คีย์เวิร์ดไทยปนอังกฤษ ทับศัพท์ และสะกดผิด: ควรทำหน้ารองรับกี่แบบ
ลูกค้าไทยค้นด้วยคำปนอังกฤษ ทับศัพท์ และสะกดผิดสลับกันตลอด บทความนี้สรุปว่าควรทำหน้าเดียวหรือหลายหน้า ควรเขียนคำไหนในเนื้อหา และจุดที่ทำเกินจนเป็นยัดคีย์เวิร์ด
ทีม NOAH · เผยแพร่ 18 กันยายน 2569 · อัปเดต 18 กันยายน 2569 · อ่าน 13 นาที

สรุปสั้น
- ✓คนไทยค้นหาคำเดียวกันได้หลายรูปแบบพร้อมกัน ทั้งไทยแท้ ทับศัพท์ อังกฤษล้วน ไทยปนอังกฤษ และสะกดผิด ซึ่งทั้งหมดนี้มักหมายถึงสิ่งเดียวกันในสายตาของคนค้น
- ✓ตัวตัดสินว่าจะทำหน้าเดียวหรือแยกหน้าไม่ใช่ตัวสะกด แต่คือเจตนาของคนค้น ถ้าคนที่พิมพ์สองแบบต้องการคำตอบชุดเดียวกัน ให้รวมไว้หน้าเดียวเสมอ
- ✓วิธีรู้ว่าลูกค้าพิมพ์คำไหนจริงคือดูรายงานคำค้นใน Google Search Console อ่านแชทที่ลูกค้าทักเข้ามา และดูคำแนะนำอัตโนมัติของ Google ไม่ใช่เดาจากคำที่ทีมงานใช้กันเอง
- ✓ในเนื้อหาให้เลือกคำที่ลูกค้าใช้บ่อยที่สุดเป็นคำหลักของ title และหัวข้อ แล้วปล่อยให้คำรูปแบบอื่นปรากฏตามธรรมชาติในย่อหน้า คำถามพบบ่อย และคำอธิบายสินค้า
- ✓การทำหน้าแยกสำหรับทุกตัวสะกด การใส่คำสะกดผิดซ้ำ ๆ ในย่อหน้า และการซ่อนคำไว้ใต้สีพื้นหลัง คือสามวิธีที่ทำให้เว็บดูเหมือนยัดคีย์เวิร์ดและเสียความน่าเชื่อถือ
ร้านขายอะไหล่แห่งหนึ่งเปิดรายงานคำค้นหาแล้วพบว่า คนที่เข้ามาหาสินค้าชิ้นเดียวกันพิมพ์มาไม่เหมือนกันเลยสักคน บางคนพิมพ์ ลูกปืนล้อ บางคนพิมพ์ แบริ่งล้อ บางคนพิมพ์ bearing รถยนต์ และอีกกลุ่มพิมพ์ แบริ่ง ล้อ ราคา แบบมีเว้นวรรคผิดที่ คำถามที่ตามมาคือจะทำหน้าเว็บกี่หน้าถึงจะครอบคลุมทั้งหมด และจะเขียนคำไหนลงไปโดยไม่ทำให้บทความอ่านแล้วสะดุด
บทความนี้จะตอบสามเรื่องให้จบในหน้าเดียว คือ คนไทยพิมพ์คำค้นกี่รูปแบบและแต่ละแบบต่างกันอย่างไร ควรรวมไว้หน้าเดียวหรือแยกหน้าโดยใช้เกณฑ์อะไรตัดสิน และควรเขียนคำแต่ละรูปแบบไว้ตรงไหนของหน้าจึงจะได้ผลโดยไม่กลายเป็นการยัดคีย์เวิร์ด ถ้าอยากเห็นภาพรวมของงานหาคีย์เวิร์ดทั้งชุด อ่านคู่กับ คู่มือหาคีย์เวิร์ดสำหรับธุรกิจ ได้
คีย์เวิร์ดไทยปนอังกฤษควรจัดการอย่างไร
ถ้าลูกค้าค้นด้วยคำไทยปนอังกฤษและสะกดผิดหลายแบบ ควรทำหน้าเว็บกี่หน้า
