SEO สำหรับ SME

แยกทราฟฟิกแบรนด์และทั่วไป: ดูให้ออกว่า SEO พาลูกค้าใหม่เข้ามาจริงหรือแค่คนเดิมกลับมา

วิธีแยกทราฟฟิกแบรนด์และทั่วไปใน Search Console ด้วยตัวกรองคำค้น พร้อมวิธีอ่านตัวเลขสองกลุ่มนี้ให้รู้ว่างาน SEO พาลูกค้าใหม่เข้ามาจริงหรือไม่

ทีม NOAH · เผยแพร่ 18 กันยายน 2569 · อัปเดต 18 กันยายน 2569 · อ่าน 13 นาที

หน้าจอแดชบอร์ดวิเคราะห์ข้อมูลเว็บไซต์ที่ใช้แยกดูที่มาของผู้เข้าชม

สรุปสั้น

  • ทราฟฟิกแบรนด์คือคนที่พิมพ์ชื่อร้านหรือชื่อสินค้าเฉพาะของคุณเข้ามา ส่วนทราฟฟิกทั่วไปคือคนที่ค้นหาสิ่งที่คุณขายโดยยังไม่รู้จักคุณ สองกลุ่มนี้บอกคนละเรื่องจึงต้องแยกดูเสมอ
  • ถ้ารวมสองตัวเลขไว้ด้วยกัน คลิกที่เพิ่มขึ้นจากการออกบูท การยิงโฆษณา หรือโพสต์ที่คนแชร์เยอะ จะถูกนับเป็นผลงานของ SEO ทั้งที่งาน SEO ยังไม่ได้พาคนใหม่เข้ามาเลย
  • ใน Google Search Console แยกได้ด้วยตัวกรอง Query โดยใช้เงื่อนไข Custom (regex) ใส่ชื่อแบรนด์ทุกรูปแบบที่คนพิมพ์จริง แล้วสลับระหว่าง Matches regex กับ Doesn't match regex
  • รายการคำแบรนด์ต้องครอบคลุมทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คำสะกดผิด ชื่อย่อ และชื่อแบรนด์บวกชื่อสาขา ไม่อย่างนั้นคำแบรนด์ที่หลุดออกไปจะไปพองอยู่ในฝั่งทราฟฟิกทั่วไป
  • ตัวเลขที่ควรรายงานทุกเดือนคือคลิกฝั่งทั่วไป จำนวนคำค้นทั่วไปที่ทำให้เว็บถูกแสดงผล และสัดส่วนคลิกแบรนด์ต่อคลิกทั้งหมด เพราะสามตัวนี้บอกว่าฐานลูกค้าใหม่กำลังโตหรือไม่

ร้านอาหารแห่งหนึ่งในโคราชออกบูทงานประจำจังหวัดสามวัน แจกใบปลิวไปหลายร้อยใบ พอสิ้นเดือนเปิดดู Search Console เห็นคลิกเพิ่มจากเดือนก่อนเกือบเท่าตัว เจ้าของก็สรุปทันทีว่าบทความที่จ้างเขียนไปเมื่อสองเดือนก่อนเริ่มได้ผลแล้ว ทั้งที่ความจริงคือคนที่เห็นใบปลิวกลับไปพิมพ์ชื่อร้านใน Google เพื่อหาเบอร์โทรกับแผนที่ ไม่มีใครในกลุ่มนั้นค้นคำว่าร้านอาหารอีสานโคราชแล้วเพิ่งมาเจอร้านเป็นครั้งแรกเลย

บทความนี้จะพาแยกตัวเลขสองกลุ่มนี้ออกจากกันแบบลงมือทำได้วันนี้ ตั้งแต่การรวบรวมคำแบรนด์ของตัวเองให้ครบ การตั้งตัวกรองใน Search Console ทั้งสองทิศทาง การอ่านผลที่ได้ให้กลายเป็นการตัดสินใจ และข้อผิดพลาดที่ทำให้ตัวเลขที่แยกแล้วยังเชื่อไม่ได้ ถ้าอยากเห็นภาพรวมว่าควรดูตัวเลขอะไรบ้างในแต่ละเดือน อ่านคู่กับ วัดผล SEO สำหรับ SME ได้

ทราฟฟิกแบรนด์กับทราฟฟิกทั่วไปต่างกันตรงไหน

ทราฟฟิกแบรนด์กับทราฟฟิกทั่วไปต่างกันอย่างไร

ทราฟฟิกแบรนด์คือคลิกที่มาจากคำค้นที่มีชื่อธุรกิจ ชื่อร้าน ชื่อสินค้าเฉพาะ หรือชื่อโดเมนของคุณอยู่ในคำค้นนั้น แปลว่าคนคนนั้นรู้จักคุณมาก่อนแล้วและกำลังหาทางติดต่อ ส่วนทราฟฟิกทั่วไปคือคลิกจากคำค้นที่ไม่มีชื่อคุณเลย เช่น รับผลิตครีมขั้นต่ำน้อย หรือ จัดฟันใสราคา แปลว่าคนคนนั้นกำลังหาสิ่งที่คุณขายโดยยังไม่รู้จักคุณ งาน SEO มีหน้าที่ทำให้กลุ่มที่สองโต ส่วนกลุ่มแรกโตตามชื่อเสียงและการตลาดช่องทางอื่น

