มูลค่าทราฟฟิก SEO: ตีค่าคนที่เข้าเว็บจากการค้นหาเทียบกับค่าโฆษณาที่ต้องจ่าย
วิธีคำนวณมูลค่าทราฟฟิก SEO โดยเทียบกับค่าโฆษณาที่ต้องจ่ายเพื่อให้ได้คนกลุ่มเดียวกัน พร้อมตัวอย่างคิดทีละขั้นและข้อจำกัดที่ห้ามนำไปอ้างเกินจริง
ทีม NOAH · เผยแพร่ 18 กันยายน 2569 · อัปเดต 18 กันยายน 2569 · อ่าน 14 นาที

สรุปสั้น
- ✓มูลค่าทราฟฟิก SEO คือการตีราคาว่าถ้าต้องซื้อโฆษณาเพื่อให้ได้คลิกชุดเดียวกันนี้ ธุรกิจจะต้องจ่ายเท่าไร ใช้เป็นตัวช่วยสื่อสาร ไม่ใช่รายได้และไม่ใช่เงินที่ประหยัดได้จริง
- ✓สูตรพื้นฐานคือเอาจำนวนคลิกของแต่ละคำค้นคูณด้วยราคาต่อคลิกโดยประมาณของคำนั้น แล้วรวมกัน โดยต้องตัดคลิกจากคำค้นที่มีชื่อแบรนด์ออกก่อนเสมอ
- ✓ตัวเลขนี้จะพองผิดปกติทันทีถ้าไม่ตัดคำแบรนด์ออก เพราะคลิกจากคนที่รู้จักคุณอยู่แล้วไม่ใช่คลิกที่คุณต้องซื้อมาด้วยโฆษณา
- ✓ควรคำนวณควบคู่กับมูลค่าที่อิงผลลัพธ์จริง คือจำนวนคนที่ติดต่อเข้ามาคูณอัตราปิดการขายคูณกำไรต่อดีล เพราะตัวเลขนั้นคือสิ่งที่ธุรกิจเอาไปใช้ตัดสินใจได้จริง
- ✓ข้อจำกัดที่ต้องพูดทุกครั้งคือราคาต่อคลิกเป็นค่าประมาณ คำค้นบางคำไม่มีคนซื้อโฆษณาเลย และคลิกจากผลค้นหากับคลิกจากโฆษณามีเจตนาไม่เหมือนกันเสมอไป
เจ้าของร้านขายอะไหล่เครื่องจักรออนไลน์คนหนึ่งถูกหุ้นส่วนถามกลางที่ประชุมว่าจ่ายค่าทำเนื้อหาไปทุกเดือน แล้วได้อะไรกลับมาเป็นเงินบ้าง เขาเปิด Search Console ให้ดูว่ามีคนคลิกเข้าเว็บเดือนละพันกว่าครั้ง หุ้นส่วนก็ถามต่อว่าพันกว่าคลิกคิดเป็นเงินเท่าไร คำถามนี้ตอบยากไม่ใช่เพราะไม่มีข้อมูล แต่เพราะถ้าตอบมั่ว ๆ แล้วตัวเลขเกินจริง ครั้งหน้าจะไม่มีใครเชื่ออะไรจากรายงานนี้อีกเลย
บทความนี้จะให้วิธีตีมูลค่าทราฟฟิกจากการค้นหาแบบระมัดระวัง ตั้งแต่สูตรที่ใช้ แหล่งของราคาต่อคลิก ตัวอย่างการคิดทีละขั้นด้วยตัวเลขสมมติ วิธีคำนวณอีกแบบที่อิงผลลัพธ์จริงแทนราคาโฆษณา และข้อจำกัดที่ต้องเขียนกำกับทุกครั้ง ถ้าอยากเห็นภาพรวมของการคิดความคุ้มค่าทั้งหมด อ่านคู่กับ ต้นทุนและความคุ้มค่าของ SEO สำหรับ SME ได้
มูลค่าทราฟฟิก SEO คืออะไรกันแน่
มูลค่าทราฟฟิก SEO คำนวณอย่างไร