โดยหลักให้ทำหน้าเดียวต่อหนึ่งเจตนาการค้นหา แล้วให้คำรูปแบบต่าง ๆ อยู่รวมกันในหน้านั้น ไม่ต้องแยกหน้าตามตัวสะกด เพราะเครื่องมือค้นหาเข้าใจอยู่แล้วว่าคำทับศัพท์กับคำอังกฤษของสินค้าเดียวกันคือเรื่องเดียวกัน ให้เลือกคำที่ลูกค้าใช้มากที่สุดไปไว้ใน title และหัวข้อหลัก ส่วนคำรูปแบบอื่นให้ปรากฏตามธรรมชาติในย่อหน้าและคำถามพบบ่อย จะแยกหน้าก็ต่อเมื่อคำสองแบบนั้นหมายถึงสินค้าหรือบริการคนละอย่างจริง ๆ
เหตุผลที่ไม่ควรแยกหน้าตามตัวสะกดคือ หน้าที่เนื้อหาเหมือนกันเกือบทั้งหมดจะแย่งอันดับกันเอง สุดท้ายไม่มีหน้าไหนแข็งพอจะขึ้นได้ อาการนี้เรียกว่าการกินกันเองของคีย์เวิร์ด ซึ่งอธิบายไว้ละเอียดใน Keyword Cannibalization คืออะไร การรวมพลังไว้หน้าเดียวจึงได้ผลดีกว่าการกระจายเนื้อหาบาง ๆ ออกไปห้าหน้า
คนไทยพิมพ์คำค้นหากี่รูปแบบ
ก่อนตัดสินใจเรื่องโครงสร้างหน้า ต้องแยกให้ออกก่อนว่าคำที่เห็นในรายงานเป็นคนละรูปแบบของคำเดียวกัน หรือเป็นคนละคำที่บังเอิญคล้ายกัน ตารางนี้แยกรูปแบบที่พบบ่อยในธุรกิจไทย พร้อมตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ
| รูปแบบ | ตัวอย่างสมมติ | มักใช้โดยใคร | ควรทำอย่างไร |
|---|---|---|---|
| ไทยแท้ | เครื่องปรับอากาศ ติดตั้ง | คนที่ไม่คุ้นศัพท์เทคนิค หรือคนวัยผู้ใหญ่ | ใช้เป็นคำหลักถ้ามีคนค้นมากกว่า และใช้ในคำอธิบายทั่วไป |
| ทับศัพท์ไทย | แอร์บ้าน ติดตั้ง | คนทั่วไปที่ใช้ภาษาพูดในชีวิตประจำวัน | มักเป็นคำที่คนค้นจริงมากที่สุดในหมวดสินค้าอุปโภค ควรมีในหัวข้อ |
| อังกฤษล้วน | air conditioner installation | ลูกค้าต่างชาติ หรือผู้ซื้อฝั่งองค์กร | ใส่ในย่อหน้าที่อธิบายสเปกหรือชื่อรุ่น ไม่ต้องยกเป็นหัวข้อถ้าคนค้นน้อย |
| ไทยปนอังกฤษ | ติดตั้ง air เพิ่ม | คนที่พิมพ์เร็วและสลับแป้นภาษาไปมา | ปล่อยให้เกิดเองจากการเขียนอธิบายแบบภาษาพูด ไม่ต้องบังคับใส่ |
| สะกดผิดหรือเว้นวรรคผิด | แอร์ บ้าน ติดตั้ง หรือ แอรบ้าน | คนที่พิมพ์บนมือถือระหว่างทำอย่างอื่น | ไม่ต้องทำหน้าแยก ให้ดูว่าเป็นปริมาณมากพอจะกล่าวถึงในคำถามพบบ่อยไหม |
| ชื่อรุ่นหรือรหัสสินค้า | รุ่น XY-12 ราคา | คนที่ตัดสินใจแล้วและกำลังเทียบราคา | แยกเป็นหน้าสินค้าต่างหากได้ เพราะเจตนาต่างจากคำกว้าง |