ความต่างที่สำคัญกว่านิยามคือความหมายทางธุรกิจ คนที่พิมพ์ชื่อร้านคุณเข้ามาคือคนที่ตัดสินใจไปแล้วระดับหนึ่ง หน้าที่ของเว็บคือทำให้เขาหาเบอร์ หาแผนที่ หาเวลาเปิดปิดได้เร็วที่สุด ส่วนคนที่ค้นด้วยคำทั่วไปยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณมีตัวตน หน้าที่ของเว็บกับกลุ่มนี้คือทำให้เขาเชื่อว่าคุณทำเรื่องนี้ได้ ซึ่งต้องใช้เนื้อหาคนละแบบและวัดผลคนละแบบ

อีกจุดที่มักถูกมองข้ามคือความเร็วในการเปลี่ยนแปลง ทราฟฟิกแบรนด์ขึ้นลงตามกิจกรรมนอกเว็บได้ภายในไม่กี่วัน เช่น ยิงโฆษณา ออกงาน หรือมีคนดังพูดถึง ส่วนทราฟฟิกทั่วไปขยับช้ากว่ามากเพราะต้องรอให้หน้าเว็บไต่อันดับขึ้นมาก่อน ดังนั้นถ้ากราฟรวมพุ่งขึ้นในสัปดาห์เดียว แทบไม่มีทางเป็นผลของ SEO

หัวข้อทราฟฟิกแบรนด์ทราฟฟิกทั่วไป
ตัวอย่างคำค้นครัวสมใจ โคราช, kruasomjai เมนู, ครัวสมใจ เบอร์โทรร้านอาหารอีสาน โคราช, ร้านจัดเลี้ยงโต๊ะจีน โคราช
คนค้นรู้จักคุณหรือยังรู้จักแล้ว กำลังหาข้อมูลติดต่อหรือยืนยันข้อมูลยังไม่รู้จัก กำลังเปรียบเทียบตัวเลือก
อัตราคลิกที่มักเห็นสูง เพราะตั้งใจหาเว็บคุณอยู่แล้วต่ำกว่า เพราะต้องแข่งกับอีกหลายผลลัพธ์ในหน้าเดียวกัน
สิ่งที่ทำให้ตัวเลขนี้โตโฆษณา ป้ายหน้าร้าน โซเชียล งานอีเวนต์ การบอกต่อเนื้อหาที่ตอบคำถามกลุ่มเป้าหมาย หน้าบริการที่ชัด และพื้นฐานเว็บที่เรียบร้อย
หน้าเว็บที่ควรรองรับหน้าแรก หน้าติดต่อ หน้าสาขา หน้าเมนูหรือแคตตาล็อกบทความตอบคำถาม หน้าบริการรายหัวข้อ หน้าเปรียบเทียบตัวเลือก
ใช้ตัดสินใจเรื่องอะไรการตลาดนอกเว็บได้ผลแค่ไหน และเว็บรองรับคนที่รู้จักแล้วดีพอหรือไม่งาน SEO กำลังขยายฐานลูกค้าใหม่หรือหยุดอยู่กับที่
เทียบทราฟฟิกแบรนด์กับทราฟฟิกทั่วไปในมุมของเจ้าของธุรกิจ

ไม่แยกสองตัวเลขนี้แล้วจะพลาดเรื่องอะไรบ้าง

ปัญหาแรกคือการให้เครดิตผิดที่ ถ้าเดือนนี้คลิกรวมเพิ่มขึ้นแล้วคุณสรุปว่าเป็นผลของบทความที่เพิ่งลง คุณก็จะเขียนบทความแบบเดิมต่อไปอีกหลายเดือนโดยไม่รู้ว่ามันแทบไม่มีคนอ่าน ขณะเดียวกันช่องทางที่ทำให้คนรู้จักแบรนด์จริง ๆ กลับไม่ได้งบเพิ่มเพราะไม่มีใครเห็นว่ามันทำงาน

ปัญหาที่สองรุนแรงกว่า คือการมองไม่เห็นว่าฐานลูกค้าใหม่กำลังหด ธุรกิจที่มีลูกค้าเก่ากลับมาซื้อซ้ำเยอะ เช่น โรงงานรับผลิตที่มีลูกค้าประจำสิบกว่าราย ทราฟฟิกแบรนด์จะค้ำยอดรวมไว้ให้ดูนิ่ง ทั้งที่คำค้นทั่วไปอาจร่วงลงเรื่อย ๆ มาหลายเดือนแล้ว กว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่ลูกค้าใหม่หายไปจากท่อจริง ๆ