คำนวณโดยเอาจำนวนคลิกของแต่ละคำค้นที่พาคนเข้าเว็บมาคูณกับราคาต่อคลิกโดยประมาณของคำนั้นในระบบโฆษณา แล้วรวมทุกคำเข้าด้วยกัน ตัวเลขที่ได้แปลว่าถ้าคุณอยากได้คลิกชุดนี้ด้วยการซื้อโฆษณาแทน คุณจะต้องจ่ายประมาณเท่านี้ ก่อนคำนวณต้องตัดคลิกจากคำค้นที่มีชื่อแบรนด์ออกเสมอ และต้องระบุกำกับไว้ว่าเป็นค่าประมาณ เพราะราคาต่อคลิกจริงขึ้นกับการแข่งขันในแต่ละช่วงเวลา
สิ่งที่ตัวเลขนี้เป็นคือหน่วยวัดสำหรับสื่อสาร มันแปลงคำว่าคลิกซึ่งคนนอกวงการไม่รู้สึกอะไร ให้กลายเป็นหน่วยที่ทุกคนในที่ประชุมเข้าใจตรงกันคือบาท ทำให้เถียงกันเรื่องงบประมาณบนพื้นฐานเดียวกันได้
สิ่งที่ตัวเลขนี้ไม่ใช่คือรายได้ ไม่ใช่กำไร และไม่ใช่เงินที่คุณประหยัดไปได้ เพราะถ้าไม่ทำ SEO คุณก็อาจไม่ได้ซื้อโฆษณาด้วยคำเหล่านั้นอยู่ดี การเขียนในรายงานว่าประหยัดค่าโฆษณาไปเท่านี้บาทจึงเป็นการอ้างเกินจริง ให้เขียนว่าคิดเป็นมูลค่าเทียบเท่าค่าโฆษณาโดยประมาณแทน
อย่าเอาตัวเลขนี้ไปใส่งบการเงิน
มูลค่าเทียบเท่าค่าโฆษณาเป็นตัวเลขสมมติเชิงเปรียบเทียบ ไม่ใช่รายการทางบัญชี ถ้าเอาไปบวกเป็นรายได้หรือเป็นส่วนลดต้นทุนในงบ จะทำให้ภาพธุรกิจผิดไปทั้งชุด ใช้มันในสไลด์อธิบายความคุ้มค่าได้ แต่ตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจเรื่องเงินจริงต้องเป็นจำนวนลูกค้าที่ติดต่อเข้ามาและยอดที่ปิดได้
สูตรที่ใช้และแหล่งข้อมูลของแต่ละตัวแปร
สูตรมีแค่บรรทัดเดียว คือ มูลค่าทราฟฟิก เท่ากับ ผลรวมของ คลิกของคำค้นนั้น คูณ ราคาต่อคลิกโดยประมาณของคำนั้น ความยากไม่ได้อยู่ที่สูตร แต่อยู่ที่การหาตัวแปรทั้งสองให้มาจากแหล่งที่เชื่อถือได้และอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน
| ตัวแปร | เอามาจากไหน | จุดที่ต้องระวัง |
|---|---|---|
| จำนวนคลิกรายคำค้น | รายงาน Performance ใน Google Search Console แท็บ Queries ช่วงหนึ่งเดือนเต็ม | คำค้นที่มีคนค้นน้อยมากจะไม่แสดงในรายงาน ตัวเลขรวมที่ได้จึงต่ำกว่าความจริงเล็กน้อยเสมอ |
| คำแบรนด์ที่ต้องตัดออก | รายการคำแบรนด์ที่คุณรวบรวมไว้เอง แล้วกรองด้วยตัวกรอง Query | ถ้าตัดไม่หมด มูลค่าจะพองขึ้นมากเพราะคำแบรนด์มักมีคลิกสูงสุดในรายการ |