สังเกตว่าห้าแถวแรกคือคำเดียวกันในเจตนาเดียวกัน จึงควรอยู่หน้าเดียว ส่วนแถวสุดท้ายเจตนาต่างออกไปชัดเจน คนที่ค้นชื่อรุ่นคือคนที่เลือกเสร็จแล้ว จึงสมควรมีหน้าของตัวเอง นี่คือเส้นแบ่งที่ใช้ได้จริงมากกว่าการนับว่าตัวสะกดต่างกันกี่แบบ

เกณฑ์ตัดสินว่าจะรวมหน้าเดียวหรือแยกหน้า
ให้ตั้งคำถามเดียวกับทุกคู่คำที่สงสัย คือ ถ้าคนสองคนพิมพ์คำนี้ต่างกัน เขาอยากเห็นหน้าเดียวกันหรือไม่ ถ้าคำตอบคือใช่ ให้รวมไว้หน้าเดียวโดยไม่ต้องลังเล ถ้าคำตอบคือไม่ เพราะคนหนึ่งอยากดูราคาแต่อีกคนอยากดูวิธีใช้ นั่นคือสัญญาณว่าควรแยก
ยกตัวอย่างคลินิกทันตกรรม คำว่า จัดฟัน กับ orthodontic เป็นเรื่องเดียวกันและคนอยากเห็นหน้าบริการเดียวกัน จึงควรรวม แต่คำว่า จัดฟันใส กับ จัดฟันเหล็ก เป็นบริการคนละแบบที่ราคาและขั้นตอนต่างกัน จึงควรแยกหน้า เส้นแบ่งอยู่ที่เนื้อหาที่ต้องเขียน ไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นภาษาอะไร
- รวมไว้หน้าเดียวเมื่อ คำสองแบบหมายถึงสินค้าหรือบริการอย่างเดียวกัน เช่น ทับศัพท์กับคำอังกฤษของของชิ้นเดียวกัน
- รวมไว้หน้าเดียวเมื่อ ถ้าแยกหน้าแล้วต้องเขียนเนื้อหาซ้ำกันเกินครึ่งหน้า เพราะแปลว่าไม่มีอะไรใหม่จะบอก
- รวมไว้หน้าเดียวเมื่อ คำหนึ่งเป็นแค่คำสะกดผิดของอีกคำ ไม่มีความหมายใหม่เพิ่มเข้ามา
- แยกหน้าเมื่อ เจตนาต่างกัน เช่น คำหนึ่งเป็นคำถามว่าทำอย่างไร อีกคำเป็นคำที่คนพร้อมซื้อค้นหา
- แยกหน้าเมื่อ คำอังกฤษหมายถึงสินค้าคนละเกรดหรือคนละกลุ่มลูกค้า เช่น สายการค้าส่งกับสายปลีก
- แยกหน้าเมื่อ คุณจะเขียนรายละเอียดเฉพาะได้จริงอย่างน้อยครึ่งหน้า เช่น สเปก เงื่อนไข หรือขั้นตอนที่ไม่ซ้ำกับหน้าเดิม
อย่าทำหน้าเฉพาะเพื่อรับคำสะกดผิด
การสร้างหน้าใหม่ที่คัดลอกเนื้อหาเดิมมาแล้วเปลี่ยนแค่ตัวสะกดในหัวข้อ เป็นรูปแบบที่ตรวจพบง่ายและไม่ได้ช่วยให้อันดับดีขึ้น เพราะหน้าที่เนื้อหาเหมือนกันจะถูกเลือกขึ้นแค่หน้าเดียวอยู่ดี ทางที่ดีกว่าคือให้หน้าเดิมแข็งแรงพอจนถูกเลือกขึ้นในทุกรูปแบบของคำ
จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกค้าพิมพ์คำไหนจริง
คำที่ทีมงานใช้คุยกันในออฟฟิศมักไม่ใช่คำที่ลูกค้าใช้ค้นหา โรงงานเรียกสินค้าด้วยรหัสภายใน แต่ลูกค้าเรียกด้วยชื่อที่เห็นบนกล่อง ขั้นตอนด้านล่างคือวิธีเก็บคำจริงจากสิ่งที่คุณมีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องซื้อเครื่องมือใหม่