  • ประเมินผลของเอเจนซีหรือฟรีแลนซ์ผิด เพราะเอารายงานคลิกรวมมาเป็นตัวชี้วัด ทั้งที่ส่วนที่โตมาจากชื่อแบรนด์ซึ่งไม่ได้อยู่ในขอบเขตงานที่จ้าง
  • ตัดงบเนื้อหาผิดจังหวะ เพราะเห็นยอดรวมยังดีอยู่ ทั้งที่ฝั่งคำค้นทั่วไปเริ่มลดมาสองถึงสามเดือนติด
  • ตกใจเกินเหตุเวลายอดรวมตก ทั้งที่เป็นแค่ช่วงหลังจบแคมเปญโฆษณา ส่วนฝั่งทั่วไปยังเท่าเดิมหรือดีขึ้นด้วยซ้ำ
  • เลือกคำค้นผิดในรอบถัดไป เพราะรายการคำค้นที่ทำคลิกสูงสุดถูกชื่อแบรนด์ยึดหัวตารางไว้หมด จนไม่เห็นคำที่คนนอกใช้จริง
  • ตั้งเป้าหมายรายเดือนจากตัวเลขที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ เพราะทราฟฟิกแบรนด์ขึ้นลงตามกิจกรรมการตลาดที่บางเดือนก็ไม่มี

ระวังรายงานที่โชว์แต่คลิกรวม

ถ้ารายงานรายเดือนที่คุณได้รับมีแต่กราฟคลิกรวมกับคำว่าเติบโตขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ให้ขอเพิ่มสองบรรทัดคือคลิกจากคำแบรนด์และคลิกจากคำทั่วไป ถ้าผู้รับจ้างบอกว่าแยกไม่ได้ ให้ทราบว่า Search Console แยกให้ได้ด้วยตัวกรองคำค้นในตัวอยู่แล้ว และเป็นงานที่ใช้เวลาไม่กี่นาทีต่อเดือน

หน้าจอแดชบอร์ดวิเคราะห์ข้อมูลเว็บไซต์ที่แสดงกราฟผู้เข้าชมแยกเป็นหลายชุด

รวบรวมคำแบรนด์ของตัวเองให้ครบก่อนตั้งตัวกรอง

งานนี้ต้องทำก่อนเสมอ เพราะตัวกรองจะแม่นได้ก็ต่อเมื่อรายการคำแบรนด์ครบ คนไทยพิมพ์ชื่อร้านได้หลายแบบมากในคำค้นเดียว ทั้งเขียนติดกัน เว้นวรรค สะกดด้วยอักษรอังกฤษ ตัดคำว่าร้านออก หรือพิมพ์ผิดสระ ถ้าเก็บมาแค่ชื่อเต็มแบบทางการ คำแบรนด์อีกครึ่งหนึ่งจะไปกองอยู่ฝั่งทั่วไปและทำให้ตัวเลขดูดีเกินจริง

วิธีที่เร็วที่สุดคือเปิดแท็บ Queries ใน Search Console เลือกช่วงเวลาสามเดือน เรียงตามจำนวนคลิก แล้วกวาดสายตาดูร้อยถึงสองร้อยคำแรก จดทุกคำที่มีร่องรอยของชื่อคุณอยู่ในนั้น จากนั้นเพิ่มคำที่คุณรู้ว่ามีคนใช้แต่ยังไม่โผล่ในรายการ เช่น ชื่อเดิมก่อนรีแบรนด์ หรือชื่อเจ้าของที่ลูกค้าเรียกติดปาก

สมมติว่าคลินิกทันตกรรมชื่อ ยิ้มดี เดนทัล มีสาขาเดียวที่รังสิต รายการคำแบรนด์ที่ควรได้ควรมีทั้ง ยิ้มดีเดนทัล เขียนติดกัน ยิ้มดี เดนทัล เว้นวรรค yimdee dental ทั้งติดกันและเว้นวรรค ยิ้มดี รังสิต และ คลินิกยิ้มดี ซึ่งเป็นคำที่คนเรียกกันเองโดยไม่มีคำว่าเดนทัล

  • ชื่อเต็มตามที่จดทะเบียน และชื่อที่ใช้บนป้ายหน้าร้านซึ่งบ่อยครั้งไม่เหมือนกัน
  • ชื่อเขียนติดกันและเขียนเว้นวรรค เพราะคนพิมพ์มือถือมักไม่เว้นวรรค
  • ชื่อภาษาอังกฤษหรือคำทับศัพท์ รวมถึงตัวสะกดที่คนมักเขียนผิดเป็นประจำ
  • ชื่อโดเมนหรือชื่อเพจ เพราะบางคนพิมพ์ชื่อเว็บลงช่องค้นหาแทนที่จะพิมพ์ในแถบที่อยู่
  • ชื่อแบรนด์บวกคำต่อท้ายยอดฮิต เช่น ชื่อร้านบวก รีวิว ราคา เบอร์โทร สาขา หรือชื่อจังหวัด
  • ชื่อสินค้าเฉพาะที่คุณตั้งเองและไม่มีใครใช้ เช่น รุ่นสินค้าหรือชื่อคอร์สที่ตั้งขึ้นมาเอง