| ราคาต่อคลิกโดยประมาณ | เครื่องมือวางแผนคำค้นของระบบโฆษณา หรือข้อมูลจริงจากบัญชีโฆษณาของคุณเองถ้าเคยยิง | ค่าที่ได้เป็นช่วงราคา ไม่ใช่ตัวเลขเดียว และเปลี่ยนตามฤดูกาลกับจำนวนคู่แข่งที่ประมูล |
| ตำแหน่งเฉลี่ยของคำนั้น | คอลัมน์ Position ในรายงานเดียวกัน | ใช้ประกอบการตัดสินว่าคำไหนมีโอกาสโตต่อ ไม่ได้ใช้ในสูตรโดยตรง |
| ช่วงเวลาที่ใช้ | เลือกเดือนเต็มเดือนเดียวกันทั้งสองฝั่ง | อย่าเอาคลิกของสามเดือนไปคูณราคาต่อคลิกของเดือนเดียว เพราะจะได้ตัวเลขที่อธิบายไม่ได้ |
ถ้าธุรกิจของคุณเคยยิงโฆษณามาก่อน ให้ใช้ราคาต่อคลิกจริงจากบัญชีตัวเองเป็นหลัก เพราะเป็นตัวเลขที่ผ่านการประมูลจริงในตลาดของคุณ แม่นกว่าค่าประมาณจากเครื่องมือวางแผนมาก และเวลามีคนตั้งคำถามก็ชี้แหล่งที่มาได้ทันที

คำนวณทีละขั้นด้วยตัวอย่างสมมติ
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นตัวเลขสมมติที่ตั้งขึ้นเพื่อสาธิตวิธีคิดเท่านั้น ไม่ใช่ข้อมูลของธุรกิจจริงและไม่ใช่ค่ามาตรฐานของอุตสาหกรรมใด สมมติว่าเป็นบริษัทรับติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บ้านพักอาศัยแห่งหนึ่ง เดือนที่แล้วมีคลิกจากการค้นหารวม 1,200 ครั้ง
ขั้นตอนคำนวณมูลค่าทราฟฟิก SEO ของเดือนที่ผ่านมา
- 1
ดึงรายการคำค้นของเดือนเต็มออกมา
เปิด Search Console ไปที่ Performance ตั้งช่วงเวลาเป็นเดือนที่แล้วแบบเต็มเดือน เปิดแท็บ Queries แล้วกดส่งออกเป็นไฟล์ตาราง ในตัวอย่างสมมตินี้ได้คลิกรวม 1,200 ครั้งจากคำค้นทั้งหมดที่แสดง
- 2
ตัดคลิกจากคำค้นที่มีชื่อแบรนด์ออก
ใช้ตัวกรอง Query แบบ Doesn't match regex ใส่คำแบรนด์ทุกรูปแบบ วิธีตั้งค่าอย่างละเอียดอยู่ที่ แยกทราฟฟิกแบรนด์และทั่วไป สมมติว่าตัดแล้วเหลือคลิกจากคำทั่วไป 800 ครั้ง ให้ใช้ 800 นี้เป็นฐานการคำนวณ ไม่ใช่ 1,200
- 3
จัดกลุ่มคำค้นตามเจตนา
แบ่งคำที่เหลือเป็นสามกลุ่ม คือกลุ่มพร้อมซื้อ เช่น ติดตั้งโซลาร์เซลล์บ้าน ราคา กลุ่มกำลังหาข้อมูล เช่น โซลาร์เซลล์บ้าน คุ้มไหม และกลุ่มความรู้ทั่วไป เช่น โซลาร์เซลล์ ทำงานอย่างไร เพราะสามกลุ่มนี้มีราคาต่อคลิกต่างกันมากและต้องคิดแยกกัน