วิธีเก็บรูปแบบคำที่ลูกค้าใช้จริงภายในหนึ่งสัปดาห์
- 1
เปิดรายงานคำค้นหาใน Google Search Console
เลือกช่วงเวลาสามเดือนล่าสุด แล้วเรียงตามจำนวนการแสดงผล คัดลอกคำที่เกี่ยวกับสินค้าของคุณลงตาราง ให้สังเกตว่าคำเดียวกันปรากฏกี่รูปแบบและแบบไหนมีการแสดงผลมากที่สุด นี่คือข้อมูลจากคนที่เห็นเว็บคุณจริง ไม่ใช่ตัวเลขประมาณการ
- 2
อ่านข้อความที่ลูกค้าทักเข้ามาย้อนหลังหนึ่งเดือน
เปิดแชทของเพจและไลน์ แล้วจดคำแรกที่ลูกค้าใช้ถามในแต่ละบทสนทนา คำแรกนี้มักตรงกับคำที่เขาจะพิมพ์ใน Google มากที่สุด วิธีขุดคำจากบทสนทนาขายแบบละเอียดอยู่ใน เปลี่ยนบทสนทนากับลูกค้าเป็นคีย์เวิร์ด
- 3
พิมพ์คำหลักลงช่องค้นหาแล้วดูคำแนะนำอัตโนมัติ
พิมพ์คำหลักของคุณแล้วหยุด ดูรายการที่ Google เติมให้ จากนั้นพิมพ์คำเดิมเป็นทับศัพท์และเป็นอังกฤษ แล้วเทียบว่าคำแนะนำต่างกันอย่างไร ถ้าคำแนะนำของสองแบบชี้ไปเรื่องเดียวกัน แปลว่ารวมหน้าเดียวได้
- 4
ดูผลการค้นหาจริงของแต่ละรูปแบบ
ค้นด้วยคำแต่ละแบบแล้วดูว่าหน้าที่ขึ้นมาสิบอันดับแรกเป็นหน้าประเภทเดียวกันหรือไม่ ถ้าเป็นหน้าสินค้าเหมือนกันทั้งสองแบบ แปลว่าเจตนาเดียวกัน ถ้าแบบหนึ่งขึ้นบทความสอนทำแต่อีกแบบขึ้นหน้าร้าน แปลว่าเจตนาต่างกันและควรแยก
- 5
ถามคนหน้าร้านหรือคนรับโทรศัพท์
คนที่รับสายทุกวันจะรู้ว่าลูกค้าเรียกสินค้าว่าอะไร ให้ขอคำที่ได้ยินบ่อยสิบคำ แล้วเทียบกับรายการที่ได้จากสามขั้นตอนแรก คำที่ซ้ำกันทั้งสองฝั่งคือคำที่ควรใช้เป็นคำหลัก
- 6
จัดกลุ่มแล้วชี้ว่าแต่ละกลุ่มไปอยู่หน้าไหน
รวมคำที่มีเจตนาเดียวกันไว้กลุ่มเดียว ตั้งชื่อกลุ่มด้วยคำที่มีคนค้นมากที่สุด แล้วระบุหน้าเป้าหมายของกลุ่มนั้นหนึ่งหน้า ถ้าไม่แน่ใจว่าควรใส่กี่คำต่อหนึ่งหน้า ดูแนวทางได้ที่ ควรใส่คีย์เวิร์ดกี่คำต่อหน้า
ทำตารางเดียวใช้ได้ทั้งปี
เก็บผลลัพธ์ทั้งหมดไว้ในสเปรดชีตเดียวที่มีสี่คอลัมน์ คือ คำที่พบ รูปแบบ เจตนา และหน้าเป้าหมาย เวลาจะเขียนเนื้อหาใหม่ให้เปิดตารางนี้ก่อนเสมอ จะช่วยกันไม่ให้เขียนหน้าใหม่ที่ทับกับหน้าเดิมโดยไม่รู้ตัว
เขียนคำแต่ละรูปแบบไว้ตรงไหนของหน้า
เมื่อรู้แล้วว่าคำไหนคือคำหลัก ขั้นต่อไปคือการวางคำลงในหน้าโดยให้ยังอ่านลื่น หลักง่าย ๆ คือ ตำแหน่งที่คนเห็นก่อนให้ใช้คำที่คนค้นมากที่สุด ส่วนคำรูปแบบอื่นให้กระจายอยู่ในเนื้อความที่มีบริบทจริง