ชื่อแบรนด์ที่เป็นคำทั่วไปต้องระวังเป็นพิเศษ

ถ้าร้านชื่อ บ้านสวน หรือ ครัวคุณแม่ ซึ่งเป็นคำที่คนอื่นก็ใช้ อย่าใส่คำเดี่ยวลงในตัวกรอง เพราะจะไปดูดคำค้นของคนที่ไม่ได้หาคุณเข้ามาด้วย ให้ใช้เป็นคู่คำแทน เช่น ชื่อร้านบวกชื่อย่านหรือชื่อร้านบวกประเภทธุรกิจ แล้วยอมรับว่าจะมีคำแบรนด์ส่วนน้อยหลุดไปฝั่งทั่วไป ซึ่งดีกว่าการตีตราคำทั่วไปเป็นคำแบรนด์

ตั้งตัวกรองใน Search Console ทีละขั้น

Search Console มีตัวกรองคำค้นให้ในตัว ไม่ต้องใช้เครื่องมือเสริมและไม่ต้องจ่ายเพิ่ม สิ่งที่ต้องทำคือกรองสองรอบด้วยเงื่อนไขตรงข้ามกัน แล้วจดตัวเลขทั้งสองชุดไว้ในตารางเดียว ทำครั้งแรกอาจใช้เวลาครึ่งชั่วโมงเพราะต้องรวบรวมคำแบรนด์ แต่เดือนถัดไปจะเหลือไม่กี่นาทีเพราะแค่เปลี่ยนช่วงวันที่

แยกทราฟฟิกแบรนด์และทั่วไปใน Search Console

  1. 1

    เปิดรายงาน Performance แล้วจดตัวเลขรวมไว้ก่อน

    เข้า Search Console เลือกเว็บของคุณ ไปที่ Performance แล้ว Search results ตั้งช่วงเวลาเป็นสามเดือนล่าสุด เปิดการแสดงผลทั้ง Total clicks และ Total impressions แล้วจดสองตัวเลขนี้ไว้เป็นยอดรวมก่อนกรอง

  2. 2

    รวบรวมคำแบรนด์จากแท็บ Queries

    เลื่อนลงไปที่ตารางด้านล่าง เลือกแท็บ Queries เรียงตามคลิกจากมากไปน้อย ไล่ดูคำที่มีชื่อธุรกิจของคุณอยู่ในนั้นแล้วจดลงไฟล์ชั่วคราว รวมทั้งคำสะกดผิดและคำภาษาอังกฤษ ถ้าจำนวนคำค้นเยอะ ให้กดปุ่มส่งออกเป็นไฟล์แล้วคัดในสเปรดชีตจะเร็วกว่า

  3. 3

    สร้างตัวกรองแบบ regex เพื่อดูฝั่งแบรนด์

    กดปุ่มเพิ่มตัวกรองด้านบนรายงาน เลือก Query แล้วเปลี่ยนเงื่อนไขเป็น Custom (regex) เลือก Matches regex จากนั้นพิมพ์คำแบรนด์ทุกคำคั่นด้วยเครื่องหมาย | เช่น ยิ้มดีเดนทัล|ยิ้มดี เดนทัล|yimdee dental|yimdeedental|ยิ้มดี รังสิต ถ้ามีตัวเลือกไม่แยกตัวพิมพ์ใหญ่เล็ก ให้เปิดไว้ แล้วจดคลิกกับการแสดงผลที่ได้

  4. 4

    สลับเป็น Doesn't match regex เพื่อดูฝั่งทั่วไป

    กดที่ตัวกรองเดิม เปลี่ยนเงื่อนไขจาก Matches regex เป็น Doesn't match regex โดยใช้ข้อความ regex ชุดเดิม ตัวเลขที่ได้คือทราฟฟิกจากคนที่ยังไม่รู้จักคุณ จดไว้คู่กับชุดแรก และอย่าลืมดูตาราง Queries ในสถานะนี้ด้วยเพราะเป็นรายการคำที่บอกโอกาสจริง

  5. 5

    ตรวจความสมเหตุสมผลของตัวเลขสองชุด

    เอาคลิกฝั่งแบรนด์บวกฝั่งทั่วไปมาเทียบกับยอดรวมที่จดไว้ตอนแรก ตัวเลขจะไม่เท่ากันเป๊ะเพราะ Search Console ไม่แสดงคำค้นที่มีคนค้นน้อยมากเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ แต่ถ้าห่างกันมากผิดปกติ ให้กลับไปตรวจว่าพิมพ์ regex ผิดหรือใส่ช่องว่างเกิน