- 4
หาราคาต่อคลิกโดยประมาณของแต่ละกลุ่ม
เปิดเครื่องมือวางแผนคำค้นของระบบโฆษณา ใส่คำตัวแทนของแต่ละกลุ่มแล้วจดช่วงราคาที่ได้ ถ้ามีบัญชีโฆษณาของตัวเองให้ใช้ราคาจริงแทน จากนั้นเลือกใช้ค่าปลายล่างของช่วงราคาเสมอ เพราะเป้าหมายคือได้ตัวเลขที่เถียงไม่ได้ ไม่ใช่ตัวเลขที่ดูสวย
- 5
คูณแล้วรวมทีละกลุ่ม
สมมติว่ากลุ่มพร้อมซื้อมี 150 คลิกที่ราคาประมาณ 40 บาทต่อคลิก กลุ่มกำลังหาข้อมูลมี 350 คลิกที่ประมาณ 15 บาท และกลุ่มความรู้ทั่วไปมี 300 คลิกที่ประมาณ 5 บาท จะได้ 6,000 บวก 5,250 บวก 1,500 รวมเป็นประมาณ 12,750 บาทต่อเดือน
- 6
เขียนผลพร้อมข้อจำกัดกำกับเสมอ
บันทึกผลว่าทราฟฟิกจากการค้นหาที่ไม่ใช่คำแบรนด์ของเดือนนี้คิดเป็นมูลค่าเทียบเท่าค่าโฆษณาโดยประมาณ 12,750 บาท พร้อมระบุว่าใช้ราคาต่อคลิกจากแหล่งใด วันที่เท่าไร และใช้ค่าปลายล่างของช่วงราคา เพื่อให้คนอ่านรู้ว่าตัวเลขนี้อนุรักษนิยมแค่ไหน
สิ่งที่ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นคือส่วนที่มีมูลค่าจริงกระจุกอยู่ที่กลุ่มพร้อมซื้อซึ่งมีคลิกน้อยที่สุด แต่มีมูลค่าต่อคลิกสูงที่สุด ถ้าเดือนถัดไปคุณต้องเลือกว่าจะเขียนเนื้อหาเพิ่มในกลุ่มไหน ตัวเลขนี้ช่วยตอบได้ทันที ซึ่งเป็นประโยชน์ที่แท้จริงของการคำนวณ มากกว่าตัวเลขรวมที่เอาไปอวด
ทำเป็นสามช่วงค่าแทนตัวเลขเดียว
แทนที่จะรายงานเลขเดียว ให้คำนวณสามรอบด้วยราคาต่อคลิกปลายล่าง กลาง และปลายบน แล้วรายงานเป็นช่วง เช่น ประมาณหนึ่งหมื่นถึงสองหมื่นบาทต่อเดือน วิธีนี้สื่อความไม่แน่นอนออกไปตรง ๆ และทำให้ความน่าเชื่อถือของรายงานทั้งฉบับสูงขึ้น
อีกวิธีที่ตรงกับธุรกิจมากกว่า คือคิดจากผลลัพธ์จริง
การเทียบกับค่าโฆษณาตอบคำถามว่าคลิกชุดนี้ซื้อยากแค่ไหน แต่ไม่ได้ตอบว่าคลิกชุดนี้ทำเงินให้ธุรกิจเท่าไร ถ้าอยากได้ตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจเรื่องงบจริง ต้องคำนวณจากปลายทางคือจำนวนคนที่ติดต่อเข้ามาและสัดส่วนที่ปิดการขายได้