| ตำแหน่ง | ควรใช้คำแบบไหน | เหตุผล |
|---|---|---|
| title และหัวข้อหลัก | คำที่ลูกค้าใช้มากที่สุดเพียงแบบเดียว | เป็นข้อความที่คนเห็นในผลการค้นหา ต้องอ่านแล้วเข้าใจทันที ไม่ใช่ที่รวมคำ |
| คำโปรยหรือ description | คำหลัก บวกคำรูปแบบที่สองถ้าใส่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ | ช่วยให้คนที่ค้นด้วยอีกรูปแบบเห็นแล้วมั่นใจว่ามาถูกหน้า |
| ย่อหน้าแรก | คำหลักหนึ่งครั้ง และคำทับศัพท์หรืออังกฤษในวงเล็บได้หนึ่งครั้ง | เป็นจุดที่ยืนยันหัวข้อให้ทั้งคนอ่านและเครื่องมือค้นหา |
| หัวข้อย่อยในเนื้อหา | คำรูปแบบอื่นที่ยังอ่านเป็นประโยคได้ | ทำให้คำหลากหลายปรากฏโดยไม่ต้องยัดในย่อหน้าเดียว |
| คำถามพบบ่อย | คำที่คนพิมพ์แบบภาษาพูด รวมถึงคำผสมไทยอังกฤษ | คำถามเป็นที่ที่เขียนภาษาพูดได้เต็มที่โดยไม่ขัดสายตา |
| ชื่อไฟล์รูปและ alt | คำอังกฤษหรือชื่อรุ่นสำหรับชื่อไฟล์ และคำไทยสำหรับ alt | alt มีไว้บรรยายภาพให้คนที่มองไม่เห็น ไม่ใช่ที่ใส่รายการคำค้น |
ตัวอย่างการเขียนที่ทำได้จริงของร้านขายอุปกรณ์ทำเบเกอรี่ หัวข้อหลักใช้คำว่า พิมพ์อบขนม เพราะเป็นคำที่คนค้นมากที่สุด ย่อหน้าแรกเขียนว่า พิมพ์อบขนมหรือที่หลายคนเรียกว่าถาดเบเกอรี่ ส่วนคำถามพบบ่อยถามว่า พิมพ์ non stick ต่างจากพิมพ์ธรรมดาอย่างไร ผลคือครบทั้งสามรูปแบบโดยไม่มีประโยคไหนอ่านแล้วสะดุด รายละเอียดเรื่องตำแหน่งการวางคำอ่านต่อได้ที่ วางคีย์เวิร์ดตรงไหนในบทความ

ตัวอย่างการตัดสินใจจากสามธุรกิจไทย
สามกรณีสมมติด้านล่างเป็นตัวอย่างสำหรับอธิบายหลักการ ไม่ใช่เคสลูกค้าจริง แต่เป็นสถานการณ์ที่ธุรกิจไทยเจอบ่อยเมื่อคำหนึ่งคำมีหลายวิธีเขียน
- ร้านอาหารในกรุงเทพ พบว่าคนค้นทั้ง ร้านหมูกระทะ และ หมูกระทะ buffet และ mookata ทั้งสามคำหมายถึงร้านเดียวกัน จึงรวมไว้ในหน้าร้านหน้าเดียว ใช้คำไทยเป็นหัวข้อ แล้วใส่คำว่า mookata ไว้ในย่อหน้าที่อธิบายว่ารับลูกค้าต่างชาติด้วย
- คลินิกความงาม พบว่าคนค้น ฉีดฟิลเลอร์ กับ filler ใต้ตา และ ฟิลเลอร์ร่องแก้ม สองคำแรกเป็นคำเดียวกันจึงรวม ส่วนคำที่สามระบุตำแหน่งบนใบหน้าชัดเจนและมีราคาต่างกัน จึงแยกเป็นหน้าบริการของตัวเอง
- โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ พบว่าฝ่ายขายเรียกสินค้าว่า ถุงลามิเนต แต่ลูกค้าองค์กรค้นด้วย laminated pouch และร้านค้าปลีกค้นด้วย ถุงซิปล็อค พิมพ์ลาย จึงทำหน้าหลักด้วยคำไทยที่มีคนค้นมากที่สุด แล้วเขียนหน้าแยกสำหรับสายองค์กรที่มีเนื้อหาเรื่องขั้นต่ำการสั่งและสเปกฟิล์มซึ่งไม่ซ้ำกับหน้าเดิมเลย
จุดร่วมของทั้งสามกรณีคือ การแยกหน้าเกิดขึ้นเพราะมีเนื้อหาใหม่จะเขียนจริง ไม่ได้เกิดเพราะตัวสะกดต่างกัน ถ้าลองร่างหัวข้อของหน้าที่คิดจะแยกแล้วพบว่าเขียนได้เหมือนหน้าเดิมเกือบทั้งหมด ให้ยกเลิกแล้วเอาเนื้อหานั้นไปเสริมหน้าเดิมแทน

สิ่งที่ไม่ควรทำ
ความผิดพลาดเรื่องนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากความตั้งใจจะโกง แต่มาจากความเข้าใจว่ายิ่งใส่คำครบยิ่งดี ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใช้ไม่ได้แล้วและทำให้หน้าเว็บอ่านยากขึ้นด้วย
- ใส่ลิสต์คำค้นทุกตัวสะกดต่อกันไว้ท้ายหน้า เป็นรูปแบบที่คนอ่านเห็นแล้วรู้สึกทันทีว่าหน้านี้ไม่น่าเชื่อถือ
- สะกดผิดโดยตั้งใจในหัวข้อหลักเพื่อรับคำที่คนพิมพ์ผิด ทำให้หน้าดูไม่เป็นมืออาชีพในสายตาลูกค้าที่มาถึงหน้าจริง
- ซ่อนคำไว้ด้วยสีเดียวกับพื้นหลังหรือย่อขนาดจนมองไม่เห็น เป็นการจงใจแสดงเนื้อหาให้เครื่องมือค้นหาต่างจากที่คนเห็น
- แปลชื่อสินค้าเป็นอังกฤษทั้งเว็บทั้งที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนไทยและค้นด้วยคำไทย ทำให้พลาดคำที่มีคนค้นมากที่สุดไปเลย
- สร้างหน้าใหม่ทุกครั้งที่เห็นคำใหม่ในรายงาน จนภายในหนึ่งปีมีหน้าเนื้อหาซ้ำกันหลายสิบหน้าที่ต้องมาตามรวมทีหลัง
- เขียนคำทับศัพท์แบบเดียวตลอดทั้งเว็บทั้งที่คนไทยเขียนได้หลายแบบ เช่น เขียน แบตเตอรี่ อย่างเดียวโดยไม่เคยเขียน แบต เลยสักครั้ง
- ใส่คำภาษาอังกฤษใน alt ของรูปทุกใบเพื่อเก็บคำให้ครบ ทั้งที่ alt มีหน้าที่บรรยายภาพให้คนที่ใช้โปรแกรมอ่านหน้าจอ
เกณฑ์ตรวจง่าย ๆ ก่อนกดเผยแพร่
อ่านย่อหน้าออกเสียงดัง ๆ ถ้าสะดุดตรงไหนเพราะรู้สึกว่าคำนั้นถูกยัดเข้ามา ให้ตัดออกทันที คนอ่านจะรู้สึกแบบเดียวกันเสมอ และหน้าที่อ่านลื่นจะเก็บคนไว้ได้นานกว่าหน้าที่ครบคำแต่อ่านไม่รู้เรื่อง
ตรวจหน้าเดิมที่เขียนไปแล้วภายในสามสิบนาที
ถ้าเว็บของคุณมีหน้าอยู่แล้วหลายสิบหน้า ไม่ต้องรื้อใหม่ทั้งหมด ให้ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงตรวจตามลำดับนี้ แล้วแก้เฉพาะจุดที่เจอปัญหาชัดเจนก่อน