  6. 6

    บันทึกลงตารางเดียวกันทุกเดือน

    สร้างสเปรดชีตหนึ่งแผ่นมีคอลัมน์ เดือน คลิกรวม คลิกแบรนด์ คลิกทั่วไป สัดส่วนแบรนด์ และจำนวนคำค้นทั่วไปที่มีการแสดงผล แล้วกรอกทุกต้นเดือน ตารางนี้จะกลายเป็นหลักฐานเดียวที่ใช้เถียงกันได้เวลาถกว่างาน SEO คุ้มหรือไม่

ถ้ายังไม่กล้าใช้ regex

เริ่มจากเงื่อนไขง่ายกว่าก่อนก็ได้ เลือก Query แล้วใช้ Doesn't contain ใส่คำแบรนด์คำเดียวที่คนใช้มากที่สุด จะได้ตัวเลขฝั่งทั่วไปแบบหยาบ ๆ ทันที วิธีนี้แม่นน้อยกว่าเพราะกรองได้ทีละคำ แต่ดีกว่าการดูคลิกรวมอย่างเดียว และย้ายไปใช้ regex ทีหลังได้โดยตัวเลขเดิมยังเทียบกันได้อยู่

อ่านตัวเลขที่แยกแล้วให้กลายเป็นการตัดสินใจ

พอมีสองคอลัมน์แล้ว สิ่งที่ต้องดูไม่ใช่ตัวเลขเดือนเดียว แต่เป็นทิศทางของสองเส้นเทียบกัน เพราะรูปแบบที่ต่างกันบอกปัญหาคนละเรื่องและต้องแก้คนละทาง ตารางด้านล่างสรุปรูปแบบที่เจอบ่อยกับสิ่งที่ควรทำต่อ

สิ่งที่เห็นแปลว่าอะไรทำอะไรต่อ
แบรนด์ขึ้น ทั่วไปนิ่งการตลาดนอกเว็บทำงาน แต่เนื้อหายังไม่ดึงคนใหม่ตรวจว่าเนื้อหาที่ลงไปตรงกับคำที่คนนอกใช้จริงหรือไม่ แล้วเพิ่มหน้าที่ตอบคำถามก่อนตัดสินใจซื้อ
ทั่วไปขึ้น แบรนด์นิ่งงาน SEO เริ่มได้ผลกับกลุ่มที่ยังไม่รู้จักคุณดูว่าคำไหนพาคนเข้ามา แล้วทำหน้าต่อยอดในหัวข้อเดียวกันเพิ่ม พร้อมตรวจว่าหน้านั้นมีทางติดต่อชัดพอ
ทั้งสองขึ้นพร้อมกันอาจมีเหตุการณ์ภายนอก เช่น ข่าวหรือแคมเปญใหญ่เทียบวันที่กับปฏิทินการตลาดก่อนสรุป อย่าเพิ่งขยายงบจากยอดเดือนเดียว
ทั่วไปลง แบรนด์ค้ำยอดรวมไว้ฐานลูกค้าใหม่กำลังหด แต่ตัวเลขรวมยังดูปกติไล่หาว่าหน้าไหนเสียการแสดงผลไป แล้วดูสาเหตุตาม ทราฟฟิกจาก Google ลดลง ไล่หาสาเหตุทีละขั้น
ทั่วไปมีการแสดงผลเยอะแต่คลิกน้อยเว็บติดอันดับแล้วแต่หัวข้อหรือคำโปรยยังไม่ชวนกดแก้ title กับ description ของหน้าที่มีการแสดงผลสูงสุดสิบหน้าแรกก่อน แล้ววัดซ้ำในอีกหนึ่งเดือน
อ่านทิศทางของทราฟฟิกสองกลุ่มแล้วทำอะไรต่อ

ตัวเลขอีกตัวที่ควรจดคู่กันคือจำนวนคำค้นทั่วไปที่ทำให้เว็บถูกแสดงผล ไม่ใช่แค่จำนวนคลิก เพราะเว็บที่กำลังขยายฐานจะเริ่มถูกแสดงผลด้วยคำใหม่ ๆ ก่อนที่คลิกจะตามมา ถ้าจำนวนคำค้นทั่วไปเพิ่มขึ้นทุกเดือนแม้คลิกยังนิ่ง แปลว่ากำลังสะสมฐานอยู่ ซึ่งเป็นสัญญาณที่มีประโยชน์กว่าการจ้องดูอันดับของคำเดียว

ถ้าอยากเข้าใจว่าแต่ละตัวเลขใน Search Console หมายถึงอะไรและตัวไหนบอกอะไรไม่ได้ อ่านเพิ่มที่ ตัวชี้วัด SEO ที่ต้องรู้จัก ส่วนวิธีเชื่อมตัวเลขฝั่งทั่วไปเข้ากับยอดติดต่อจริง ดูได้ที่ วัดยอดขายและ Lead ที่มาจาก SEO

