านั้น และนั่นคือสิ่งที่ควรเขียน

หมวดไหนควรลงแรงก่อน หมวดไหนยังไม่ต้องรีบ
ร้านที่มีสามสิบหมวดไม่ควรเขียนทั้งสามสิบหมวดรวดเดียว เพราะจะได้ข้อความกลาง ๆ ที่เขียนแบบเร่งเหมือนกันหมด ให้เลือกห้าหมวดแรกด้วยเกณฑ์ที่ชัดเจน ทำให้ดีจริง ดูผลจากข้อมูลจริงหนึ่งรอบ แล้วค่อยขยาย
| เกณฑ์ | ทำไมถึงสำคัญ | ดูจากอะไร |
|---|---|---|
| มีคนค้นด้วยคำกว้างจริง | ถ้าไม่มีใครค้นชื่อหมวดนี้ ต่อให้เขียนดีก็ไม่มีคนเข้า | ปริมาณการค้นหาของชื่อหมวดและคำขยายที่พ่วงมา |
| มีสินค้าในหมวดพอให้เลือก | หมวดที่มีสินค้าสามชิ้นไม่ใช่หมวด คนเข้ามาแล้วผิดหวัง | จำนวนสินค้าที่มีสต็อกจริงในหมวดนั้น ควรมีอย่างน้อยสิบชิ้น |
| กำไรต่อชิ้นคุ้มกับการลงแรง | เวลาที่ใช้เขียนเท่ากันทุกหมวด แต่ผลตอบแทนต่างกันมาก | กำไรขั้นต้นต่อชิ้นและมูลค่าตะกร้าเฉลี่ยของหมวดนั้น |
| ลูกค้าถามเยอะก่อนตัดสินใจ | หมวดที่ต้องอธิบายเยอะคือหมวดที่ข้อความสร้างความต่างได้มากที่สุด | จำนวนคำถามในแชทต่อการขายหนึ่งครั้งของหมวดนั้น |
| หน้ามีคนเข้าอยู่แล้วแต่ไม่ซื้อ | แก้หน้าที่มีคนอยู่แล้วให้ผลเร็วกว่าสร้างหน้าใหม่ | หน้าที่มีจำนวนผู้เข้าชมสูงแต่มีคนกดเข้าสินค้าต่อน้อย |
เกณฑ์สุดท้ายมักให้ผลเร็วที่สุดและคนมองข้ามมากที่สุด เพราะหน้าที่มีคนเข้าอยู่แล้วแปลว่าระบบค้นหาส่งคนมาให้แล้ว แค่หน้ายังทำงานไม่ดีพอ การเติมข้อความช่วยเลือกในหน้าเหล่านั้นเป็นการแก้ที่จุดที่มีคนรออยู่จริง ต่างจากการเขียนหมวดใหม่ที่ต้องรอให้ระบบค้นหามาเก็บข้อมูลและจัดอันดับใหม่ทั้งหมด
หมวดที่ขายดีอาจไม่ใช่หมวดที่ควรเขียนก่อน
หมวดที่ขายดีอยู่แล้วมักมีลูกค้าที่รู้จักร้านและกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งไม่ได้พึ่งการค้นหา ส่วนหมวดที่มีคนค้นเยอะแต่ร้านยังขายได้น้อย คือจุดที่การเขียนข้อความให้ดีจะเปลี่ยนผลได้มากกว่า ให้ดูสองตัวเลขคู่กันเสมอ อย่าตัดสินจากยอดขายอย่างเดียว
หมวดหมู่กับหน้าตัวกรอง: อย่าให้ร้านแตกเป็นพันหน้า
ระบบร้านออนไลน์ส่วนใหญ่สร้าง URL ใหม่ทุกครั้งที่ลูกค้ากดตัวกรอง เช่น เลือกสี เลือกไซซ์ เลือกช่วงราคา แล้วสลับลำดับการกดก็ได้ URL ที่ต่างกันอีก ร้านที่มีตัวกรองห้าแบบจึงสร้างหน้าได้เป็นพันหน้าโดยที่เจ้าของไม่รู้ตัว หน้าเหล่านี้เนื้อหาเกือบเหมือนกันหมดและไม่มีข้อความประจำหน้าเลย
หลักตัดสินง่าย ๆ คือหน้าตัวกรองจะกลายเป็นหน้าหมวดย่อยที่ควรให้คนค้นเจอได้ ก็ต่อเมื่อมีคนค้นด้วยคำนั้นจริง และคุณยินดีเขียนข้อความประจำหน้านั้นให้ด้วย ตัวอย่างเช่น ร้านรองเท้าวิ่งที่มีคนค้นคำว่ารองเท้าวิ่งผู้หญิงจำนวนมาก ก็ควรทำให้ตัวกรองนั้นเป็นหมวดย่อยจริงที่มีชื่อหน้า มีคำอธิบาย และมีลิงก์จากเมนู ส่วนตัวกรองอย่างช่วงราคา 1,250 ถึง 1,500 บาท ไม่มีใครค้น จึงไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ระบบค้นหาเก็บไป