- 1ค้นในเว็บตัวเองด้วยคำหลักแต่ละรูปแบบ ถ้าเจอหน้าของตัวเองมากกว่าสองหน้าที่เนื้อหาคล้ายกัน ให้จดไว้เป็นคู่ที่ต้องรวม
- 2เปิดรายงานคำค้นหาแล้วดูว่าคำรูปแบบไหนพาคนเข้ามาจริงมากที่สุด ถ้าคำนั้นยังไม่อยู่ใน title ของหน้าที่เกี่ยวข้อง ให้แก้ title ก่อนเป็นอันดับแรก
- 3เลือกหน้าที่จะเก็บไว้เป็นหน้าหลักหนึ่งหน้าต่อหนึ่งกลุ่มคำ โดยเลือกหน้าที่มีเนื้อหาละเอียดที่สุดหรือมีคนเข้ามากที่สุด
- 4ย้ายเนื้อหาที่ไม่ซ้ำจากหน้ารองมาเติมในหน้าหลัก แล้วทำลิงก์จากหน้ารองมาที่หน้าหลักเพื่อไม่ให้คนที่เข้ามาแล้วหลงทาง
- 5เพิ่มคำถามพบบ่อยหนึ่งถึงสองข้อในหน้าหลักที่ใช้ภาษาพูดของลูกค้า เช่น คำทับศัพท์หรือคำผสมที่เจอในแชท
- 6จดวันที่แก้ไว้ในตารางของคุณ แล้วกลับมาดูรายงานคำค้นหาอีกครั้งหลังผ่านไปหกถึงแปดสัปดาห์ เพื่อดูว่าคำรูปแบบใหม่เริ่มเข้ามาหรือไม่
สิ่งที่ควรคาดหวังจากการตรวจรอบนี้คือความชัดเจนว่าหน้าไหนเป็นเจ้าของคำกลุ่มไหน ไม่ใช่การเห็นอันดับขยับทันที การเปลี่ยนแปลงในรายงานคำค้นหามักใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะเห็นแนวโน้มที่เชื่อถือได้
คำถามที่พบบ่อย
ถ้าคำทับศัพท์มีคนค้นมากกว่าคำไทยที่ถูกต้อง ควรใช้คำไหนในหัวข้อ+
ใช้คำที่มีคนค้นมากกว่าในหัวข้อได้ แล้วใส่คำที่เป็นทางการไว้ในย่อหน้าแรกหรือในวงเล็บ วิธีนี้ทำให้คนที่ค้นด้วยคำพูดทั่วไปเจอหน้าคุณ ขณะที่หน้ายังดูเป็นทางการพอสำหรับลูกค้าองค์กรที่เข้ามาอ่านต่อ ข้อยกเว้นคือธุรกิจที่มีข้อกำหนดเรื่องคำเรียกทางกฎหมายหรือทางการแพทย์ กรณีนั้นให้ยึดคำที่ถูกต้องตามข้อกำหนดเป็นหลักเสมอ
เว็บสองภาษาที่มีทั้งหน้าไทยและหน้าอังกฤษ ถือว่าเนื้อหาซ้ำกันไหม+
ไม่ถือว่าซ้ำ เพราะเป็นคนละภาษาและมีกลุ่มผู้อ่านคนละกลุ่ม สิ่งที่ต้องทำคือแยก URL ให้ชัดเจนระหว่างภาษา และให้แต่ละภาษาลิงก์ถึงกันในตำแหน่งเดียวกันของหน้า ปัญหาที่พบบ่อยกว่าคือหน้าอังกฤษที่แปลไม่ครบแล้วเหลือเนื้อหาไทยปนอยู่ ซึ่งทำให้ทั้งคนอ่านและเครื่องมือค้นหาสับสนว่าหน้านั้นเป็นภาษาอะไร
ควรใส่คำสะกดผิดไว้ในหน้าเว็บบ้างไหมถ้ามีคนค้นเยอะจริง+