หน้าจอแล็ปท็อปเปิดหน้าเครื่องมือค้นหาเพื่อทดสอบคำค้นชื่อแบรนด์

แล้วทราฟฟิกแบรนด์ที่โตขึ้น ควรดีใจได้แค่ไหน

ทราฟฟิกแบรนด์ที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่เรื่องไม่ดี มันคือหลักฐานว่ามีคนรู้จักคุณมากขึ้น เพียงแต่ต้องให้เครดิตถูกที่ ถ้าเดือนนั้นมีการยิงโฆษณา ออกงาน หรือมีรีวิวจากลูกค้าที่คนแชร์กันเยอะ สิ่งเหล่านั้นคือเจ้าของผลงาน ไม่ใช่บทความที่เพิ่งลงเมื่อสัปดาห์ก่อน

สิ่งที่ควรทำกับทราฟฟิกแบรนด์คือดูว่าเว็บรองรับคนกลุ่มนี้ดีพอหรือยัง เพราะคนที่พิมพ์ชื่อร้านเข้ามาคือคนที่ใกล้ตัดสินใจที่สุด ลองค้นชื่อร้านตัวเองจากมือถือที่ไม่ได้ล็อกอิน แล้วดูว่าภายในสองคลิกเขาเจอเบอร์โทร ที่อยู่ เวลาเปิดปิด และปุ่มแชทหรือไม่ ถ้าไม่เจอ คนที่ตั้งใจมาหาคุณก็หลุดมือได้เหมือนกัน

  • ตรวจว่าหน้าแรกแสดงเบอร์โทรและช่องทางแชทแบบกดได้ทันทีบนมือถือ ไม่ใช่เป็นรูปภาพที่กดไม่ได้
  • ตรวจว่าข้อมูลเวลาเปิดปิดบนเว็บตรงกับที่แสดงในผลค้นหาและตรงกับความจริง โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาว
  • ถ้ามีหลายสาขา ทำหน้าแยกรายสาขาให้คนที่ค้นชื่อร้านบวกชื่อย่านเจอหน้าที่ตรงกับสาขานั้น
  • ถ้าคำค้นแบรนด์ที่มีคลิกสูงคือชื่อร้านบวกคำว่าราคาหรือรีวิว แปลว่าคนอยากได้ข้อมูลนั้นก่อนตัดสินใจ ควรมีหน้าที่ตอบตรง ๆ
  • อย่าเอาหน้าที่ทำไว้สำหรับคำแบรนด์ไปยัดคำค้นทั่วไปเพิ่ม เพราะจะทำให้หน้าหลุดโฟกัสทั้งสองทาง

สิ่งที่ไม่ควรทำเวลาแยกทราฟฟิกสองกลุ่ม

ความผิดพลาดส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่การตั้งตัวกรอง แต่อยู่ที่วิธีใช้ตัวเลขหลังจากนั้น ข้อที่เจอบ่อยที่สุดคือเปลี่ยนนิยามคำแบรนด์ระหว่างทาง ทำให้ตัวเลขเดือนนี้กับเดือนก่อนเทียบกันไม่ได้อีกเลย ซึ่งเสียหายกว่าการไม่แยกตั้งแต่แรกเพราะทำให้เข้าใจผิดโดยมั่นใจ

  • เปลี่ยนรายการคำแบรนด์ทุกเดือนโดยไม่จดว่าเปลี่ยนอะไร ทำให้กราฟกระโดดเพราะนิยามเปลี่ยน ไม่ใช่เพราะผลงานเปลี่ยน ถ้าจำเป็นต้องเพิ่มคำ ให้จดวันที่และคำที่เพิ่มไว้ในแผ่นเดียวกัน
  • ใส่คำกว้างลงในตัวกรองแบรนด์ เช่น ใส่คำว่า คลินิก ทั้งที่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของชื่อ ผลคือคำค้นทั่วไปจำนวนมากถูกนับเป็นแบรนด์และตัวเลขฝั่งทั่วไปดูแย่เกินจริง
  • เทียบเดือนนี้กับเดือนก่อนหน้าโดยไม่ดูฤดูกาล ธุรกิจอย่างร้านดอกไม้หรือรับจัดงานมีรอบของมัน ควรเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนควบคู่ไปด้วยถ้ามีข้อมูล
  • เอาตัวเลขฝั่งทั่วไปไปสัญญากับทีมว่าจะโตกี่เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าคำที่ตั้งใจแข่งมีคนค้นมากแค่ไหนและคู่แข่งแข็งแค่ไหน
  • ลืมว่าคำค้นบางส่วนไม่ถูกแสดงในรายงาน จึงไปไล่หาคำที่หายไปทีละคำจนเสียเวลา ทั้งที่ควรดูภาพรวมของทิศทางมากกว่า
  • ตัดสินผลภายในสองถึงสามสัปดาห์ ทั้งที่ฝั่งทั่วไปเป็นตัวเลขที่ขยับช้าและต้องดูอย่างน้อยสามเดือนจึงจะเห็นแนวโน้ม
หน้าร้านของธุรกิจท้องถิ่นที่ลูกค้าค้นชื่อร้านก่อนเดินทางมา