สูตรของวิธีนี้คือ จำนวนคนที่ติดต่อเข้ามาจากช่องทางการค้นหา คูณ อัตราปิดการขาย คูณ กำไรขั้นต้นต่อดีล ถ้ายังไม่เคยแยกว่าคนที่ติดต่อเข้ามาแต่ละคนมาจากช่องทางไหน ต้องเริ่มตั้งระบบนับก่อน ซึ่งทำได้ด้วยเครื่องมือฟรีตามที่อธิบายไว้ใน วัดยอดขายและ Lead ที่มาจาก SEO
| หัวข้อ | วิธีเทียบค่าโฆษณา | วิธีคิดจากผลลัพธ์จริง |
|---|---|---|
| ตอบคำถามอะไร | ถ้าจะซื้อคลิกชุดนี้ด้วยโฆษณาต้องจ่ายประมาณเท่าไร | ทราฟฟิกชุดนี้สร้างกำไรให้ธุรกิจประมาณเท่าไร |
| ข้อมูลที่ต้องมี | คลิกรายคำค้นและราคาต่อคลิกโดยประมาณ | จำนวนการติดต่อแยกช่องทาง อัตราปิดการขาย และกำไรต่อดีล |
| ทำได้เร็วแค่ไหน | ทำได้ภายในหนึ่งชั่วโมงถ้ามี Search Console อยู่แล้ว | ต้องมีระบบนับการติดต่อก่อน อาจใช้เวลาตั้งค่าหนึ่งถึงสองสัปดาห์ |
| ความคลาดเคลื่อน | สูง เพราะราคาต่อคลิกเป็นค่าประมาณและเปลี่ยนตลอด | ต่ำกว่า เพราะอิงตัวเลขที่ธุรกิจถืออยู่จริง แต่ขึ้นกับวินัยในการบันทึก |
| เหมาะกับใคร | ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มและยังไม่มีข้อมูลการติดต่อแยกช่องทาง | ธุรกิจที่ทำมาแล้วอย่างน้อยสามเดือนและเริ่มมีข้อมูลสะสม |
| ใช้ในสถานการณ์ไหน | อธิบายให้คนที่คุ้นกับการซื้อโฆษณาเข้าใจว่างานนี้มีมูลค่า | ตัดสินใจว่าจะเพิ่ม ลด หรือหยุดงบในรอบถัดไป |
คำแนะนำที่ใช้ได้จริงคือทำทั้งสองวิธีในรายงานเดียวกัน โดยวางวิธีคิดจากผลลัพธ์จริงเป็นตัวเลขหลัก และวางมูลค่าเทียบเท่าค่าโฆษณาเป็นข้อมูลประกอบ เพราะเวลาต้องตัดสินใจเรื่องเงิน คนจะเชื่อตัวเลขที่ตรวจย้อนไปถึงใบเสร็จได้มากกว่าตัวเลขที่อิงราคาประมูลของคนอื่น

ข้อจำกัดที่ต้องพูดทุกครั้งที่ใช้ตัวเลขนี้
ตัวเลขมูลค่าทราฟฟิกถูกใช้ผิดบ่อยมากในวงการนี้ เพราะมันทำให้รายงานดูดีขึ้นทันทีโดยไม่ต้องทำงานเพิ่ม การเขียนข้อจำกัดกำกับไว้จึงไม่ใช่การถ่อมตัว แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ตัวเลขยังใช้ได้ในระยะยาว
- ราคาต่อคลิกจากเครื่องมือวางแผนเป็นค่าประมาณแบบช่วง ไม่ใช่ราคาที่คุณจะจ่ายจริง เพราะราคาจริงขึ้นกับคุณภาพโฆษณา ช่วงเวลา และคู่แข่งที่ประมูลในวันนั้น
- คำค้นที่ไม่มีใครซื้อโฆษณาจะได้ราคาต่อคลิกใกล้ศูนย์ ทำให้ดูเหมือนไม่มีมูลค่า ทั้งที่คำเฉพาะทางแบบนั้นอาจพาลูกค้าดีที่สุดเข้ามา