- เลือกตัวกรองสองถึงสี่แบบที่คนค้นจริง แล้วยกระดับเป็นหมวดย่อยที่มีชื่อหน้าและข้อความของตัวเอง เช่น แยกตามเพศ ตามขนาด หรือตามประเภทการใช้งาน
- ตัวกรองที่เหลือ เช่น ช่วงราคาละเอียด การเรียงลำดับ และหน้าที่สอง สาม สี่ ให้ตั้งค่าไม่ให้ถูกเก็บเข้าระบบค้นหา โดยขอให้คนดูแลเว็บตั้งค่าในระบบร้านให้
- อย่าให้หมวดย่อยสองหมวดพูดเรื่องเดียวกันด้วยคำต่างกัน เช่น มีทั้งหมวดกระเป๋าล้อลากและหมวดกระเป๋ามีล้อ ให้เลือกไว้อันเดียวแล้วรวมอีกอันเข้าด้วยกัน
- ตรวจจำนวนหน้าที่ระบบค้นหาเก็บไปในรายงานของ Search Console เป็นระยะ ถ้าตัวเลขสูงกว่าจำนวนสินค้าบวกหมวดที่มีจริงมาก แปลว่าหน้าตัวกรองกำลังงอกเกินจำเป็น
- ถ้าสินค้าหนึ่งรุ่นมีหลายสีหลายไซซ์ ให้ตัดสินใจเรื่องจำนวนหน้าตั้งแต่ระดับสินค้าก่อน หลักการเลือกอ่านได้ที่ สินค้าหลายสีหลายไซซ์ควรทำกี่หน้า

สิ่งที่ไม่ควรทำกับข้อความบนหน้าหมวดหมู่
ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการมองว่าข้อความบนหน้าหมวดเป็นแค่ช่องให้ใส่คำค้น ไม่ใช่ข้อมูลที่คนอ่านจริง พอคิดแบบนั้นก็จะได้ข้อความที่ยัดคำซ้ำ ๆ อ่านไม่รู้เรื่อง และไม่ช่วยให้ใครตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้นเลย
อีกความผิดพลาดที่ตามมาทีหลังคือการเขียนข้อความแม่แบบหนึ่งชุดแล้วก๊อบไปวางทุกหมวดโดยเปลี่ยนแค่ชื่อสินค้า วิธีนี้ทำเสร็จเร็วมากในวันเดียว แต่ได้หน้าสามสิบหน้าที่เนื้อหาเหมือนกันเกือบหมด ซึ่งไม่ได้ช่วยทั้งคนอ่านและไม่ได้ทำให้หน้าไหนโดดเด่นขึ้น สู้เขียนจริงห้าหมวดไม่ได้
- อย่ายัดชื่อหมวดซ้ำทุกประโยคจนอ่านแล้วสะดุด เขียนให้เป็นภาษาคนแล้วใช้คำนั้นในที่ที่จำเป็นก็พอ
- อย่าเอาข้อความยาวห้าร้อยคำไปวางไว้เหนือกริดสินค้า เพราะคนที่พร้อมซื้อจะต้องเลื่อนผ่านทุกครั้งและหลายคนจะออกไปก่อน
- อย่าเขียนข้อความที่ใช้ได้กับทุกหมวด เช่น สินค้าคุณภาพดี ราคาเป็นกันเอง ส่งไว เพราะไม่ได้ให้ข้อมูลใหม่กับใคร
- อย่าใส่ตัวเลขราคาเฉพาะเจาะจงลงในข้อความประจำหมวด เพราะราคาเปลี่ยนแล้วจะลืมแก้และกลายเป็นข้อมูลผิด ให้ใช้ช่วงราคากว้าง ๆ แทน
- อย่าคัดลอกคำอธิบายจากเว็บผู้ผลิตหรือจากมาร์เก็ตเพลสมาวาง เพราะเป็นข้อความที่มีอยู่แล้วหลายสิบเว็บและไม่มีอะไรเป็นของร้านคุณ
- อย่าทิ้งหมวดที่ไม่มีสินค้าเหลือไว้เฉย ๆ ให้ซ่อนหมวดนั้นหรือรวมเข้ากับหมวดใกล้เคียง ไม่งั้นลูกค้าจะกดเข้าไปเจอหน้าว่าง
ข้อความหมวดไม่ได้มาแทนคำอธิบายรายสินค้า