ใส่ตัวเลขสองกลุ่มนี้ลงในรายงานรายเดือนอย่างไร

รายงานที่ใช้งานได้จริงสำหรับเจ้าของธุรกิจไม่ต้องยาว ขอแค่มีบรรทัดที่ตอบคำถามว่าเดือนนี้มีคนใหม่มาเจอเราเพิ่มขึ้นหรือไม่ และคนที่รู้จักเราอยู่แล้วยังหาเราเจอง่ายอยู่ไหม สองคำถามนี้ตอบได้ด้วยตัวเลขห้าบรรทัดต่อไปนี้

  1. 1คลิกจากคำค้นทั่วไปในเดือนนี้ เทียบกับเดือนก่อนและเทียบกับสามเดือนก่อน
  2. 2จำนวนคำค้นทั่วไปที่ทำให้เว็บถูกแสดงผล เพื่อดูว่าฐานกำลังกว้างขึ้นหรือแคบลง
  3. 3สัดส่วนคลิกแบรนด์ต่อคลิกทั้งหมด เพื่อดูว่าเว็บพึ่งชื่อเสียงเดิมมากเกินไปหรือไม่
  4. 4คำค้นทั่วไปที่เพิ่งเข้ามาใหม่ในเดือนนี้ไม่เกินห้าคำ พร้อมหน้าที่รับคำนั้น
  5. 5จำนวนการติดต่อที่เกิดขึ้นในเดือนนั้น เพื่อดูว่าคลิกฝั่งทั่วไปแปลงเป็นโอกาสจริงหรือยัง

ถ้าจะทำรายงานให้ครบกว่านี้โดยไม่บวมจนไม่มีใครอ่าน ดูโครงรายงานที่ตัดเหลือเฉพาะสิ่งที่เจ้าของต้องตัดสินใจได้ที่ รายงาน SEO รายเดือนที่เจ้าของธุรกิจอ่านแล้วตัดสินใจได้ และถ้าอยากรู้ว่าฝั่งคำแบรนด์กับคำทั่วไปควรลงแรงทำเนื้อหาต่างกันอย่างไร อ่านต่อที่ คีย์เวิร์ดแบรนด์กับคีย์เวิร์ดทั่วไป

ทำครั้งเดียวให้จบด้วยลิงก์บันทึกไว้

หลังตั้งตัวกรองเสร็จ ให้คัดลอก URL ของหน้ารายงานตอนที่ตัวกรองทำงานอยู่ไปเก็บไว้ในโน้ตหรือบุ๊กมาร์ก เพราะ Search Console เก็บเงื่อนไขตัวกรองไว้ในลิงก์ เดือนหน้าเปิดลิงก์นั้นแล้วเปลี่ยนแค่ช่วงวันที่ก็ได้ตัวเลขทันทีโดยไม่ต้องตั้งใหม่

คำถามที่พบบ่อย

ธุรกิจเปิดใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้จักชื่อ ต้องแยกตัวเลขนี้ด้วยไหม+

ควรแยกตั้งแต่วันแรก แม้ตอนนี้ฝั่งแบรนด์จะเกือบเป็นศูนย์ เพราะพอเริ่มทำการตลาดแล้วคุณจะมีเส้นฐานไว้เทียบว่าชื่อเริ่มเป็นที่รู้จักตั้งแต่เมื่อไร และจะได้ไม่เข้าใจผิดว่าคลิกก้อนแรกที่เข้ามาหลังเปิดตัวคือผลของงาน SEO

คำค้นที่มีทั้งชื่อแบรนด์และคำทั่วไปในคำเดียว ควรนับเป็นฝั่งไหน+

นับเป็นฝั่งแบรนด์ เพราะคนคนนั้นพิมพ์ชื่อคุณออกมาแล้ว แปลว่ารู้จักคุณมาก่อน เช่น ยิ้มดีเดนทัล จัดฟันใส ราคา ถือเป็นคำแบรนด์ที่บอกว่าเขาต้องการข้อมูลอะไรเพิ่ม ให้แยกคำกลุ่มนี้ออกมาดูเป็นรายการต่างหากด้วย เพราะเป็นหัวข้อเนื้อหาที่ทำแล้วได้ผลเร็ว

ดูการแยกสองกลุ่มนี้ใน Google Analytics ได้ไหม+

ไม่ได้โดยตรง เพราะ Analytics ไม่ได้รับคำค้นจากผลการค้นหามาแสดง สิ่งที่ Analytics ทำได้คือบอกว่าผู้เข้าชมมาจากช่องทางการค้นหาและเข้าหน้าไหน จึงต้องใช้คู่กัน คือใช้ Search Console ดูคำค้นและใช้ Analytics ดูพฤติกรรมหลังเข้าเว็บ รายละเอียดการตั้งค่าดูได้ที่ ใช้ Google Analytics ดูผล SEO