ใส่ได้ในที่ที่มันดูเป็นธรรมชาติ เช่น ในคำถามพบบ่อยที่เขียนว่าหลายคนเรียกสินค้านี้ว่าอะไรบ้าง แต่ห้ามใส่ในหัวข้อหลักหรือใส่ซ้ำหลายครั้งในย่อหน้า เพราะเครื่องมือค้นหาจับคู่คำที่สะกดใกล้เคียงกันได้อยู่แล้วในระดับหนึ่ง ประโยชน์ที่ได้จากการยัดคำสะกดผิดจึงน้อยกว่าความเสียหายด้านความน่าเชื่อถือ
ชื่อแบรนด์ที่คนเขียนได้ทั้งไทยและอังกฤษ ควรจัดการอย่างไร+
ให้เลือกรูปแบบหนึ่งเป็นรูปแบบหลักที่ใช้ทั่วทั้งเว็บ แล้วเขียนอีกรูปแบบไว้หนึ่งครั้งในหน้าเกี่ยวกับเราและในส่วนท้ายของเว็บ เช่น ชื่อบริษัทภาษาไทยคู่กับชื่อภาษาอังกฤษในข้อมูลติดต่อ วิธีนี้ทำให้คนที่ค้นชื่อแบรนด์ทั้งสองแบบมาเจอเว็บได้ โดยไม่ต้องเขียนชื่อสองแบบซ้ำกันทุกหน้า
ถ้าเห็นคำใหม่โผล่ในรายงานคำค้นหา ควรรีบเขียนหน้าใหม่เลยไหม+
ไม่ควรรีบ ให้ดูก่อนว่าคำนั้นมีเจตนาต่างจากหน้าเดิมหรือไม่ ถ้าไม่ต่าง ทางที่ถูกคือเติมหัวข้อย่อยหรือคำถามพบบ่อยลงในหน้าเดิม ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่าและไม่สร้างหน้าที่มาแย่งกันเอง ให้พิจารณาเขียนหน้าใหม่ก็ต่อเมื่อคำนั้นปรากฏต่อเนื่องหลายสัปดาห์และคุณมีเนื้อหาเฉพาะที่เขียนได้จริงอย่างน้อยครึ่งหน้า
ลูกค้าต่างชาติในไทยค้นด้วยภาษาอังกฤษ ต้องแยกเว็บใหม่ไหม+
ไม่ต้องแยกเว็บ ให้เพิ่มเป็นส่วนภาษาอังกฤษภายในเว็บเดิมก่อน แล้วทำเฉพาะหน้าที่จำเป็นจริง เช่น หน้าบริการหลัก หน้าราคา และหน้าติดต่อ การมีสามหน้าภาษาอังกฤษที่เขียนดีมีประโยชน์กว่าการแปลทั้งเว็บแบบผ่าน ๆ ซึ่งมักทิ้งหน้าที่แปลไม่จบไว้เต็มไปหมด
สรุป
คนไทยพิมพ์คำค้นหาหลายรูปแบบเป็นเรื่องปกติ และไม่ใช่ปัญหาที่ต้องแก้ด้วยการสร้างหน้าให้ครบทุกตัวสะกด สิ่งที่ต้องทำคือแยกให้ออกว่ารูปแบบไหนคือเจตนาเดียวกันแล้วรวมไว้หน้าเดียว เลือกคำที่ลูกค้าใช้มากที่สุดเป็นคำหลักของหัวข้อ ปล่อยให้คำรูปแบบอื่นปรากฏในย่อหน้าและคำถามพบบ่อยอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วกลับมาดูรายงานคำค้นหาทุกไตรมาสเพื่ออัปเดตตารางคำของตัวเอง เท่านี้ก็ครอบคลุมได้ทั้งคำไทย คำทับศัพท์ และคำอังกฤษโดยไม่ต้องเสี่ยงกับการยัดคีย์เวิร์ด
รวบรวมคำที่ลูกค้าใช้จริงให้ครบในที่เดียว
NOAH ช่วยหาคีย์เวิร์ดพร้อมปริมาณการค้นหา จัดกลุ่มคำที่มีเจตนาเดียวกัน วางแผนว่าคำกลุ่มไหนควรไปอยู่หน้าไหน และเขียนบทความภาษาไทยตามแนวทางแบรนด์ของคุณ
เริ่มฟรี 3 บทความ