- คลิกจากผลค้นหาแบบไม่เสียเงินกับคลิกจากโฆษณาไม่ได้แทนกันหนึ่งต่อหนึ่ง ตำแหน่งบนหน้าจอ ความคาดหวังของคนกด และอัตราการติดต่อกลับต่างกัน
- ถ้าไม่ตัดคำแบรนด์ออก ตัวเลขจะพองมากจนกลายเป็นการหลอกตัวเอง เพราะคุณไม่จำเป็นต้องซื้อโฆษณาเพื่อให้คนที่รู้จักคุณอยู่แล้วหาคุณเจอ
- มูลค่านี้ไม่ได้หักต้นทุนของงานที่ทำ ถ้าจะพูดเรื่องความคุ้มค่าต้องเอาต้นทุนจริงทั้งค่าคน ค่าเครื่องมือ และเวลาของทีมมาหักด้วยเสมอ
- ตัวเลขเดือนเดียวไม่บอกอะไร ต้องดูต่อเนื่องอย่างน้อยหกเดือนถึงจะเห็นว่าฐานกำลังโตหรือแค่แกว่งตามฤดูกาล
ประโยคที่ควรใช้และไม่ควรใช้
ควรเขียนว่า ทราฟฟิกจากการค้นหาที่ไม่ใช่คำแบรนด์ในเดือนนี้คิดเป็นมูลค่าเทียบเท่าค่าโฆษณาโดยประมาณตามราคาต่อคลิกที่อ้างอิง ณ วันที่ระบุ ไม่ควรเขียนว่า SEO ทำเงินให้ธุรกิจเท่านี้บาท หรือ ประหยัดค่าโฆษณาไปได้เท่านี้บาท เพราะสองประโยคหลังอ้างสิ่งที่ข้อมูลชุดนี้พิสูจน์ไม่ได้
สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อตีมูลค่าทราฟฟิก
ข้อผิดพลาดชุดนี้ทำให้ตัวเลขที่ได้กลายเป็นโทษกับตัวเอง เพราะเมื่อใดที่คนในทีมจับได้ว่าตัวเลขพองเกินจริงครั้งหนึ่ง รายงานทุกฉบับหลังจากนั้นจะถูกตั้งคำถามหมด
- เลือกใช้ราคาต่อคลิกปลายบนของช่วงราคาเพื่อให้ตัวเลขดูใหญ่ ทั้งที่ควรใช้ปลายล่างเป็นค่าตั้งต้นเสมอ
- เอาการแสดงผลมาคูณราคาต่อคลิกแทนที่จะใช้จำนวนคลิก ซึ่งทำให้ตัวเลขใหญ่ขึ้นหลายเท่าโดยไม่มีความหมาย
- เปลี่ยนแหล่งราคาต่อคลิกทุกเดือนแล้วเอามาเทียบกันตรง ๆ ทำให้กราฟขึ้นลงเพราะแหล่งข้อมูลเปลี่ยน ไม่ใช่เพราะผลงานเปลี่ยน
- รวมทราฟฟิกจากหน้าที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ เช่น หน้าสมัครงานหรือหน้าประกาศภายใน เข้าไปในการคำนวณด้วย
- เอาตัวเลขมูลค่าไปตั้งเป็นเป้าหมายของทีม เพราะจะจูงใจให้ไปไล่คำที่ราคาต่อคลิกสูงแทนที่จะไล่คำที่พาลูกค้าจริงเข้ามา
- ใช้ตัวเลขนี้เทียบกับค่าจ้างรายเดือนแล้วสรุปว่าคุ้มหรือไม่คุ้มทันที ทั้งที่การคืนทุนต้องดูยาวกว่านั้น รายละเอียดอยู่ที่ SEO คืนทุนกี่เดือน