ถ้าทำโฆษณาควบคู่ไปด้วย ตัวเลขฝั่งทั่วไปจะเพี้ยนไหม+

ไม่เพี้ยน เพราะรายงาน Performance ใน Search Console นับเฉพาะผลการค้นหาแบบไม่เสียเงิน คลิกจากโฆษณาไม่ถูกนับรวมอยู่ในนั้น สิ่งที่โฆษณาทำได้คือทำให้คนเห็นชื่อแบรนด์แล้วกลับมาค้นชื่อคุณทีหลัง ซึ่งจะไปโผล่ในฝั่งแบรนด์ ไม่ใช่ฝั่งทั่วไป

ควรตั้งเป้าให้สัดส่วนคลิกแบรนด์เป็นเท่าไรถึงจะเรียกว่าดี+

ไม่มีตัวเลขมาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ เพราะร้านที่มีหน้าร้านและลูกค้าประจำจะมีสัดส่วนแบรนด์สูงตามธรรมชาติ ส่วนธุรกิจรับงานโครงการที่ลูกค้าหาผู้ให้บริการใหม่ทุกครั้งจะต่ำกว่า สิ่งที่ใช้ได้จริงคือเทียบกับตัวเองย้อนหลัง ถ้าสัดส่วนแบรนด์สูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่คลิกทั่วไปนิ่ง แปลว่าต้องกลับไปลงแรงกับเนื้อหาสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักคุณ

มีคู่แข่งใช้ชื่อคล้ายกันมาก ตัวกรองจะดูดคำของเขาเข้ามาไหม+

มีโอกาส ถ้าชื่อต่างกันแค่คำต่อท้าย ให้ใส่คำที่ยาวพอจะแยกกันได้ลงใน regex แล้วลองสลับไปดูตาราง Queries ตอนกรองฝั่งแบรนด์ว่ามีคำของคู่แข่งหลุดเข้ามาไหม ถ้าหลุด ให้ปรับข้อความให้เจาะจงขึ้น เช่น ใส่ชื่อย่านหรือคำเต็มแทนชื่อย่อ แล้วจดไว้ว่าปรับเมื่อไร

สรุป

การแยกทราฟฟิกแบรนด์ออกจากทราฟฟิกทั่วไปเป็นงานที่ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงในครั้งแรก แต่เปลี่ยนคุณภาพของการตัดสินใจทั้งปี เริ่มจากรวบรวมคำแบรนด์ทุกรูปแบบที่คนพิมพ์จริง ตั้งตัวกรอง Query แบบ regex ใน Search Console แล้วอ่านผลทั้งสองทิศทาง จดลงตารางเดียวกันทุกเดือน แล้วใช้ฝั่งทั่วไปเป็นตัวชี้วัดของงาน SEO ส่วนฝั่งแบรนด์เป็นตัวชี้วัดของการตลาดนอกเว็บ เท่านี้ก็จะไม่หลงดีใจกับตัวเลขที่ไม่ได้มาจากงานที่ลงแรงไป

หาคำที่คนยังไม่รู้จักคุณใช้ค้นหา

NOAH ช่วยหาคีย์เวิร์ดพร้อมปริมาณการค้นหา เทียบช่องว่างเนื้อหากับคู่แข่ง และเขียนบทความภาษาไทยตามแนวทางแบรนด์ของคุณ เพื่อให้ฝั่งทราฟฟิกทั่วไปมีหน้าเว็บรองรับจริง

เริ่มฟรี 3 บทความ

อ่านต่อ

SEO สำหรับ SME

เก็บข้อมูลก่อนเริ่มทำ SEO: ตัวเลขตั้งต้นที่ต้องบันทึกไว้ ก่อนจะย้อนกลับไปเก็บไม่ได้อีก

เช็กลิสต์เก็บข้อมูลก่อนเริ่มทำ SEO ว่าต้องบันทึกตัวเลขตั้งต้นอะไรบ้าง ข้อมูลไหนย้อนกลับไปเก็บไม่ได้ และเก็บอย่างไรให้พิสูจน์ผลได้ในอีกหกเดือน

SEO Strategy

รายงาน SEO รายเดือนสำหรับเจ้าของธุรกิจ: ดูแค่ไหนก็พอตัดสินใจได้

รายงาน SEO รายเดือนควรมีตัวเลขอะไรบ้าง แต่ละตัวมาจากไหนและตีความอย่างไร เทียบเดือนหรือเทียบปีดี พร้อมสัญญาณเตือนว่ารายงานกำลังเลี่ยงคำถามสำคัญ

SEO Strategy

วัดลีดจากโทรศัพท์และ LINE: รู้ได้อย่างไรว่าลูกค้ามาจาก Google

ธุรกิจไทยปิดการขายทางโทรศัพท์และ LINE จนตัวเลขบนเว็บไม่สะท้อนผลจริง บทความนี้รวมวิธีวัดลีดจากสองช่องทางนี้ เรียงจากที่ทำได้วันนี้ไปจนถึงแบบที่ต้องตั้งระบบ