บางร้านเขียนหน้าหมวดดีมากแล้วปล่อยหน้าสินค้าให้มีแค่รูปกับราคา ผลคือคนที่กดเข้าสินค้าไปแล้วยังตัดสินใจไม่ได้อยู่ดี ทั้งสองหน้าทำหน้าที่คนละอย่างและต้องมีทั้งคู่ วิธีเขียนรายละเอียดรายสินค้าให้ครบดูได้ที่ เขียนรายละเอียดสินค้าให้ติดอันดับ
ควรแยกหน้าหมวดหมู่กับหน้าบทความวิธีเลือกออกจากกันไหม+
แยกเมื่อเนื้อหาวิธีเลือกยาวเกินหกร้อยคำหรือมีเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการซื้อโดยตรง เช่น วิธีดูแลรักษาและวิธีซ่อม ให้ทำเป็นบทความแยกแล้วลิงก์จากหน้าหมวดไปหา ส่วนเนื้อหาที่ช่วยตัดสินใจซื้อโดยตรงอย่างการเทียบขนาดหรือวัสดุ ให้เก็บไว้บนหน้าหมวดเพราะคนกำลังจะซื้ออยู่ตรงนั้นพอดี ไม่ควรพาเขาออกจากหน้าที่มีปุ่มซื้อ
ร้านที่ขายผ่านมาร์เก็ตเพลสอย่างเดียวต้องทำหน้าหมวดหมู่ไหม+
บนมาร์เก็ตเพลสคุณแก้โครงสร้างหมวดไม่ได้และมักใส่ข้อความอธิบายหมวดไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือตั้งชื่อร้านและจัดกลุ่มสินค้าในร้านให้ชัด แต่ถ้าอยากได้คนจากการค้นหาบน Google มาที่ร้านตัวเอง ต้องมีเว็บของตัวเองซึ่งคุณคุมหน้าหมวดได้เต็มที่ ข้อดีข้อเสียของสองทางนี้เทียบไว้ที่ ขายบนมาร์เก็ตเพลสหรือทำเว็บร้านเอง
หน้าหมวดหมู่ควรใส่รีวิวหรือคะแนนดาวไหม+
ใส่ได้ถ้ารีวิวนั้นมาจากลูกค้าจริงของร้านและแสดงอยู่ที่หน้าสินค้าแต่ละชิ้นอยู่แล้ว การให้เห็นคะแนนบนกริดช่วยให้คนเลือกได้เร็วขึ้นจริง แต่ห้ามสร้างคะแนนขึ้นเองหรือเอาคะแนนจากเว็บอื่นมาแสดง และอย่าประกาศคะแนนรวมของทั้งหมวดเพราะไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าให้ไว้กับสินค้าชิ้นใดชิ้นหนึ่ง
จำนวนสินค้าต่อหน้าและการแบ่งหน้าเลขหน้ามีผลไหม+
มีผลกับประสบการณ์คนใช้มากกว่าเรื่องอันดับ ถ้าใส่สินค้าต่อหน้ามากเกินไปหน้าจะโหลดช้าโดยเฉพาะบนมือถือ ที่ใช้ได้ดีคือประมาณยี่สิบสี่ถึงสี่สิบแปดชิ้นต่อหน้าแล้วมีปุ่มไปหน้าถัดไปที่กดได้จริง ข้อควรระวังคือข้อความประจำหมวดควรอยู่บนหน้าแรกของหมวดเท่านั้น ไม่ต้องทำซ้ำในหน้าที่สองและสามเพราะจะกลายเป็นข้อความซ้ำกันหลายหน้า
ถ้าจะเปลี่ยนโครงสร้างหมวดใหม่ทั้งร้านต้องระวังอะไร+
สิ่งที่ต้องทำก่อนคือจดรายการ URL หมวดเดิมทั้งหมดไว้ พร้อมระบุว่าหมวดเดิมแต่ละอันจะไปอยู่ที่หมวดใหม่ไหน แล้วตั้งการส่งต่อแบบถาวรจาก URL เดิมไปยัง URL ใหม่ให้ครบทุกอันก่อนเปิดใช้โครงสร้างใหม่ ห้ามลบหมวดเดิมทิ้งเฉย ๆ เพราะทั้งลิงก์จากภายนอกและคนที่บุ๊กมาร์กไว้จะเจอหน้าไม่พบทั้งหมด
ทำหน้าหมวดหมู่ให้เป็นหน้าที่ดึงคนเข้าร้าน
เริ่มจากหาว่าลูกค้าค้นหมวดสินค้าของคุณด้วยคำอะไร แล้วให้ NOAH ช่วยวางโครงและร่างข้อความประจำหมวดตามคำเหล่านั้น ก่อนที่คุณจะเติมเงื่อนไขและตัวอย่างของร้านเองลงไป
เริ่มฟรี 3 บทความ