นำตัวเลขนี้ไปใช้ตัดสินใจอย่างไรให้เกิดผล
ประโยชน์ที่ยั่งยืนที่สุดของการคำนวณนี้ไม่ใช่ยอดรวม แต่คือการเห็นว่ามูลค่ากระจุกอยู่ที่หน้าไหนและคำกลุ่มไหน เพราะนั่นคือข้อมูลที่บอกว่าเดือนหน้าควรลงแรงตรงไหนก่อน
- 1เรียงคำค้นตามมูลค่าที่คำนวณได้จากมากไปน้อย แล้วดูสิบอันดับแรกว่าหน้าไหนเป็นคนรับคำเหล่านั้น
- 2ตรวจหน้าที่รับคำมูลค่าสูงว่ามีทางติดต่อชัดเจนไหม ถ้าหน้ามีคนเข้ามากแต่ไม่มีปุ่มติดต่อที่เห็นชัด มูลค่านั้นรั่วทิ้งไปเฉย ๆ
- 3หาคำที่มีมูลค่าต่อคลิกสูงแต่ตำแหน่งเฉลี่ยยังอยู่ท้าย ๆ หน้าแรกหรือหน้าสอง เพราะเป็นจุดที่ปรับปรุงแล้วเห็นผลเร็วที่สุด
- 4ดูว่ามีคำมูลค่าสูงคำไหนที่ยังไม่มีหน้าใดรองรับเลย แล้วใส่เป็นหัวข้อของเดือนถัดไป
- 5เทียบมูลค่าที่คำนวณได้กับต้นทุนจริงของเดือนนั้น แล้วบันทึกทั้งสองตัวเลขคู่กันไว้ทุกเดือนในตารางเดียว
ถ้ากำลังชั่งใจว่าจะแบ่งงบไปทางโฆษณาหรือทางเนื้อหามากกว่ากัน อย่าตัดสินจากมูลค่าทราฟฟิกอย่างเดียว เพราะสองช่องทางนี้ทำงานคนละจังหวะ อ่านวิธีคิดเรื่องการแบ่งงบและจังหวะที่ควรใช้แต่ละช่องทางที่ SEO กับ Google Ads ควรเริ่มทางไหนก่อน และถ้าอยากเทียบเป็นต้นทุนต่อหนึ่งลูกค้าที่ติดต่อเข้ามา ดูวิธีคำนวณที่ ต้นทุนต่อ Lead จาก SEO
คำถามที่พบบ่อย
ไม่เคยยิงโฆษณามาก่อนเลย จะหาราคาต่อคลิกจากไหน+
ใช้เครื่องมือวางแผนคำค้นของระบบโฆษณาได้โดยไม่ต้องเริ่มยิงจริง สร้างบัญชีแล้วใส่คำที่เป็นตัวแทนของแต่ละกลุ่มเจตนา จะได้ช่วงราคาประมาณมา ให้จดวันที่ดึงข้อมูลไว้ด้วยเสมอ และเลือกใช้ค่าปลายล่างของช่วง เพราะบัญชีที่ไม่เคยยิงจะยังไม่มีประวัติคุณภาพ ซึ่งมักทำให้ราคาจริงแพงกว่าค่าประมาณ
ควรคำนวณมูลค่าทราฟฟิกบ่อยแค่ไหน+
ทุกไตรมาสก็เพียงพอ เพราะราคาต่อคลิกไม่ได้เปลี่ยนรายเดือนมากนัก และการคำนวณถี่เกินไปจะทำให้ทีมเสียเวลาไปกับตัวเลขที่ไม่ได้ใช้ตัดสินใจ สิ่งที่ควรดูทุกเดือนคือคลิกจากคำที่ไม่ใช่แบรนด์และจำนวนการติดต่อที่เกิดขึ้น ส่วนการแปลงเป็นมูลค่าให้ทำตอนรอบทบทวนงบ
เว็บที่มีบทความให้ความรู้เยอะแต่คำเหล่านั้นราคาต่อคลิกต่ำมาก แปลว่าเสียเวลาเปล่าไหม+
ไม่ได้แปลอย่างนั้น ราคาต่อคลิกต่ำแค่บอกว่าไม่มีคนแย่งซื้อโฆษณาด้วยคำนั้น ซึ่งคนละเรื่องกับคุณค่าทางธุรกิจ บทความให้ความรู้ทำหน้าที่สร้างความเชื่อถือและพาคนกลับมาในรอบถัดไป วิธีประเมินที่ตรงกว่าคือดูว่าคนที่อ่านบทความเหล่านั้นแล้วไปต่อที่หน้าบริการหรือหน้าติดต่อมากน้อยแค่ไหน
ลูกค้าหรือหุ้นส่วนไม่เชื่อตัวเลขนี้ ควรทำอย่างไร+
ให้แสดงวิธีคิดทั้งหมดแทนการแสดงแต่ผลลัพธ์ คือแนบไฟล์คำค้นที่ส่งออกจาก Search Console ระบุว่าตัดคำแบรนด์ไหนออกไปบ้าง แสดงแหล่งและวันที่ของราคาต่อคลิก และรายงานเป็นช่วงแทนตัวเลขเดียว ความไม่เชื่อส่วนใหญ่มาจากการเห็นแต่ตัวเลขสุดท้ายโดยไม่เห็นที่มา
ธุรกิจแบบ B2B ที่ดีลมีมูลค่าสูงแต่คนค้นน้อยมาก วิธีนี้ยังใช้ได้ไหม+
ใช้ได้แต่จะให้ภาพที่ต่ำกว่าความจริงมาก เพราะคลิกน้อยทำให้มูลค่ารวมดูเล็ก ทั้งที่ดีลเดียวอาจคุ้มค่าทั้งปี ธุรกิจแบบนี้ควรใช้วิธีคิดจากผลลัพธ์จริงเป็นตัวเลขหลัก คือนับจำนวนการขอใบเสนอราคาที่มาจากการค้นหาแล้วคูณกับอัตราปิดและกำไรต่อดีล ส่วนมูลค่าเทียบค่าโฆษณาให้ใช้เป็นข้อมูลประกอบเท่านั้น
ถ้าหยุดทำเนื้อหา มูลค่าทราฟฟิกจะหายไปทันทีไหม+
ไม่หายทันที แต่จะค่อย ๆ ลดลงตามเวลา เพราะหน้าเดิมยังอยู่และยังถูกค้นเจอได้อีกระยะหนึ่ง สิ่งที่หายก่อนคือคำค้นใหม่ที่เคยเข้ามาเพิ่มทุกเดือน จากนั้นหน้าที่ข้อมูลล้าสมัยจะค่อยเสียตำแหน่งให้หน้าที่ใหม่กว่า จึงควรดูแนวโน้มของจำนวนคำค้นที่ทำให้เว็บถูกแสดงผลควบคู่ไปด้วย ไม่ใช่ดูแค่มูลค่ารวม
สรุป
การตีมูลค่าทราฟฟิก SEO ทำได้ภายในหนึ่งชั่วโมงด้วยข้อมูลที่มีอยู่แล้ว คือดึงคลิกรายคำค้นจาก Search Console ตัดคำแบรนด์ออก จัดกลุ่มตามเจตนา คูณด้วยราคาต่อคลิกปลายล่าง แล้วรายงานเป็นช่วงพร้อมข้อจำกัดกำกับ ใช้ตัวเลขนี้เพื่อสื่อสารและเพื่อหาว่ามูลค่ากระจุกอยู่ตรงไหน แล้ววางตัวเลขที่อิงจำนวนการติดต่อจริงไว้เป็นตัวชี้วัดหลักสำหรับการตัดสินใจเรื่องเงิน
หาคำที่มีมูลค่าจริงก่อนลงแรงเขียน
NOAH ช่วยหาคีย์เวิร์ดพร้อมปริมาณการค้นหา เทียบช่องว่างเนื้อหากับคู่แข่ง วางแผนหัวข้อทั้งโปรเจกต์ และเขียนบทความภาษาไทยตามแนวทางแบรนด์ของคุณ
เริ่มฟรี 3 บทความ